บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่

ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog

เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ

1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้ เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ

2.ในเมื่อเป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมก็มีความรักความผูกพันในสื่อผู้จัดการ ยังไม่นับมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคนทำงานที่นี่ เติบโตที่นี่ ปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็มี แยกย้ายไปสู่ที่อื่นก็มี ส่วนผมก็ยังคงรับข้อมูลข่าวสารจากผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ปรากฏในผู้จัดการ (อันเป็นสาเหตุที่เขียนบทความนี้) แต่ก็ยังเชื่อใน “ข่าวสาร” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อว่ายังมีน้ำหนักเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็น ก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” จริงๆ

3. เมื่อเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ที่มี “ความรักและความผูกพัน” ผมก็ย่อมมีความปรารถนาที่จะเห็นสื่อทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงต่อไป แม้จะไม่เห็นด้วยกับการเลือกข้างในทางการเมือง เพราะหมิ่นเหม่ต่อการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารให้เข้ากับความเชื่อและข้างที่ตัวเองยืนอยู่ แต่ในเบื้องต้นผมก็ยอมรับได้ โดยเชื่อมั่นว่า สื่อมีวิจารณญาณเพียงพอที่จะแยกแยะได้ นำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยการยึดถือ “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่า “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือเสนอข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง”

4. แต่ในการเสนอข่าวของผู้จัดการนั้น มีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่ผมคิดว่า เป็นการเสนอข้อคิดเห็นในข่าว (ย้ำ ผมพูดถึง “ข่าว” ไม่ใช่ บทความ รายงาน หรือ บทวิเคราะห์ ซึ่งย่อมต้องมีความคิดเห็นของสื่อหรือผู้เขียนอยู่แล้ว) โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำที่แสดงอารมณ์ หรือทัศนคติต่อเหตุการณ์ ต่อองค์กร หรือต่อบุคคล โดยสื่ออาจจะถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมคิดว่า โดยหลักการของการเป็นกระจกเงาของสื่อ ไม่น่าที่จะทำเช่นนั้นได้

ถ้อยคำอะไรหรือที่ทำให้ผมซึ่งประกาศเป็นแฟนพันธุ์แท้ต้องเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาได้ และคิดว่าไม่ควรจะปรากฏใน “สื่อ” อย่างผู้จัดการ (ทั้งหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์)

มีหลายถ้อยคำครับ ที่เห็นบ่อยๆก็คือการเรียกบุคคลในข่าวด้วยสรรพนามที่สื่อตั้งขึ้นมา เช่น เรีกยนายจักรภพ เพ็ญแข ว่า “เจ๊เพ็ญ” เรียกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ว่า “เจ๊มิ่ง” เรียก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ว่า “เป็ดเหลิม” เป็นต้น หรือ การพาดหัวข่าวที่มีถ้อยคำแสดงลักษณะอาการของคนในข่าวที่สื่อคาดเดาเอาเองว่า “ปากกล้าขาสั่น” เป็นต้น ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เหยียดหยาม หมิ่นแคลน ยังไม่นับในเรื่องการระบุอัตลักษณ์ของบุคคลในข่าวว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา (ซึ่งจะจริงหรือไม่ก็ไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันได้) ผมคิดว่า สื่อไม่ควรที่จะทำเช่นนั้น แม้จะไม่เข้าข่ายการหมิ่นประมาทอันเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่ความปรารถนาดีต่อผู้ถูกเรียกขานอย่างแน่นอน

การเรียกผู้อื่นว่า “เจ๊เพ็ญ” หรือ “เจ๊มิ่ง” หรือ “เป็ดเหลิม” นั้น ย่อมมีจุดประสงค์ที่แตกต่างจากการตั้งฉายาเรียกขานตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในข่าว เช่น “ผีดิบซีอุย” หรือ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” หรือ “Jack the Ripper” เพราะเป็นการเรียกขานตาม “ข้อเท็จจริง” ของข่าว เพื่อให้เข้าใจโดยทั่วกัน

การใช้ถ้อยคำในลักษณะบ่งบอกอาการของคนในข่าวก็เช่นกัน เช่น การที่บอกว่าคนในข่าว “ปากกล้าขาสั่น” หรือถ้อยคำอื่นๆในลักษณะที่คาดเดาเอานั้น ย่อมไม่ต่างจากการที่หนังสือพิมพ์หัวสีเสนอข่าวชาวบ้านด้วยการบรรยายใส่อารมณ์ราวกับเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง เช่น เสนอข่าวการข่มขืนยังมีถ้อยคำบรรยายพฤติกรรมของผู้ร้ายที่ “กระทำการอย่างเมามัน” หรือกำลัง “ถึงพริกถึงขิง” เป็นต้น ซึ่งไม่ต้องเปิดตำรานิเทศศาสตร์หรือการสื่อสารมาอ้างอิงก็รู้ว่า สมควรหรือไม่ที่จะใช้ถ้อยคำเช่นนี้

หากแม้น “ผู้จัดการ” เป็นสื่อเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับใช้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ที่มีเป้าหมายในเรื่องหนึ่งเรื่องใด การจะใช้ถ้อยคำอย่างไรก็เป็นเรื่องของคนกลุ่มนั้น แต่ “ผู้จัดการ” คือสื่อสาธารณะที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนและสังคม เป็น “กระจกเงา” หรือ “หมาเฝ้าบ้าน” ที่เป็นผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ของผลประโยชน์แห่งสาธารณะ ผมคิดว่า การใช้ถ้อยคำที่กล่าวมานั้น ไม่น่าจะปรากฏในสื่อ “ผู้จัดการ” ได้

กล่าวให้ชัดก็คือ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรี “แจกหอก” ให้สื่อเพียงใด ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่สื่อ “แจกถ้อยคำหมิ่นแคลน” ให้คนในข่าวเช่นกัน

และผมหวังว่า เมื่อเผยแพร่ลงในบล็อกแล้ว ผมคงไม่ถูกเพื่อน “เหยียบเละคาบล็อก” ในข้อหาเอาใจออกห่างไปเข้ากับฝ่ายศัตรู ผมเชื่อว่าการคิดแตกต่างไม่ใช่เป็นศัตรู ที่เขียนมานี้ก็เพราะรักจึงเขียน และหวังที่จะเห็นข่าวสารที่สื่อเสนอออกมานั้นเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง”
ผมเชื่อและหวังเช่นนั้น.

จาก http://mblog.manager.co.th/kosolanusim

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: