“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก

ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย

ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก

ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง

ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ

ก็อยากดูแล ให้มากกว่านี้เหลือเกิน แต่กลัวจะเพลิน จนเผลอทำเกินหน้าที่ ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ

ห่วงอยู่ไกลไกล เจอะหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้ ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่าง และมีบางครั้งที่เคยขัดใจบางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน

คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หน้าที่ตามฐานะใจ ห้ามเดินก้าวล้ำเส้นแฟน ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ (*)

ยอมอยู่ข้างใจ แต่ไม่ขอเป็นสำรอง ขออย่าได้มองความซื่อแล้วแปลว่าง่าย เมื่อเราเจอกันข้างพรหมลิขิต ก็อย่าใกล้ชิดมากเกินห้ามใจ ต้องเจียมตัวว่าเราคือใคร แค่แอบรู้ใจ ไม่ใช่แฟน

ร้องซ้ำ (*)

อ่านจากเนื้อเพลงแล้ว สิ่งที่ทำให้เพลงนี้โด่งดังในช่วงระยะเวลาหนึ่งนั้น นอกจากความไพเราะของท่วงทำนอง ดนตรี และเสียงของนักร้องแล้ว เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เพลงได้รับความนิยม เพราะเป็นภาพสะท้อนลักษณะ “อารมณ์” ของผู้คนในสังคมที่มี “ความรู้สึก” หรือไม่ก็ “ความสัมพันธ์” ต่อคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นเพศตรงกันข้าม(หรืออาจเพศเดียวกัน)ในลักษณะ “รักอยู่ในใจ” หรือ “รักอยู่ข้างเดียว” โดยที่อีกฝ่ายรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของคน โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาวที่มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อความรักในเพศตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ “อยู่ข้างใจ” หรือ “อยู่ข้างพรหมลิขิต” ดังที่กล่าวไว้ในเพลง มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่านี้ได้ หากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้ อยู่ในจุดที่เป็นแค่ความสัมพันธ์ใน “ฐานะใจ” จนก้าวลำเส้นสู่ความเป็น “แฟน” ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาได้ เพราะอีกฝ่ายมี “เจ้าของหัวใจ” อยู่แล้ว อันจะนำไปสู่ฐานะ “สำรอง” ของความสัมพันธ์ ซึ่งข้อนี้ไม่ใช่ความปรารถนาไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชาย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้แต่งคือ สลา คุณวุฒิ ใช้กลุ่มคำที่เล่นกับอารมณ์คนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพอจะแยกออกเป็นอารมณ์แบบต่างๆคือ

1.กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความรักซ่อนเร้น ได้แก่ ฐานะใจ, อยู่ข้างใจ, ข้างพรหมลิขิต,แอบรู้ใจ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำบรรยายฐานะอันซ่อนเร้นของคน ที่เจ้าตัวรู้สึกเองว่าตนอยู่ในฐานะนั้น เมื่อปรากฏอยู่ในเพลงแบบชนิดที่เรียกว่า “ทิ้งระเบิดถ้อยคำแบบปูพรมถล่มใจ” เช่นนี้ จึง “โดน” เป็นอย่างมาก

2. กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความมีน้ำใจ ได้แก่ อยากดูแล,ยิ้มให้ด้วยสายตา, คอยเป็นธุระ,ทำแทน เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจอันเป็นลักษณะเด่นของคนในสังคมไทย และเมื่อมาอยู่ในความรู้สึกของอารมณ์รักซ่อนเร้นด้วยแล้ว ทำให้ถ้อยคำเหล่านี้ฝังจิตฝังใจตอกย้ำความรู้สึกยิ่งขึ้นไปอีก เพราะแน่นอนเหลือเกินว่า ผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นหรือไม่ซ่อนเร้นก็ตาม มีความรู้สึกและพร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆให้คนที่ตนรักอยู่เสมอ

3.กลุ่มคำที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบต้องห้าม ตอกย้ำฐานะอันไม่ถูกต้อง ได้แก่ คนรู้จัก,คนไม่ใช่แฟน,สำรอง, ห้ามใจ เป็นต้น ซึ่งถ้อยคำกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมอารมณ์และความสัมพันธ์ให้อยู่ในขอบเขตที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดความรู้สึก เหงา เศร้า น้อยใจ ผสมปนเปกับความสุขที่เกิดจากการที่ได้ทำสิ่งต่างๆเพื่อคนที่ตนรัก อันเป็นอารมณ์ความรู้สึกปกติของบรรดาผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นทั้งหลาย

แล้วใครกันเล่าที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นแบบที่กล่าวไว้ในเพลงนี้ คำตอบก็คือ มีกันทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะนั่นแหละ ไม่ว่าคนที่มีคู่แล้วหรือที่ยังไม่มีคู่ จะมากจะน้อยต่างกันไป แต่ที่มีมากว่าก็ย่อมเป็นคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวที่มีความอ่อนไหวในความรักดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเพลงนี้จึงโด่ดังโดนใจของคนในช่วงเวลาหนึ่ง ก็เพราะเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นธรรมดาสามัญของผู้คนนั่นเอง ลองถามใจตัวเองดูก็แล้วกันว่า อารมณ์รักซ่นเร้นนั้นมีอยู่ในใจบ้างหรือไม่ บางคนอาจจะผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่พอโดนสะกิดด้วยระเบิดถ้อยคำที่ปูพรมลงมาถล่มใจ ทำให้ความทรงจำแบบนั้นหวนคืนกลับมา จึงเคลิบเคลิ้มล่องลอยไปกับอารมณ์เพลง ก็เป็นได้

มองในแง่การสื่อสารจึงนับว่าผู้ประพันธ์เพลงทำได้สำเร็จอย่างงดงาม ที่หยิบเอากลุ่มคำดังกล่าวมากระตุ้นอารมณ์รักซ่อนเร้นที่ซุกซ่อนในใจของผู้ฟังให้โลดแล่นออกมาปรากฏตัวตนผ่านเพลง “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ซึ่งเพียงแค่ชื่อก็บ่งบอกถึงอารมณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนแล้ว ประกอบเข้ากับถ้อยคำที่ตอกย้ำแบบปูพรหม รวมถึงท่วงทำนองและเสียงร้องของ ตั๊กแตน ชลดา ที่มีส่วนผสมของความรู้สึกเหงา เศร้า สุข อย่างลงตัวด้วยแล้ว จึงทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงประจำใจของผู้คน

แสดงให้เห็นว่า คนเรานั้น ล้วนมีอารมณ์รักแบบซ่อนเร้นด้วยกันเป็นจำนวนมาก ใช่หรือไม่?

*****

Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ http://citizenjournal.kosolnet.com ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: