ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน

ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่ย?? และ “สาร” ทางการเมืภ??ขภ??ประชาชน

เกริ่น

บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไฮไลท์การเมือง อันเป็นช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่ 2 ซึ่งมีความขัดแย้งทางความคิดระหว่างรัฐบาลอันหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับภาคประชาชนและนักวิชาการ รวมถึงเกิดรอยร้าวในพรรคไทยรักไทย โดยการนำของนายเสนาะ เทียนทอง ที่วิพากษ์วิจารณ์หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี จนนำมาสู่การขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้วิวาทะกับนักวิชาการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตนอย่างดุเดือด โดยเรียกว่า “นักวิชาการขาประจำ” คือคอยแต่จะวิพากษ์วิจารณ์เพียงอย่างเดียวในสายตาของนายกรัฐมนตรี และนักวิชาการ”ขาประจำ” ดังกล่าว ก็มี นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นต้น การนำบทความเชิงวิเคราะห์ข่าวมาเผยแพร่อีกครั้ง ก็เพื่อเป็นการบันทึกไว้ให้เป็นหลักฐาน ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาถึงเรื่องดังกล่าวในกาลข้างหน้า ซึ่งถือได้ว่า บทความนี้ก็เป็นบันทึกส่วนหนึ่งของสังคมด้วยเช่นกัน 

โกศล อนุสิม

29 กุมภาพันธ์ 2551

ขอเชิญอ่านบทความแบบเต็มๆครับ…

……  

ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน

 

คำนิยาม “ขาประจำ” ที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ไว้แก่นักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาล  อันมี นักวิชาการอาวุโสอย่าง ดร.อัมมาร์ สยามวาลา และรุ่นกลางอย่าง ธีรยุทธ  บุญมี แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นขาประจำดั้งเดิม และต่อมามีเพิ่มเติมอีกหลายคน อาทิ  สังศิต  พิริยะรังสรรค์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สมเกียรติ  ตั้งกิจวานิช  แห่งทีดีอาไอ  แม้กระทั่งผู้อาวุโสอย่าง นายแพทย์ประเวศ  วะสี ที่เคยเรียกร้องให้สังคมไทยให้โอกาสนายกรัฐมนตรีเมื่อขึ้นครองอำนาจใหม่ๆ แต่ปัจจุบันได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลบ่อยขึ้น จึงดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีจะตอบแทนผู้อาวุโสของบ้านเมืองท่านนี้ ด้วยการจัดให้อยู่ในนักวิชาการประเภท “ขาประจำ” กันไปแล้ว 

หากนายกรัฐมนตรีทักษิณ  ชินวัตร  พอมีเวลาว่างจากภารกิจสักห้าหรือสิบนาที  ทบทวนถึงบทบาทของนักวิชาการที่จัดอยู่ในกลุ่มขาประจำเหล่านี้ ก็จะเห็นได้ว่า  นายกรัฐมนตรีทุกคนก่อนหน้านี้ ทั้งนายชวน หลีกภัย  นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ ล้วนแต่ถูกนักวิชาการเหล่านี้ไม่คนใดก็คนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์การทำงานมาแล้วทั้งสิ้น  บางคนอาจโดนหนักกว่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้เสียอีก  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า นักวิชาการที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันตั้งให้เป็นขาประจำ ในความหมายที่ดีแต่พูด  พูดในสิ่งที่ไม่รู้จริง  รู้แต่รู้ไม่หมด  ไม่เคยบริหารงาน ฯลฯ นั้น  มิได้มุ่งโจมตีนายรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด  หากเป็นการทำหน้าที่ในฐานะนักวิชาการ นั่นคือ เป็นปัญญาของสังคม หากเห็นในสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกต้อง ก็ย่อมจะชี้ให้สังคมได้รู้เพื่อหาหนทางแก้ไข โดยตั้งอยู่บนหลักการทางวิชาการที่ตนมีความเชี่ยวชาญเป็นสำคัญ

กรณีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลจึงเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ที่สมาชิกของสังคมพึงมีและพึงทำ ในสังคมที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น  ย่อมต้องมีคนเหล่านี้ดำรงอยู่เพื่อ  เป็นหมอที่คอยเยียวยารักษาความป่วยไข้ทางปัญญา และแนะนำการรักษาสุขภาพทางความคิดแก่ผู้คนในสังคม

หมอที่รักษาโรคต่างๆ  ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องป่วยเป็นโรคนั้นก่อนจึงจะรักษาโรคได้ ฉันใด หมอทางปัญญาที่วิพากษ์วิจารณ์และชี้แนะคณะรัฐมนตรีที่บริหารประเทศ  ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐมนตรีก่อน ฉันนั้น

ในฐานะที่เป็นประชาชน นักวิชาการเหล่านี้ย่อมเป็นหนึ่งในหมู่ประชาชนที่มีสิทธิ์และใช้สิทธิ์เลือกตั้งตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดินแทนตน  จึงมีความชอบธรรมที่จะตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ ชี้แนะแก่ตัวแทนของตน  ไม่ว่าตัวแทนเหล่านั้นจะอยู่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล  เสียงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆก็ตาม ย่อมเป็นเสียงแห่งเจ้าของสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่บรรดาตัวแทนทั้งหลายจะต้องรับฟังอย่างตั้งใจ  ไม่ว่าตัวแทนนั้นจะอยู่ในฐานะใด            ตั้งใจฟังให้รู้ชัดว่า เสียงของเจ้าของสิทธิ์เหล่านั้น แตกต่างกันอย่างไรหรือไม่ ระหว่างเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว กับทุกวันนี้

หากเสียงชื่นชมสมใจยังคงหนักแน่นเช่นเมื่อเกือบสี่ปีก่อน  ก็ไม่ต้องต้องเดือดร้อนให้ลำบากใจ แต่ถ้าเสียงอันชื่นชมเมื่อครั้งโน้นจางหายไป  ปรากฏเสียงโห่กันขรม นั่นควรจะต้องสำรวจตรวจตราได้แล้วว่า  เหตุใดน้ำเสียงของเจ้าของสิทธิ์เหล่านั้นจึงเปลี่ยนไปได้เช่นนี้

ผลย่อมมาจากเหตุ หากหาเหตุไม่พบ หรือพบแล้วทำเป็นไม่เห็น ก็ย่อมจะแก้ไขอะไรไม่ได้ การตะโกนด่าตอบโต้อีกฝายหนึ่ง อย่างดีที่สุดก็ได้แค่ความสะใจเท่านั้น

หากจัดระเบียบให้บรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล หรือวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี เป็นฝ่ายขาประจำ  อีกไม่ช้าไม่นาน อาจไม่มีขาจรให้นายกรัฐมนตรีได้รับฟังความคิดเห็น  หรือหากยังมีหลงเหลืออยู่ ก็ย่อมจะไม่หลากหลาย  เมื่อไม่มีความหลากหลายทางความคิด  ก็ย่อมจะมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอทางปัญญาเอาได้

อย่าลืมว่า เสียงของขาประจำเหล่านี้ คือเสียงของประชาชน   แต่ละคนย่อมมีที่ยืน มีเกียรติภูมิที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ดังนั้น พวกเขาคือ ”สื่อ” ของประชาชนโดยแท้   ดังนั้นคำพูดของพวกเขาก็คือ ”สาร” ที่มาจากประชาชน  จึงหมายความได้ว่าความคิดเห็นของพวกเขาต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ย่อมเป็นความคิดเห็นของประชาชนด้วย 

ปรากฏการณ์ขาประจำที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมเป็นปรากฏการณ์การสื่อสารทางการเมืองของภาคประชาชนนั่นเอง  ดังนั้นชอบหรือไม่ชอบขาประจำ  ก็ย่อมจำเป็นที่จะต้องรับฟังแล้ว

อย่าลืมอีกว่า การสื่อสารทางการเมืองภาคประชาชนลักษณะนี้  ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในกรณี 14 ตุลาคม 2516  หรือกรณี 17-18 พฤษภาคม 2535 หรือแม้กระทั่งครั้งที่นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ก็ถูกกดดันจากภาคประชาชนมาแล้วเช่นกัน

 ท่าทีที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีต่อการวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลครั้งล่าสุด (28 กรกฎาคม 2547) ที่ไม่ตอบโต้ ไม่ต่อล้อต่อเถียงนั้น จึงเป็นท่าทีที่แปลกใหม่ และน่าชื่นชม อย่างน้อยก็ในขณะนี้ อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ข้อที่ควรปฏิบัติสำหรับผู้อยู่ในอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะได้อำนาจมาด้วยวิธีใดก็คือ  อย่าทำให้ประชาชนโกรธเป็นดีที่สุด.

29 กรกฎาคม 2547

Advertisements

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง

  1. […] ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร”&nb… […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: