สื่อสารผ่านบล็อก : ถึงทีผู้บริโภคสื่อโต้กลับบ้าง

 

เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเรียนปริญญาโทที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้สื่อสร้างกระแสให้แก่ตนเองได้อย่างดียิ่ง  ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็เป็นที่จับจ้องของสื่ออยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้สร้างมิติใหม่ของการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์  ในลักษณะที่เรียกว่าการตลาดอย่างเต็มที่  นั่นคือ สร้างกิจกรรมให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อตลอดเวลา ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อประจำสัปดาห์  จัดรายการ นายกทักษิณคุยกับประชาชน ทุกเช้าวันเสาร์ และที่เป็นไม้เด็ดก็คือ การสัญจรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านแบบติดดิน  อาทิ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในโอ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจท้องที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า  ให้เห็นทั้งภาพ เสียง บรรยากาศชนิดที่เรียกว่าเหมือนกับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินใหญ่ยังไงยังงั้น 

     การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว  คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร  ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ  ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร  คือนายกรัฐมนตรี  นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว

     ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา

     ในฐานะนักศึกษาสื่อสารมวลชน และส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เรียนปริญญาตรีมาทางนิเทศศาสตร์ด้วย  จึงทำให้พวกเราเหล่านักนิเทศศาสตร์ที่กำลังหาทางทำคะแนนเพื่อให้สอบผ่าน มีความอึดอัดคับข้องในไปด้วย ต้องนั่งถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องภาวะจำยอมของผู้รับสาร และหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดีกับภาวะจำยอมนี้ (แน่นอนว่า ส่วนมากแล้วรู้สึกว่าตัวเอง จำยอมในการรับสารดังกล่าว) นั่นคือ มีช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังผู้ส่งสารบ้าง

 

    เพื่อนหลายๆคนที่งานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ที่นิยมทำเว็บไซต์ขององค์กรควบคู่ไปด้วย ได้เสนอทางออกในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปสู่ผู้ส่งสาร ซึ่งในห้องเรียนของพวกเรานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นายกรัฐมนตรีที่ครอบครองพื้นที่สื่ออยู่เท่านั้น หากแต่รวมถึงตัวสื่อเองซึ่งเป็นผู้เสนอข่าวสาร เป็นตัวกลาง เป็นผู้พิจารณาว่าจะนำเสนอข่าวสารอะไรออกไป หรือเรียกตามภาษาวิชาการว่า ผู้รักษาประตู  (Gate Keeper) การโต้ตอบผ่านกระดานสนทนา (Web Board) ที่มีอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการแสดงความคิดเห็น (Comment) ต่อท้ายข่าว ซึ่งเว็บไซต์ของสื่อส่วนมากจะมีสองส่วนนี้ไว้

     ตัวอย่างที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในประเด็นนี้กันมากก็คือ เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ กับ ห้องสนทนาของเว็บไซต์พันทิปด็อทคอม ว่าเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นของผู้รับสารที่ได้รับความนิยมมากที่สุด  มีความหลากหลายและเป็นชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ (ในขณะนั้น)  ซึ่งนับว่าเป็นช่อทางที่ผู้รับข่าวสารสามารถใช้เป็นช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปถึงผู้ส่งสารได้อย่างเต็มที่  ซึ่งในขณะนั้น พวกเราก็คาดการณ์กันว่า ช่องทางนี้จะต้องขายตัวออกไปอย่างกว้างขวางและพัฒนารูปแบบไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ไม่มีใครแน่ใจว่า จะพัฒนารูปแบบไปอย่างไร  ต่างก็พูดกันแต่เพียงว่า คอยดูก็แล้วกัน (Wait & See) มันจะต้องมีหนทางแน่ๆ

     ช่วงเวลานั้น บล็อก (Blog) ยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของไทย  การเขียนบล็อกยังอยู่ในวงแคบๆ พวกเราเหล่านักศึกษานิเทศศาสตร์ก็ไม่มีใครรู้จักและสนใจเรื่องนี้ยังจริงจัง สิ่งที่เรารู้ก็คือ เว็บบอร์ด  และเว็บบอร์ดที่เรารู้จักดีก็คือ พันทิป ผู้จัดการ  และอีกไม่กี่แห่ง  ซึ่งเว็บบอร์ดดังกล่าวก็มีข้อจำกัดอยู่มาก นั่นคือ ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของเว็บไซต์  หากแสดงความคิดเห็นโดยใช้คำที่ ไม่เหมาะสม  โอกาสที่จะถูกลบออกไปจากระบบก็มีมากขึ้น ซึ่งคำว่า ไม่เหมาะสมนั้นกินความหมายกว้างขวางแบบครอบจักรวาล  แม้การแสดงความคิดเห็นในทางที่ไม่เห็นด้วยกับเว็บมาสเตอร์ ก็อยู่ในข่าย ไม่เหมาะสม ด้วยเช่นกัน

     แต่ในที่สุดสิ่งที่พวกเราในห้องเรียน คอยดูก็แล้วกัน นั้นก็ปรากฏตัวขึ้น และขยายตัวอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่งนั่นคือ Weblog  หรือเรียกสั้นๆว่า Blog อันเป็นเวทียอดนิยมในการแสดงออกบนโลกออนไลน์นั่นเอง

 Blog เป็นเวทีที่ผู้รับสื่อ หรือผู้บริโภคสามารถแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับสื่อต่อเนื้อหาของสารได้อย่างอิสระ เพราะ Blog คือพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของ หรือ Blogger ที่สามารถจัดการเนื้อหา (Content) ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าบล็อกนั้นจะเป็นบล็อกที่ให้บริการฟรีโดยเว็บไซต์ต่างๆ หรือเป็นบล็อกที่บล็อกเกอร์จัดทำขึ้นมาเอง

     Blogger ซึ่งแต่ก่อนเป็นเพียงผู้รับสารทางเดียว  แต่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าของสารและผู้ส่งสารไปพร้อมๆกัน  พวกเขาสามารถใช้ Blog เป็นช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังเจ้าของสารและสื่อที่เป็นผู้ส่งสารได้อย่างฉับพลันและมีอิสระ  บล็อกจึงกลายเป็นเครื่องมือในการเสนอข้อมูล ข่าวสารที่อาจจะเป็นการตอบโต้ หรือเสริมข้อมูลที่นำเสนอโดยสื่อ  ในบางสถานการณ์บล็อกได้กลายเป็นสื่อที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าสื่อกระแสหลัก  เช่น เหตุการณ์ประท้วงในพม่าที่บล็อกเกอร์ทั้งชาวพม่าเองและชาวต่างชาติที่อยู่ในพม่า ได้เสนอข้อมูลข่าวสารผ่านบล็อกของตน  หรือในบางบล็อกก็เสนอข้อมูลเพื่อตอบโต้สื่อกระปสหลักที่เสนอข้อมูลข่าวสารแบบลำเอียง เช่น เหตุการณ์ประท้วงในทิเบตที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสื่อกระแสหลักของตะวันตก เช่น BBC,CNN ได้เสนอข้อมูลที่เข้าข้างชาวทิเบตและโจมตีจีน  มีบล็อกเกอร์ได้นำเสนอข้อมูลที่แตกต่างผ่านบล็อกของตน เป็นการตอบโต้สื่อตะวันตก (ดูบล็อกตัวอย่างที่นี่)

     บล็อกที่มีมีความโดดเด่นในเรื่องนี้ เท่าที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ บล็อกโอเคเนชั่น (OKnation.net) ที่มีแนวความคิดในการทำบล็อกโดยถือว่า บล็อกเกอร์แต่ละคนเป็น นักข่าวอาสา หรือ นักข่าวพลเมือง  (Citizen Reporter)  ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ทุกคนเป็นนักข่าวได้ จึงทำให้บล็อกโอเคเนชั่น มีเนื้อหาหลากหลายในเชิงข่าว โดยบล็อกเกอร์จากทั่วประเทศ เสนอข้อมูล ข่าวสารผ่านบล็อกของตน และเป็นเวทีในการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้สื่อกระแสหลักของผู้บริโภคด้วย

     เมื่อบล็อกเกิดขึ้นมา จึงถึงคราวของผู้บริโภคที่จะได้ตอบโต้คืนบ้าง หลังจากที่ต้องทนรับสารแต่ฝ่ายเดียวมาตลอด  ข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมากได้รับการถ่ายเทจากบล็อกสู่บล็อก  ไหลบ่าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา  จำนวนคนที่ใช่บล็อกในการสื่อสารหรือบล็อกเกอร์ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  และการสื่อสารผ่านบล็อกนั้นเป็นการสื่อสารสองทาง ที่ผู้ส่งสารและผู้รับสารสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลตอบโต้กันได้อย่างฉับพลันทันที จึงทำให้บล็อกกลายเป็น สื่อ ที่ทรงพลังอีกอย่างหนึ่ง  แม้จะยังเป็น พลังเงียบ อยู่ก็ตามที

     ในกาลต่อไปข้างหน้า ผู้ใดยึดพื้นที่ในบล็อกได้ ผู้นั้นย่อมเป็นต่อเช่นเดียวกับการยึดครองพื้นที่สื่อกระแสหลักในปัจจุบัน ต่างกันแต่ว่า การยึดพื้นที่ในบล็อกได้นั้นอาจยากสักหน่อย เพราะบล็อกเกอร์คือผู้รับสื่อที่เป็นปัจเจกบุคคล มีความคิดอิสระ  ยากที่จะครอบงำได้ง่ายๆ

      ดีไม่ดี อาจถูกบล็อกเกอร์ที่เป็นผู้บริโภคข่าวสารรู้ทันรุมโห่ผ่านบล็อกเอาก็เป็นได้.

 

Advertisements

3 Responses

  1. […] เป็น “การสื่อสารผ่านบล็อก” […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: