วิทยุชุมชน : Web2.0 บนหน้าปัดวิทยุ

วิทยุชุมชน

ภาพประกอบจาก songpak16.com/chumchon/  

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้เปิดมิติใหม่ๆหลายอย่างให้แก่สังคมไทย  ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่มีผลบังคับใช้  สังคมไทยได้เกิดพัฒนาการใหม่ในหลายด้าน  แม้จะถูกคณะรัฐประหารฉีกทิ้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังส่งผลต่อสังคมไทย รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ได้นำหลายสิ่งหลายอย่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบรรจุไว้

            ผลพวงอย่างหนึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็คือ การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนซึ่งเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน ที่ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเองได้อย่างเด็ดขาด โดยมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 บัญญัติเรื่องการใช้ประโยชน์คลื่นวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ไว้ว่า

            “คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากร สื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ      

            ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรร คลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมาย บัญญัติ
            การดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุด ของประชาชนใน ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม”

            นั่นคือ การเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าถึงสื่อมากขึ้น  โดยกำหนดให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุให้ชุมชนสามารถเป็นเจ้าของได้  ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้เกิดวิทยุชุมชนขึ้นอย่างมากมาย  ทั้งในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

            ปัจจัยที่ทำให้วิทยุชุมชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ก็คือ

            1.ผลจากบทบัญญัติในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่เปิดช่องว่างให้ชุมชนสามารถเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุได้ นำมาสู่การออกกฎหมายลูกเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการใช้คลื่นวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กำหนดเงื่อนไขข้อบังคับต่างๆ และตั้งองค์ขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะ

            2.พัฒนาการทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยและราคาถูกลง  การติดตั้งทำได้ง่ายขึ้น  การใช้งานก็ไม่มีความซับซ้อน ทำให้สามารถจัดสร้างสถานีวิทยุได้โดยไม่ต้องใช้ทุนและความรู้ทางเทคนิคมากเหมือนสมัยก่อน

            3.ความต้องการช่องทางการสื่อสารใหม่ๆของประชาชน  เนื่องมาจากช่องทางเดิมคือสถานีวิทยุหลักที่มีอยู่ล้วนแต่เป็นของหน่วยงานราชการที่ให้เอกชนสัมปทาน  การกำหนดเนื้อหาจึงขึ้นอยู่กับผู้สัมปทานซึ่งส่วนมากแล้วล้วนแต่ดำเนินการเพื่อแสวงหากำไรทางธุรกิจ   ส่วนวิทยุชุมชนนั้น  ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสามารถกำหนดเนื้อหาและการบริหารจัดการเองได้อย่างเต็มที่  ดังนั้น วิทยุชุมชนจึงมีความหลากหลายด้านเนื้อหา  ตามความสนใจของผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งมีทั้งในรูปขององค์กรการกุศลต่างๆ ในรูปของชุมชน รวมทั้งกลุ่มบุคคลด้วย

            แม้ในปัจจุบันนี้วิทยุชุมชนส่วนมากที่จัดตั้งขึ้นก่อนกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญมีผลบังคับนั้น จะยังเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องสถานะทางกฎหมายอยู่ ในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงเรื่องดังกล่าว  แต่จะพิเคราะห์ถึงในฐานะสื่อและช่องทางการสื่อสาร  ที่ส่งผลสะเทือนต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเท่านั้น

            ย้อนหลังไปก่อนหน้าที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ผู้ที่เป็นเจ้าของคลื่นวิทยุได้นั้นมีเพียงหน่วยงานราชการเท่านั้น  เอกชนหรือประชาชนจะใช้คลื่นวิทยุได้ก็โดยการสัมปทานจากรัฐ  ซึ่งส่วนมากแล้วผู้ที่ได้รับสัมปทานก็คือองค์กรธุรกิจที่นำคลื่นวิทยุมาแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540           ประกาศใช้ ประกอบกับเทคโนโลยีราคาถูกลง ประชาชนจึงสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุได้ในที่สุด

            หากเปรียบวิทยุชุมชนในขณะนี้ ก็คงไม่ต่างจากการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตในรูปแบบ Web2.0 ที่คนทั่วไปสามารถสร้างเว็บไซต์ของตนเองได้  เพื่อเผยแพร่ข่าวสารตามความรู้ความเข้าใจของตนสู่สาธารณะ  โดยสามารถกำหนดเนื้อหา (Content) ได้ด้วยตัวเอง บริหารจัดการเว็บไซต์ของตนได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายในโลกอินเตอร์เน็ต 

            วิทยุชุมชนก็เช่นกัน  ชุมชน องค์กรภาคประชาชน หรือกลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าของ มีอำนาจในการบริหารจัดการ กำหนดเนื้อหา และแสวงหาผลประโยชน์จากวิทยุชุมชนได้อย่างเต็มที่  หรือจะใช้เป็นเครื่องมือและช่องทางในการเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลของตนโดยไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจก็สามารถทำได้ เนื่องจากต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำ  ค่าใช้จ่ายจึงน้อย  เนื้อหาข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชนจึงมาความหลากหลายตามความสนใจของผู้เป็นเจ้าของ

            การที่เทคโนโลยีราคาถูกลงและใช้งานง่ายขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายวิทยุชุมชนของกลุ่มคนที่สนใจเนื้อหาเดียวกันมากขึ้น  ดังเช่น  เครือข่ายวิทยุชุมชนเพื่อการเผยแผ่ธรรมะของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ ที่มีอยู่ในขอบข่ายทั่วประเทศ รวมทั้งการถ่ายทอดผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก  โดยการขยายเครือข่ายสถานีนั้น จัดสร้างขึ้นโดยผู้ศรัทธาหลวงตามหาบัวที่มีอยู่ทั่วประเทศ แล้วถวายเป็นสมบัติของสงฆ์ โดยผู้จัดสร้างรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการทั้งหมด  การเผยแพร่ข่าวสารของวิทยุในเครือข่ายเป็นการถ่ายทอดรายการธรรมะของหลวงตามหาบัวจากสถานีวิทยุชุมชนวัดป่าบ้านตาดซึ่งเป็นสถานีแม่ข่าย  กลุ่มเป้าหมายอันได้แก่ประชาชนผู้ศรัทธาหลวงตามหาบัว ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศและทั่วโลก จึงสามารถเข้าถึงข่าวสารคือคำเทศนาของหลวงตามหาบัวได้พร้อมกัน ผ่านเครือข่ายวิทยุชุมชนทั่วประเทศ และผ่านอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก

            กรณีของวิทยุชุมชนเพื่อการเผยแพร่ธรรมะของหลวงตามหาบัว เป็นเพียงกรณีตัวอย่างเพียงกรณีเดียวเท่านั้น ซึ่งเชื่อแน่ว่า เครือข่ายลักษณะนี้ต้องมีอีกมาก  ที่เผยแพร่ข่าวสารชุดเดียวกัน  ไปสู่กลุ่มเป้าหมายเดียวกันในต่างพื้นที่  ด้วยการบริหารจัดการของชุมชน หรือองค์กรทางสังคมภาคประชาชน

            ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการสื่อสาร (Information Technology -IT) พัฒนาไปในทิศทางที่มีคาราถูกและใช้งานง่าย  ทำให้กระจายสู่ประชาชนได้กว้างขวางขึ้น  ปัจเจกบุคคลและชุมชนสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้มากขึ้น จึงทำให้เกิดช่องทางการสื่อสารใหม่ๆที่เป็นทางเลือกของปัจเจกบุคคลและชุมชน 

            วิทยุชุมชนก็เป็นหนึ่งในผลพวงของพัฒนาการเทคโนโลยีการสื่อสารตามทิศทางดังกล่าว  ประกอบกับช่องทางกฎหมายที่เปิดกว้างโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 จึงทำให้ภาคประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของสื่อวิทยุและกำหนดเนื้อหาเองได้  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาด้านอื่นๆต่อไปในระยะยาว

            หากเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตสร้าง Web 2.0 ขึ้นมาให้ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของเว็บไซต์ได้ง่ายและกำหนดเนื้อหาได้ตามความต้องการ ทำให้ข่าวสาร และความรู้  ไหลทะลักสู่ฐานข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตมากมายมหาศาล การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ผลิตเครื่องรับส่งวิทยุแบบใช้ง่ายและคาราถูก ก็ทำให้ข้อมูล ข่าวสาร ภาคประชาชนไหลทะลักผ่านคลื่นวิทยุชุมชนอย่างมากมายมหาศาลเช่นกัน

            คงไม่ผิดเลยหากเรียกวิทยุชุมชนว่า เป็น Web 2.0 ฉบับหน้าปัดวิทยุ  เพราะวิทยุชุมชนนั้น ทำหน้าที่ไม่ต่างจาก Web 2.0  ที่ชุมชนและปัจเจกบุคคลสามารถเป็นเจ้าของ กำหนดเนื้อหา และบริหารจัดการได้โดยอิสระเช่นเดียวกัน.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: