Citizen Journal : Natayaa Blog-ปากเสียงของคนไทยในต่างแดน

บล็อก (Blog) เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองการสื่อสารของปัจเจกชนที่หาทางออกจากข้อจำกัดในการสื่อสารผ่านสื่อหลักๆ บล็อกทำให้ปัจเจกชนสามารถสร้างสื่อ (Media) และควบคุมเนื้อหา (Content) ได้เองอย่างเบ็ดเสร็จ ในกระบวนการสื่อสารทั้งหมด ปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ที่เป็นเจ้าของบล็อก เป็นผู้กำกับควบคุมทุกขั้นตอน

บล็อกจึงเป็นหนึ่งในสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) และปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ก็คือผู้สื่อข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อ ผู้ส่งสาร และผู้ควบคุมหรือผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ดังนั้น จึงสะท้อนตัวตน บุคลิก ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ต่อเหตุการณ์และสิ่งต่างๆของบล็อกเกอร์แต่ละคน

บล็อกของณฐยา ชื่อบล็อก “ดงฝรั่ง” เป็นอีกบล็อกหนึ่งที่แสดงตัวตนของบล็อกเกอร์ตามแนวคิดของสื่อภาคพลเมือง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เนื้อหาในบล็อกที่นำเสนอสู่สาธารณะนั้น กล่าวได้ว่า เป็นการรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผ่านข้อเขียนที่มุ่งให้เกิดความสนุกสนาน บางครั้งก็ใช้รูปแบบการเสียดเย้ย (Satire) อันเป็นรูปแบบหนึ่งของการเขียนที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนำเสนอผ่านบล็อกที่เป็นการสื่อสารสองทางด้วยแล้ว ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้อ่าน ที่สะท้อนกลับผ่านช่องทางการแสดงความคิดเห็น (Comment) อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้บล็อกเป็น Web2.0 ที่ผู้อ่านกับผู้เขียนมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งต่างจากยุค Web1.0 ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว เช่นเดียวกับสื่อกระแสหลักอื่นๆ คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์

อ่านเพิ่มเติม

Advertisements

DAILY EXPRESS : การทดลองต่อยอดสื่อของเครือเนชั่น

ผมติดตามดูหนังสือพิมพ์ DAILY EXPRESS ของเครือเนชั่น นับตั้งแต่ฉบับเปิดตัวครั้งแรกคือวันที่ 5 มีนาคม 2551 จนถึงวันนี้ (28 เมษายน 2551) นับได้เดือนเศษ  ตั้งใจว่าจะเขียนถึงสักครั้ง วันนี้ได้โอกาสเหมาะ จึงขอเขียนถึงสักเล็กน้อย เท่าที่ปัญญาจะพอมองเห็นได้

หนังสือพิมพ์ DAILY EXPRESS ขนาดแท็บลอยด์ หรือครึ่งหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวัน ขนาดมาตรฐานทั่วไป  ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่เป็นจำนวนน้อยที่เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน เพราะส่วนมากแล้ว มักตีพิมพ์เป็นรายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ กระทั่งรายเดือนก็มี  เนื่องมาจากไม่ใช่ “พิมพ์นิยม” หรือเป็นสิ่งที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย ขณะนี้น่าจะมีเพียง บางกอกทูเดย์ฉบับเดียวที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

เครือเนชั่นได้ออกหนังสือพิมพ์  DAILY EXPRESS ในครั้งนี้ หากเป็นการวางจำหน่ายก็คงไม่เป็นที่น่าสนใจนัก  แต่การพิมพ์เพื่อแจกจ่ายโดยไม่คิดมูลค่านี่ต่างหาก เป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้น่าสนมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม คือคนที่อยู่ในวัยทำงาน ที่ต้องการความแปลกใหม่ในการรับข่าวสาร  โดยผู้จัดพิมพ์หวังรายได้จากทางอื่น อันได้แก่ การลงโฆษณาสินค้าต่างๆ  ในระยะยาว 

การลงทุนทำหนังสือพิมพ์รายวันที่เป็นภาษาอังกฤษแจกฟรีในครั้งนี้  หากมองอย่างผิวเผินก็นับว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างมาก  เพราะพฤติกรรมของคนไทยส่วนมากแล้ว  มักชอบของฟรีแต่ไม่นิยมใช้ของฟรี นั่นคือ  ขึ้นชื่อว่าของฟรีแล้วมักอยากจะได้มาไว้เป็นเจ้าของ  แต่เมื่อได้มาแล้วมักจะไม่ค่อยใช้  ของแจกทั้งหลายจึงกลายเป็นขยะในห้องเก็บของ  จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่า หนังสือพิมพ์ DAILY EXPRESS อาจตกอยู่ในชนะตากรรมเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม

สื่อสารผ่านบล็อก : ถึงทีผู้บริโภคสื่อโต้กลับบ้าง

 

เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเรียนปริญญาโทที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้สื่อสร้างกระแสให้แก่ตนเองได้อย่างดียิ่ง  ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็เป็นที่จับจ้องของสื่ออยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้สร้างมิติใหม่ของการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์  ในลักษณะที่เรียกว่าการตลาดอย่างเต็มที่  นั่นคือ สร้างกิจกรรมให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อตลอดเวลา ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อประจำสัปดาห์  จัดรายการ นายกทักษิณคุยกับประชาชน ทุกเช้าวันเสาร์ และที่เป็นไม้เด็ดก็คือ การสัญจรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านแบบติดดิน  อาทิ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในโอ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจท้องที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า  ให้เห็นทั้งภาพ เสียง บรรยากาศชนิดที่เรียกว่าเหมือนกับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินใหญ่ยังไงยังงั้น 

     การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว  คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร  ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ  ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร  คือนายกรัฐมนตรี  นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว

     ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา

     ในฐานะนักศึกษาสื่อสารมวลชน และส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เรียนปริญญาตรีมาทางนิเทศศาสตร์ด้วย  จึงทำให้พวกเราเหล่านักนิเทศศาสตร์ที่กำลังหาทางทำคะแนนเพื่อให้สอบผ่าน มีความอึดอัดคับข้องในไปด้วย ต้องนั่งถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องภาวะจำยอมของผู้รับสาร และหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดีกับภาวะจำยอมนี้ (แน่นอนว่า ส่วนมากแล้วรู้สึกว่าตัวเอง จำยอมในการรับสารดังกล่าว) นั่นคือ มีช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังผู้ส่งสารบ้าง

อ่านเพิ่มเติม

“ผลประโยชน์ทับซ้อน” กับการทำหน้าที่ของสื่อ

เรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict Interest) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน  การเกิดขึ้นของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่ามากหรือน้อยก็สามารถก่อความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้ 

            สารานุกรมวิกิพีเดีย (http://th.wikipedia.org) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า  ผลประโยชน์ทับซ้อน คือภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพ ในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นในการกระทำที่เป็นกลางลดลง ซึ่งเป็นการอธิบายความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ครอบคลุมทีเดียว

            จำเลยที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือนักการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ก้าวหน้า  นโยบายที่กำหนดไว้นั้นจะถูกนำไปปฏิบัติผ่านหน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง ไปสู่กรมกองต่างๆ และลงไปถึงระดับล่างสุดคือการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับจังหวัด (อบจ.) จนถึงระดับตำบล (อบต.)  ซึ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติย่อมมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้ามารับงานผ่านการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบของราชการ ถูกต้องตามข้อกำหนด ทำให้นักการเมืองได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเครือข่ายธุรกิจของตนหรือของเครือญาติ

            ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีความเลวร้ายไม่ต่างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น (Corruption) หากจะว่าไปแล้วก็คือคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง  แต่ลดความอุกอาจลงจนยากที่จะเอาผิดได้  หรือไม่มีทางที่จะเอาผิดได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือจรรยาบรรณ อันเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ความชอบธรรม มาสร้างผลประโยชน์แก่ตนเอง  ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้  เพราะข้อบัญญัติของกฎหมาย หรือกฎระเบียบไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ชัดเจนนั่นเอง

            นักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน  จึงกลายเป็นว่า เมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้เมื่อใด นักการเมืองจะต้องกลายเป็นผู้ร้ายตัวสำคัญไปแทบทุกครั้ง ทั้งๆที่หากจะพูดอย่างไม่ลำเอียงแล้ว ทุกคน หรือทุกองค์กร ทุกอาชีพ ล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ทั้งสิ้น

            เมื่อเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นกับใครย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน  เพราะมันจะทำให้คนๆนั้นมีความโน้มเอียงที่จะยึดเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง นำไปสู่การละเมิดกฎหรือเพิกเฉยต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมทั้งของตนเองและของผู้อื่น  ก่อความเสียหายแก่ส่วนรวมได้ ยิ่งถ้าคนๆนั้นมีหน้าที่อำสำคัญ ความเสียหายก็จะยิ่งเกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว

            แล้วที่ร่ายมายืดยาวนี้มันเกี่ยวอะไรกับสื่อ หลายคนอาจสงสัย 

อ่านเพิ่มเติม

“การสื่อสารสาธารณะ” กับ “ไวยากรทางจริยธรรม”

“การสื่ภ??ารสาธารณะ” กับ “ไวยากรทางจริยธรรม”ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา  นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย ได้เสนอแนวคิด “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ  “การสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)” ไว้ในหนังสือ “ระหว่างกระจกกับตะเกียง” (หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ

1. นักสื่อสารสาธารณะ จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สานของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา (1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ (2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ (3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ (4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่อะไรที่มีด้านเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกมุมมองมีความถูกต้องเท่าๆกัน

2. นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะคัดเลือกและนำเสนอสารของตนอย่างเป็นธรรม และอย่างเคารพความเที่ยงตรง โดยจะต้องซึมซับการใฝ่หาความยุติธรรมจนกลายเป็นนิสัย (habit of justice) ฉะนั้นเขาจะไม่เจาะจงตกแต่งหรือบิดเบือนความคิดตามลีลาของนักโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการตั้งใจหรือปกปิดหรือซ่อนเร้นจุดสำคัญๆ ซึ่งผู้รับสารจำเป็นต้องทราบในอันที่จะใช้เป็นหลักในการประเมินข้อมูลและข้อคิดเห็นของเขาได้อย่างถูกต้อง ภารกิจตลอดกาลของเขาคือการสร้างความเสมอภาคแห่งโอกาสของความคิดต่างๆ (equality  of opportunity among ideas)

3.  นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะมีนิสัยที่ชอบตริตรองเรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณะประโยชน์ ให้มากๆ จนกระทั่งเห็นว่าเรื่องส่วนรวมเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าเรื่องส่วนตัว ในกรณีที่การนำเสนอของเขาจำเป็นต้องมีมุมมองเฉพาะของตนเอง เขาควรอยู่ในฐานะที่พร้อมจะเปิดเผยที่มาของข้อมูล และการก่อรูปของความคิดเห็นของตนอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งความพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนได้ตามหลักของความโปร่งใสด้วย

4. เต็มใจที่จะรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นอื่นๆ ที่ไม่เหมือนกับของตน ทว่าในท้ายที่สุด การสื่อสารของเขาเองจะต้องไม่ยินยอมสูญเสียหลักการที่เขาเชื่อมั่นว่าได้ผ่านการตริตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยไม่ประนีประนอมง่ายๆ นอกจากนี้ นักสื่อสารสาธารณะที่ทำงานของตนมาอย่างเต็มที่แล้ว จะต้องยินดีที่จะประจันหน้ากับการท้าทายใดๆมากกว่าการสมยอมอย่างผิดๆ

อ่านเพิ่มเติม

สื่อรัฐและสื่อที่จัดตั้งโดยรัฐปลอดการเมืองได้จริงหรือ?

Thai PBS and NBT

 ภาพเปิดงานสถานีโทรทัศน์ NBT (ซ้าย) และ Thai PBS (ขวา) ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ

 …

มีคำถามถึงสื่อเกิดใหม่ของไทยว่าจะดำรงฐานะความเป็นกลาง ความตรงไปตรงมา และความเป็นอิสระของสื่อได้มากน้อยเพียงใด  ซึ่งสื่อเกิดใหม่ที่ว่านั้นเป็นสื่อที่จัดตั้งโดยรัฐ คือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) หรือ “ทีวีไทย” ซึ่งแปรรูปมาจากสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นทีวีสาธารณะดังเช่นสถานี BBC ของอังกฤษ ใช้งบประมาณจากรัฐบาล 4,000 ล้านบาทจัดตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และสถานีโทรทัศน์ของรัฐคือช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ที่ปรับเปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์แนวใหม่  และตั้งชื่อใหม่ว่า “เอ็นบีที” (NBT) ภายใต้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยมีวัตถุประสงค์ให้สื่อมวลชนของรัฐทำงานอย่างมีคุณภาพ และให้บริการสาธารณะ ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย

ทั้งสองสถานีโทรทัศน์ต่างมุ่งที่จะทำหน้าที่สื่อมวลชนเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด โดยธรรมชาติหรือบทบาทของสื่อนั้น เป็นที่ยอมรับกันในเบื้องต้นว่า  ต้องมีความเป็นกลาง ทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา และมีอิสระปราศจาการครอบงำของอำนาจใดๆ โดยเฉพาะอำนาจทางการเมือง  นี่คือหลักการสากลของสื่อทุกประเภท  และย่อมรวมไปถึงสถานีโทรทัศน์ Thai PBS และ NBT ด้วย

แต่หลักการดังกล่าวนั้นจะดำรงอยู่คู่กับสื่อทั้งสองแห่งได้มากเพียงใด  นานแค่ไหน ก็ยากที่จะคาดเดา  เพราะสังคมไทยมักอนุญาตให้อำนาจทางการเมือง ซึ่งก็คือรัฐบาลผ่านทางข้าราชการ ใช้อำนาจดำเนินการในทุกเรื่องได้อย่างแทบจะไม่มีการตรวจสอบ  ดังนั้น จึงไม่มีอะไรจะรับประกันได้ว่า  สื่อทั้งสองแห่งจะไม่ถูกแทรกแซง ครอบงำ ชี้นำ หรือบงการโดยอำนาจทางการเมือง

อ่านเพิ่มเติม