<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Media.Talk.Blog &#187; สื่อ</title>
	<atom:link href="http://mediatalkblog.wordpress.com/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://mediatalkblog.wordpress.com</link>
	<description>คิดและคุยเรื่องสื่อ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Jun 2009 22:54:11 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='mediatalkblog.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/fe96b1bc75c5b83d2423d05253365aed?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Media.Talk.Blog &#187; สื่อ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://mediatalkblog.wordpress.com/osd.xml" title="Media.Talk.Blog" />
		<item>
		<title>นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ)</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 May 2008 18:54:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนต์และทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=100</guid>
		<description><![CDATA[ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ  ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร  หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ
แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ  ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า  สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่  เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น
การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์  ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ  เช่น

1. การเสนอภาพลามกอนาจาร  สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ  และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่  ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน  กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่  หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=100&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/tvthai.jpg?w=205&#038;h=289" alt="" width="205" height="289" class="alignleft size-full wp-image-101" />ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน</p>
<p>แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ  ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร  หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ</p>
<p>แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ  ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า  สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่  เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น</p>
<p>การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์  ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ  เช่น<br />
<span id="more-100"></span><br />
1. การเสนอภาพลามกอนาจาร  สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ  และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่  ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน  กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่  หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ ก็ต้องให้ความหมายของคำว่า “ลามกอนาจาร” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p>2 จริยธรรมในเรื่อง การไม่ใช้หน้าที่ไปในทางรับอามิสสินจ้าง เพื่อให้กระทำหรือไม่กระทำการเผยแพร่ข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของผู้ให้อามิส ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณว่าด้วยการรักษาประโยชน์แห่งสาธารณะด้วยนั้น ปัจจุบันสื่อเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหารายได้เพื่อสร้างกำไร   และรายได้หลักก็มาจากการโฆษณาสินค้าและบริการขององค์กรธุรกิจต่างๆ   หากองค์กรนั้นทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สื่อจะกล้าเปิดโปงหรือไม่  เมื่อการเปิดโปงนั้นอาจสร้างความไม่พอใจแก่องค์กรธุรกิจดังกล่าว จนนำมาซึ่งการถอนโฆษณาในสื่อ ทำให้สื่อขาดรายได้ไป</p>
<p>ในกรณีดังกล่าว สื่อมักถูกกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ว่าละเว้นการทำหน้าที่ของสื่อ หรือทำไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะต้องรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอาไว้  ยิ่งปัจจุบันสื่อเองก็เป็นองค์กรธุรกิจหน่วยหนึ่ง  แสวงหารายได้จากการทำธุรกิจโดยมีสินค้าคือข้อมูลข่าวสาร  ดังนั้น หากข้อมูลข่าวสารมีผลกระทบต่อคู่สัญญาทางธุรกิจ ที่สนับสนุนการโฆษณาในสื่อ  โอกาสที่สื่อจะละเลยหน้าที่ย่อมมีมากขึ้น  นำไปสู่การเสียประโยชน์ของสาธรณชน อันเป็นการละเมิดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา  ส่วนมากแล้ว เรื่องก็มักจะจางหายไปโดยไม่มีการสืบสาวราวเรื่องใดๆ</p>
<p>3 การเคารพผู้อื่น  ในข้อนี้ สื่อมักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ชอบเสนอข่าวในลักษณะล่วงละเมิดผู้อื่น โดยเฉพาะในสื่อบันเทิง  ที่เน้นการเสนอข่าวในลักษณะหวือหวา ตื่นเต้น เร้าใจ  ซึ่งข่าวที่ปรากฏนั้นมักมีผลด้านลบแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว  เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น  สื่ออื่นและองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักไม่ให้ความสนใจ  ผู้ได้รับความเสียหายต้องฟ้องร้องคดีความเพื่อขอความยุติธรรมจากศาล  ผลปรากฏว่าสื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มากกว่าชนะ หรือมีการประนีประนอมยอมความในศาลโดยสื่อยอมรับผิด  สื่ออื่นๆที่นอกเหนือจากสื่อบันเทิงก็มีคดีความฟ้องร้องในลักษณะเช่นนี้เสมอ ที่มากที่สุดก็คือคดีหมิ่นประมาท  มีทั้งสื่อเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ</p>
<p>การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานั้น  สื่อด้วยกันเองหรือองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักเลือกที่จะนิ่งเฉยมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์สื่อด้วยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสื่อยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพข้อหนึ่ง ที่กำหนดให้สื่อ “ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ” ตามที่กำหนดไว้ใน “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” เข้ากับคำกล่าวที่มักได้ยินเสมอในหมู่คนทำสื่อว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน”  หากเป็นเช่นนี้จริงก็นับว่าเป็นการแปรเจตนารมณ์ของจรรยาบรรณผิดจากความเป็นจริงมากที่สุด</p>
<p>นี่คือตัวอย่างของการละเมิดหรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อในยุคปัจจุบัน  ที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ สื่อแขนงใหม่ๆที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมเทคโนโลยีสื่อสาร ได้แก่  สื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่ที่จัดพิมพ์เผยแพร่โดยทั่วไปก็ดี และเผยแพร่เป็นการเฉพาะกิจก็ดี  วิทยุชมชน  โทรทัศน์เคเบิล  โทรทัศน์ดาวเทียม  สื่อเหล่านี้ได้ยึด หลักจรรยาบรรณหรือไม่เพียงใด  รวมถึงสื่อหลักที่ต้องแข่งขันกันแสวงหารายได้ทางธุรกิจ ทั้งยังต้องแข่งขันในการเสนอข่าวสารกับสื่อกระแสหลักด้วยกันและสื่อแขนงใหม่ที่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นจะยังยึดมั่นในจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพได้อยู่หรือไม่ เพียงใด</p>
<p>คำตอบก็คือ จากพฤติกรรมของสื่อที่ยกมาข้างต้น  ทำให้เห็นว่า  สื่อเริ่มจะจืดจางห่างหายจากจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพมากขึ้น </p>
<p>คำถามต่อไปก็คือ ทำไมเมื่อมีนวัตกรรมใหม่ๆทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้สื่อทำงานได้สะดวกสบายขึ้น  ซึ่งน่าจะทำให้รักษาคุณภาพแห่งเนื้องานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดด้านเวลาที่ใช้ในการผลิต เมื่อสื่อทำงานสะดวกและสบายขึ้นก็ควรที่จะมีเวลาในการตรวจสอบ ตรวจทานเนื้อหากับจรรยาบรรณว่าจะล่วงละเมิดหรือไม่  แต่กลายกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือยิ่งมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารเพิ่มขึ้นมากเพียงใด แนวโน้มการละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อก็มีมากขึ้น</p>
<p>หรือว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะทำให้สื่อเกิดนวัตกรรมทางพฤติกรรมไปในทางลดคุณค่าแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณลงไป หรือว่า หลักแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณที่ตราขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้วในกรณีของสื่อสิ่งพิมพ์ และที่ตราไว้เมื่อ 13 ปีก่อนในกรณีของวิทยุและโทรทัศน์ จะล้าสมัยไม่เข้ากับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารและนวัตกรรมของพฤติกรรมสื่อในปัจจุบันแล้ว</p>
<p>ปัญหาต่อมาก็คือ จะต้องแก้ไขนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อให้เข้ากับจรรยาบรรณและจริยธรรม หรือต้องสร้างนวัตกรรมทางจริยธรรมและจรรยาบรรณให้เข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อในยุคปัจจุบัน</p>
<p>และมีปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการ?</p>
<p>๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑</p>
<p>***<br />
<strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=100&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/tvthai.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1)</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 May 2008 05:24:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฎหมายสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมของสื่อมวล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[
สื่อมวลชนที่เป็นเสาหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เพราะสามารถกระจายข่าวสารได้กว้างขวาง เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด  แม้จะเกิดสื่อสมัยใหม่หรือสื่อทางเลือกขึ้น อันได้แก่ สื่อออนไลน์ สื่อดิจิตอล แต่การเข้าถึงผู้รับข่าวสารยังอยู่ในวงจำกัด  ดังนั้น สื่อกระแสหลักดั้งเดิมคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ จึงยังมีอิทธิพลต่อผู้คนเช่นเดิม
แต่อิทธิพลของสื่อกระแสหลักดังกล่าว กำลังถูกท้าทายจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆแก่สื่อเป็นอันมาก  โดยเฉพาะในด้านเทคนิคที่เครื่องมือเครื่องใช้ได้รับการพัฒนาให้มีความสะดวกสบายในการใช้งาน ราคาถูกลง ประสิทธิภาพดีขึ้น  ดังนั้น การเป็นเจ้าของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์  โทรทัศน์ วิทยุ  หากพิจารณาในเรื่องการลงทุนแล้ว  สามารถทำได้ง่ายขึ้น  จึงปรากฏว่า มีสื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  ทั้งเพื่อการเสนอข่าวสาร  เพื่อให้ความรู้  เพื่อความบันเทิง และเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นการเฉพาะมากขึ้น  สถานีวิทยุก็สามารถจัดตั้งได้ในทุกสถานที่คือวิทยุชมชน  ส่วนสถานีโทรทัศน์ก็ไม่มีความยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน เพราะปัจจุบันสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม โดยใช้ทุนและเวลาไม่มากนัก  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=98&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/medialaw.jpg?w=203&#038;h=275" alt="" width="203" height="275" class="alignleft size-full wp-image-99" /><br />
สื่อมวลชนที่เป็นเสาหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เพราะสามารถกระจายข่าวสารได้กว้างขวาง เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด  แม้จะเกิดสื่อสมัยใหม่หรือสื่อทางเลือกขึ้น อันได้แก่ สื่อออนไลน์ สื่อดิจิตอล แต่การเข้าถึงผู้รับข่าวสารยังอยู่ในวงจำกัด  ดังนั้น สื่อกระแสหลักดั้งเดิมคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ จึงยังมีอิทธิพลต่อผู้คนเช่นเดิม</p>
<p>แต่อิทธิพลของสื่อกระแสหลักดังกล่าว กำลังถูกท้าทายจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆแก่สื่อเป็นอันมาก  โดยเฉพาะในด้านเทคนิคที่เครื่องมือเครื่องใช้ได้รับการพัฒนาให้มีความสะดวกสบายในการใช้งาน ราคาถูกลง ประสิทธิภาพดีขึ้น  ดังนั้น การเป็นเจ้าของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์  โทรทัศน์ วิทยุ  หากพิจารณาในเรื่องการลงทุนแล้ว  สามารถทำได้ง่ายขึ้น  จึงปรากฏว่า มีสื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  ทั้งเพื่อการเสนอข่าวสาร  เพื่อให้ความรู้  เพื่อความบันเทิง และเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นการเฉพาะมากขึ้น  สถานีวิทยุก็สามารถจัดตั้งได้ในทุกสถานที่คือวิทยุชมชน  ส่วนสถานีโทรทัศน์ก็ไม่มีความยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน เพราะปัจจุบันสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม โดยใช้ทุนและเวลาไม่มากนัก  ดังนั้น นวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสาร จึงทำให้เกิดนวัตกรรมของสื่อรูปแบบใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น กระจายข้อมูลข่าวสารถึงผู้รับอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น<br />
<span id="more-98"></span><br />
การเกิดขึ้นของสื่อรูปแบบใหม่ๆดังกล่าว  ข้อดีก็คือ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนทำได้มากยิ่งขึ้น  ประชาชนในระดับท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนในการบริหารจัดการ สร้างเนื้อหา และพัฒนาสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนได้มากขึ้น  เช่น ดำเนินการผ่านวิทยุชุมชนที่มีการจัดตั้งกันอย่างมากมายในระยะ 4-5 ปีมานี้ ถึงแม้จะมีปัญหาด้านกฎหมายอยู่ก็ตาม  ส่วนข้อเสียก็คือ  โอกาสที่จะมีการผูกขาดการจัดการข้อมูลข่าวสารก็เกิดขึ้นได้ หากเจ้าของวิทยุชุมชนดังกล่าวไม่ใช่ชุมชน แต่เป็นผู้ลงทุนที่มุ่งแสวงหากำไรจากธุรกิจเพียงอย่างเดียว  </p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นกับวิทยุชุมชนดังกล่าว ย่อมเกิดขึ้นกับสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ด้วยเช่นกัน  การเกิดขึ้นของสื่อสิ่งพิมพ์และสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีกับโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม  ย่อมมีส่วนในการช่วยกระจายข่าวสารสู่ประชาชนได้ครอบคลุมพื้นที่และประเภทของข่าวสารมากขึ้น  แต่การเกิดขึ้นของสื่อใหม่ๆดังกล่าว ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า การดำเนินงานของสื่อได้เป็นไปตามหลักการของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีจรรยาบรรณของสื่อคอยกำกับอยู่หรือไม่  แม้แต่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ในรูปแบบเดิมที่เป็นสื่อมวลชนหลักที่เกิดมาก่อนก็เช่นกัน เพราะปรากฏว่า มีการเผยแพร่ข่าวสารที่มีความหมิ่นเหม่ต่อหลักการของสื่อมวลชนและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอยู่เสมอๆ</p>
<p>คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมการกระทำหรือพฤติกรรมของสื่อ มีความเบี่ยงเบนจากจรรยาบรรณและหลักการของสื่อบ่อยขึ้น  หรือว่า นี่ก็เป็นนวัตกรรมด้านพฤติกรรมของสื่อ ที่มีผลมาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสาร</p>
<p>แต่ก่อนจะวิเคราะห์เจาะจงไปถึงเรื่องพฤตกรรมที่เบี่ยงเบนไปของสื่อ จะขอยกจรรยาบรรณของสื่ออันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ มาเป็นหลักในพิจารณาก่อน (อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  หน่วยที่ 9-15 ) คือ</p>
<p>1.จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์ โดย สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กำหนด “จริยธรรมของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2510 ไว้ดังนี้</p>
<p>(1) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของปัจเจกชน สถาบัน ประเทศชาติ ศาสนา และราชบัลลังก์ (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ กิจญาณ)</p>
<p>(2) ความมีเสรีภาพ (Freedom) ได้แก่ เสรีภาพที่มีความรับผิดชอบกำกับ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธสาสนาคือ ปวารณา หรือ ธรรมาธิปไตย)</p>
<p>(3) ความเป็นไท (Independence) ได้แก่ ความไม่ตกเป็นทาสของใครทั้งกายและจิตใจ โดยอามิสสินจ้างอื่นใด(ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนาคือ ความไม่ตกเป็นทาสของอกุศลมูล)</p>
<p>(4) ความจริงใจ (Sincerity) ได้แก่ ความไม่มีเจตนาบิดเบือน ผิดพลาดต้องรีบแก้ไข (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สัจจะ)</p>
<p>(5) ความเที่ยงธรรม (Impartiality) ได้แก่ ความไม่ลำเอียง หรือความไม่เข้าใครออกใคร (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ ความไม่มีอคติ 4 ประการ หมายถึง “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะรัก “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะชัง “ภยาคติ” ลำเอียงเพราะกลัว  “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะหลง)</p>
<p>(6) ความมีน้ำใจนักกีฬา (Fair Play) ได้แก่ การปฏิบัติดีงาม ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สุปฏิบัติ) </p>
<p>(7) ความมีมารยาท (Decency) ได้แก่ การใช้ภาษาและภาพที่ไม่หยาบโลนและลามกอนาจาร หรือส่อไปในทางดังกล่าว (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ โสเจยยะ หรืออาจารย์สมบัติ)</p>
<p>นอกจาก “จริยธรรมของสามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” แล้ว ยังกำหนด “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” ไว้อีก   7 ข้อ คือ </p>
<p>(1) การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ เป็นภารกิจอันมีความสำคัญเหนืออื่นใดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์</p>
<p>(2) การเสนอข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ สุจริต ปราศจากความมุ่งหวังในประโยชน์ส่วนตนหรืออามิสสินจ้างใดๆ</p>
<p>(3) การเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฏว่าข่าวใดๆไม่ตรงต่อความจริงต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว</p>
<p>(4) การที่จะให้ได้ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอย่างใดๆมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์</p>
<p>(5) ต้องเคารพต่อความไว้วางใจที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของตน</p>
<p>(6) ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือหมู่คณะโดยมิชอบ</p>
<p>(7) ต้องไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ</p>
<p>นอกจาก จริยธรรมหรือจรรยาบรรณที่กำหนดโดย สามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดังข้างต้นแล้ว สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ก็มี จรรยาบรรณของสามคมฯ ให้สมาชิกได้ยึดถือปฏิบัติเป็นหลักเดียวกัน ซึ่งใจความก็ไม่ต่างจากจรรยาบรรณของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  จึงไม่ได้ยกมาไว้ในที่นี้</p>
<p>2. จรรยาบรรณสื่อวิทยุและโทรทัศน์ โดย สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ตราประมวลจรรยาบรรณวิชาชีพนักจัดรายวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2538 แบ่งเป็น 5 หมวด คือ หมวดทั่วไป หมวดจรรยาบรรณในการเสนอข่าว หมวดจรรยาบรรณในการแสดงความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ หมวดจรรยาบรรณในการประกาศโฆษณา หมวดความประพฤติ  ในที่นี้จะยกหมวดว่าด้วยการเสนอข่าว มาเป็นหลักในการพิจารณา คือ </p>
<p>(1) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเท็จ ไม่ว่าลักษณะใดๆ</p>
<p>(2)ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งทำให้ประชาชนเสียขวัญ เกิดการแตกแยกกระทบกระเทือนความมั่นคงแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศ</p>
<p>(3) ไม่เสนอข่าวและภาพลามกอนาจาร ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p>
<p>(4) ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ ชวนให้หลงเชื่องมงาย</p>
<p>(5)ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ</p>
<p>(6) ไม่สอดแทรกความเห็นใดๆของตนลงไปในข่าว</p>
<p>(7) ในกรณีคัดลอกข้อความจากหนังสือพิมพ์ หรือหนังสืออื่น ต้องแจ้งให้ทราบถึงแหล่งที่มาของข้อความนั้น</p>
<p>(8) ภาษาที่ใช้ในการเสนอข่าวและการบรรยายภาพต้องสุภาพ ปราศจากความหมายในเชิงเหยียดหยาม กระทบกระเทียบ เปรียบเปรย เสียดสี</p>
<p>(9) ไม่ใช้การเสนอข่าวและภาพเป็นไปในทางโฆษณาตนเอง</p>
<p>(10) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งขัดกับสาธารณประโยชน์ของประชาชนและสังคมประเทศชาติ</p>
<p>(11) ไม่เสนอข่าวและภาพซ้ำเติม ระบายสี บุคคล องค์กร สถาบัน ซึ่งตกเป็นข่าว</p>
<p>(12) ไม่เสนอข่าวและภาพ ในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามลัทธิความเชื่อศาสนาใดๆ</p>
<p>(13) พึงให้ความเคารพต่อสิทธิของบุคคล องค์กร และสถาบันอื่นตามกฎหมาย</p>
<p>(14) พึงรับผิดและแก้ไขโดยเปิดเผยและไม่ชักช้าถ้าเกิดความเสียหายแก่บุคคล องค์กร หรือสถาบัน ในการเสนอข่าวผิดพลาด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง</p>
<p>(15) พึงละเว้นจากการรับอามิสสินจ้างใดๆ ให้ทำหรือละเว้นการกระทำเกี่ยวกับการเสนอข่าวตรงไปตรงมา</p>
<p>หลักจริยธรรมหรือจรรยาบรรณขององค์กรสื่อที่ยกมาข้างต้นนั้น ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อ แต่ต้องเป็นไปโดยเคารพกฎระเบียบและไม่ละเมิดผู้อื่น  ทั้งยังกำหนดให้สื่อยึดถือประโยชน์แห่งสาธารณะเป็นหลัก มีความซื่อตรงต่อผู้มูลข่าวสาร ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ให้เกียรติแก่ผู้อื่น เช่นเดียวกัน  </p>
<p>สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ  หลักจริยธรรมของสมาคมหนังสือพิมพ์ที่ออกมาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2510) และ จรรยาบรรณวิชาชีพนักจัดรายวิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราออกมาเมื่อ  13 ปีก่อน (พ.ศ.2538) ยังเป็นสิ่งที่สื่อให้ความสำคัญอยู่หรือไม่ ปฏิบัติตามเพียงใด หรือว่า เป็นข้อกำหนดที่ล้าสมัย ไม่เข้ากับกาลเวลาที่เทคโนโลยีก้าวหน้า มีนวัตกรรมใหม่ๆของสื่อเกิดขึ้นมากมายดังเช่นปัจจุบันนี้แล้ว</p>
<p><strong>(อ่านต่อตอนจบ)</strong></p>
<p>***<br />
<strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=98&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/medialaw.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ”  เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/16/media-and-news-writing/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/16/media-and-news-writing/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 May 2008 10:21:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้จัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=92</guid>
		<description><![CDATA[ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog 
เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ
1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้  เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ

2.ในเมื่อเป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมก็มีความรักความผูกพันในสื่อผู้จัดการ  ยังไม่นับมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคนทำงานที่นี่  เติบโตที่นี่ ปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็มี แยกย้ายไปสู่ที่อื่นก็มี  ส่วนผมก็ยังคงรับข้อมูลข่าวสารจากผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ปรากฏในผู้จัดการ (อันเป็นสาเหตุที่เขียนบทความนี้) แต่ก็ยังเชื่อใน “ข่าวสาร” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อว่ายังมีน้ำหนักเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็น ก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” จริงๆ
3. เมื่อเป็น “แฟนพันธุ์แท้” [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=92&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog </p>
<p>เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ</p>
<p>1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้  เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ<br />
<span id="more-92"></span><br />
2.ในเมื่อเป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมก็มีความรักความผูกพันในสื่อผู้จัดการ  ยังไม่นับมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคนทำงานที่นี่  เติบโตที่นี่ ปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็มี แยกย้ายไปสู่ที่อื่นก็มี  ส่วนผมก็ยังคงรับข้อมูลข่าวสารจากผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ปรากฏในผู้จัดการ (อันเป็นสาเหตุที่เขียนบทความนี้) แต่ก็ยังเชื่อใน “ข่าวสาร” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อว่ายังมีน้ำหนักเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็น ก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” จริงๆ</p>
<p>3. เมื่อเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ที่มี “ความรักและความผูกพัน” ผมก็ย่อมมีความปรารถนาที่จะเห็นสื่อทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงต่อไป  แม้จะไม่เห็นด้วยกับการเลือกข้างในทางการเมือง  เพราะหมิ่นเหม่ต่อการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารให้เข้ากับความเชื่อและข้างที่ตัวเองยืนอยู่  แต่ในเบื้องต้นผมก็ยอมรับได้ โดยเชื่อมั่นว่า  สื่อมีวิจารณญาณเพียงพอที่จะแยกแยะได้  นำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยการยึดถือ “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่า “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือเสนอข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” </p>
<p>4. แต่ในการเสนอข่าวของผู้จัดการนั้น  มีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่ผมคิดว่า เป็นการเสนอข้อคิดเห็นในข่าว (ย้ำ ผมพูดถึง “ข่าว” ไม่ใช่ บทความ รายงาน หรือ บทวิเคราะห์ ซึ่งย่อมต้องมีความคิดเห็นของสื่อหรือผู้เขียนอยู่แล้ว) โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำที่แสดงอารมณ์ หรือทัศนคติต่อเหตุการณ์ ต่อองค์กร หรือต่อบุคคล โดยสื่ออาจจะถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมคิดว่า โดยหลักการของการเป็นกระจกเงาของสื่อ ไม่น่าที่จะทำเช่นนั้นได้ </p>
<p>ถ้อยคำอะไรหรือที่ทำให้ผมซึ่งประกาศเป็นแฟนพันธุ์แท้ต้องเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาได้  และคิดว่าไม่ควรจะปรากฏใน “สื่อ” อย่างผู้จัดการ (ทั้งหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์)  </p>
<p>มีหลายถ้อยคำครับ  ที่เห็นบ่อยๆก็คือการเรียกบุคคลในข่าวด้วยสรรพนามที่สื่อตั้งขึ้นมา เช่น เรีกยนายจักรภพ เพ็ญแข ว่า “เจ๊เพ็ญ” เรียกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ว่า “เจ๊มิ่ง” เรียก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ว่า “เป็ดเหลิม”  เป็นต้น หรือ การพาดหัวข่าวที่มีถ้อยคำแสดงลักษณะอาการของคนในข่าวที่สื่อคาดเดาเอาเองว่า “ปากกล้าขาสั่น”  เป็นต้น ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เหยียดหยาม หมิ่นแคลน  ยังไม่นับในเรื่องการระบุอัตลักษณ์ของบุคคลในข่าวว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา (ซึ่งจะจริงหรือไม่ก็ไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันได้) ผมคิดว่า สื่อไม่ควรที่จะทำเช่นนั้น แม้จะไม่เข้าข่ายการหมิ่นประมาทอันเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่ความปรารถนาดีต่อผู้ถูกเรียกขานอย่างแน่นอน</p>
<p>การเรียกผู้อื่นว่า “เจ๊เพ็ญ” หรือ “เจ๊มิ่ง” หรือ “เป็ดเหลิม” นั้น ย่อมมีจุดประสงค์ที่แตกต่างจากการตั้งฉายาเรียกขานตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในข่าว เช่น “ผีดิบซีอุย” หรือ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” หรือ “Jack the Ripper”  เพราะเป็นการเรียกขานตาม “ข้อเท็จจริง” ของข่าว เพื่อให้เข้าใจโดยทั่วกัน  </p>
<p>การใช้ถ้อยคำในลักษณะบ่งบอกอาการของคนในข่าวก็เช่นกัน เช่น การที่บอกว่าคนในข่าว “ปากกล้าขาสั่น” หรือถ้อยคำอื่นๆในลักษณะที่คาดเดาเอานั้น  ย่อมไม่ต่างจากการที่หนังสือพิมพ์หัวสีเสนอข่าวชาวบ้านด้วยการบรรยายใส่อารมณ์ราวกับเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง เช่น เสนอข่าวการข่มขืนยังมีถ้อยคำบรรยายพฤติกรรมของผู้ร้ายที่ “กระทำการอย่างเมามัน” หรือกำลัง “ถึงพริกถึงขิง” เป็นต้น ซึ่งไม่ต้องเปิดตำรานิเทศศาสตร์หรือการสื่อสารมาอ้างอิงก็รู้ว่า สมควรหรือไม่ที่จะใช้ถ้อยคำเช่นนี้</p>
<p>หากแม้น “ผู้จัดการ” เป็นสื่อเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับใช้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ที่มีเป้าหมายในเรื่องหนึ่งเรื่องใด การจะใช้ถ้อยคำอย่างไรก็เป็นเรื่องของคนกลุ่มนั้น  แต่ “ผู้จัดการ” คือสื่อสาธารณะที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนและสังคม เป็น “กระจกเงา” หรือ “หมาเฝ้าบ้าน”  ที่เป็นผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ของผลประโยชน์แห่งสาธารณะ ผมคิดว่า การใช้ถ้อยคำที่กล่าวมานั้น ไม่น่าจะปรากฏในสื่อ “ผู้จัดการ” ได้</p>
<p>กล่าวให้ชัดก็คือ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรี “แจกหอก” ให้สื่อเพียงใด  ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่สื่อ “แจกถ้อยคำหมิ่นแคลน” ให้คนในข่าวเช่นกัน </p>
<p>และผมหวังว่า เมื่อเผยแพร่ลงในบล็อกแล้ว ผมคงไม่ถูกเพื่อน “เหยียบเละคาบล็อก” ในข้อหาเอาใจออกห่างไปเข้ากับฝ่ายศัตรู  ผมเชื่อว่าการคิดแตกต่างไม่ใช่เป็นศัตรู  ที่เขียนมานี้ก็เพราะรักจึงเขียน และหวังที่จะเห็นข่าวสารที่สื่อเสนอออกมานั้นเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง”<br />
ผมเชื่อและหวังเช่นนั้น.<br />
&#8230;<br />
<strong>จาก <a href="http://mblog.manager.co.th/kosolanusim">http://mblog.manager.co.th/kosolanusim</a></strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=92&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/16/media-and-news-writing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-right/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-right/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 May 2008 19:28:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฎหมายสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การทำหน้าที่ของสื่]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือพิมพ์มติชน]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสิทธิของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Media]]></category>
		<category><![CDATA[media right]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=91</guid>
		<description><![CDATA[มีการตั้งคำถามจากผู้คนอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะผู้ที่คิดว่าตนเองได้รับผลกระทบในทางที่ไม่ดีจากการกระทำของสื่อว่า สื่อมีอภิสิทธิเหนือคนอื่นหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่า สื่อจะสามารถเปิดโปงพฤติกรรม ตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ผู้คน องค์กร รัฐและรัฐบาล ได้อย่างเสรี  โดยไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมา ตอบโต้ หรือจัดการกับสื่ออย่างจริงจัง  ปล่อยให้สื่อทำอะไรได้ตามใจ  จนดูเหมือนว่า สื่อจะมีอภิสิทธิจริงๆ
เมื่อมีคำถามในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า  ผู้คนอาจเข้าใจจริงๆว่าสื่อมีอภิสิทธิเหนือผู้อื่น ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สื่อทั้งในฐานะนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลอื่นๆ    สื่อมีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องร้องเอาผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิช  ประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายอื่นๆตามฐานความผิด  เมื่อสื่อถูกตัดสินว่าทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกัน แต่ทำไมสื่อจึงถูกมองว่ามีอภิสิทธิเหนือคนอื่น&#8230;

การที่เป็นเช่นนี้ เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อนั่นเอง  แม้ตามทฤษฎีการสื่อสารกำหนดไว้ว่าหน้าที่พื้นฐานของสื่อจะมีอยู่ 4 อย่าง คือ ให้ข่าวสาร ให้ความรู้ ให้ความบันเทิง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์  แต่หน้าที่ทั้ง 4 ของสื่อก็ต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง นั่นคือ การสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ คือสังคมและประชาชน  ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่สื่อสะท้อนออกมา  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=91&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>มีการตั้งคำถามจากผู้คนอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะผู้ที่คิดว่าตนเองได้รับผลกระทบในทางที่ไม่ดีจากการกระทำของสื่อว่า <strong>สื่อมีอภิสิทธิเหนือคนอื่นหรือไม่</strong> เพราะดูเหมือนว่า สื่อจะสามารถเปิดโปงพฤติกรรม ตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ผู้คน องค์กร รัฐและรัฐบาล ได้อย่างเสรี  โดยไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมา ตอบโต้ หรือจัดการกับสื่ออย่างจริงจัง  ปล่อยให้สื่อทำอะไรได้ตามใจ  จนดูเหมือนว่า สื่อจะมีอภิสิทธิจริงๆ</p>
<p>เมื่อมีคำถามในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า  ผู้คนอาจเข้าใจจริงๆว่าสื่อมีอภิสิทธิเหนือผู้อื่น ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สื่อทั้งในฐานะนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลอื่นๆ    สื่อมีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องร้องเอาผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิช  ประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายอื่นๆตามฐานความผิด  เมื่อสื่อถูกตัดสินว่าทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกัน แต่ทำไมสื่อจึงถูกมองว่ามีอภิสิทธิเหนือคนอื่น&#8230;<br />
<span id="more-91"></span><br />
การที่เป็นเช่นนี้ เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อนั่นเอง  แม้ตามทฤษฎีการสื่อสารกำหนดไว้ว่าหน้าที่พื้นฐานของสื่อจะมีอยู่ 4 อย่าง คือ ให้ข่าวสาร ให้ความรู้ ให้ความบันเทิง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์  แต่หน้าที่ทั้ง 4 ของสื่อก็ต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง นั่นคือ การสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ คือสังคมและประชาชน  ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่สื่อสะท้อนออกมา  อาจเป็นการล่วงละเมิดในมุมมองผู้ได้รับความเสียหายจากข้อมูลข่าวสารนั้น สื่อจึงมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อกำกับการทำหน้าที่ให้อยู่ภายใต้ศีลธรรม จริยธรรม และกฎหมาย  หากผู้ที่ถูกกล่าวถึงคิดว่าตนได้รับความเสียหาย ถูกคุกคามจากสื่อ หรือถูกสื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง  เสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเอาผิดกับสื่อได้  ดังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ และมีคดีความเป็นจำนวนมากที่สื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในศาล  ถูกปรับและถูกจำคุกตามฐานความผิด  โดยไม่มีอภิสิทธิแต่อย่างใด</p>
<p>ดังนั้น การตั้งข้อสงสัย หรือมีข้อสังเกตเรื่องอภิสิทธิของสื่อ  จึงอาจเกิดจากการเข้าใจผิดเพราะการทำหน้าที่ของสื่อ ในข้อการให้ข่าวสารและการให้ความรู้  ซึ่งการให้ความรู้นั้น ย่อมต้องรวมถึงการวิพากษ์ วิจารณ์ ติติง ชี้แนะ เอาไว้ด้วย  </p>
<p><strong>สื่อหาได้มีอภิสิทธิเหนือองค์กรใดหรือบุคคลใดไม่ แต่สิ่งที่สื่อมีก็คือเอกสิทธิบางอย่างที่องค์กรหรือบุคคลอื่นอาจจะไม่มี</strong></p>
<p>เอกสิทธิก็คือ สิทธิจะได้รับการปกป้องหรือยกเว้นจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น สมาชิกรัฐสภามีเอกสิทธิคุ้มครองไม่ให้ถูกดำเนินคดีในช่วงสมัยประชุมสภา หรือ มีเอกสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและลงมติในสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่ถูกบังคับจากใครหรือองค์กรใดรวมถึงพรรคการเมืองที่ตนสังกัด  เป็นต้น  สื่อก็มีเอกสิทธิในการเผยแพร่ข่าวสารได้โดยอิสระตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้  ใครจะบังคับสื่อให้เผยแพร่หรือไม่เผยแพร่ข่าวสารใดๆไม่ได้  นั่นคือเอกสิทธิที่เป็นข้อกำหนดโดยทั่วไป  </p>
<p><strong>แต่สื่อมีเอกสิทธิบางอย่างที่พิเศษกว่าเอกสิทธิตามกฎหมายนั่นคือ เอกสิทธิที่ได้รับการปกป้องจากสาธารณชน</strong> เอกสิทธิดังกล่าวนี้ ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายใด ไม่มีใน ขนบธรรมเนียม ประเพณี  ของสังคม หากแต่เกิดขึ้นเพราะการทำหน้าที่ของสื่อที่ปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชน  เมื่อสาธารณชนเห็นว่าสื่ออยู่ข้างเดียวกับตน  เมื่อเกิดเหตุใดๆขึ้นกับสื่อ  สาธารณชนก็จะรวมตัวกันลุกขึ้นมาปกป้องสื่อ  เพื่อให้สื่อปลอดภัยจากการถูกคุกคาม เพื่อให้สื่อยังคงเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณชนต่อไป</p>
<p>กรณีดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก  กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เข้าข่ายเอกสิทธิข้อนี้ก็คือ  กรณีสื่อในเครือมติชนถูกซื้อกิจการโดยบริษัทแกรมมี่ผ่านตลาดหลักทรัพย์เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการคุกคามเพื่อครอบครองสื่อจากองค์กรธุรกิจที่ไม่ใช่สื่อสาธารณะ สาธารณชนจึงลุกขึ้นมาปกป้องโดยวิธีการต่างๆ  เพื่อให้สื่อรอดพ้นจาการถูกซื้อกิจการ เพราะไม่มั่นใจว่า เมื่อเปลี่ยนมือไปจากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นคนทำสื่อมืออาชีพแล้ว  สื่อจะยังคงเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณชนอย่างเดิมหรือไม่  จนในที่สุดบริษัทแกรมมี่ก็ยกเลิกการซื้อหุ้น  สาธารณชนจึงสามารถปกป้องสื่อให้รอดพ้นจากการถูกซื้อ การปกป้องสื่อให้รอดพ้นจากการถูกซื้อในครั้งนี้ ก็คือการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชนนั่นเอง</p>
<p>นี่คือตัวอย่างเอกสิทธิของสื่อที่ได้รับการปกป้องจากสาธารณชน  กรณีเช่นนี้ไม่ได้มีแค่เฉพาะสื่อเท่านั้น องค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณะอื่นๆก็มีโอกาสที่จะได้รับการปกป้องจากสาธารณชนในลักษณะนี้เช่นกัน  </p>
<p><strong>ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คงพอจะมองเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า สื่อไม่มีอภิสิทธ์แต่อย่างใด แต่มีเอกสิทธิที่จะได้รับการปกป้องจากสาธารณชนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง  แต่การที่สื่อจะได้รับเอกสิทธิ์เช่นนี้ ย่อมต้องผ่านการทำงานโดยยึดมั่นในกฎหมาย จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และผลประโยชน์แห่งสาธารณชนมาอย่างยาวนาน  เมื่อสาธารณชน ไว้วางใจ ศรัทธาและเชื่อมั่น ก็จะลุกขึ้นมาปกป้องสื่อเอง.</strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=91&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-right/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-enemy/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-enemy/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 May 2008 07:52:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การทำหน้าที่ของสื่]]></category>
		<category><![CDATA[บทบาทของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Media]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=90</guid>
		<description><![CDATA[การเรียกขานสื่อว่าแมลงวันก็ดี หรือหมาเฝ้าบ้านก็ดี  ล้วนแต่มีความหมายในทางที่ดี สะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อ นั่นคือ ในฐานะแมลงวัน เมื่อมีของเน่าเหม็นที่ไหน แมลงวันจะไปตอมที่นั่น  อันแสดงนัยให้เห็นว่า เมื่อมีเรื่องไม่ชอบมาพากล มีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น สื่อจะต้องทำหน้าที่เสาะหาข้อเท็จจริงออกมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้  เหมือนแมลงวันไปตอมของเน่าเหม็นให้คนรู้ว่ามีของเน่าเหม็นอยู่ที่นั่น ในฐานะหมาเฝ้าบ้าน  สื่อทำหน้าที่ส่งเสียงเตือนผู้คนอันเปรียบเสมือนเจ้าของบ้าน ให้รู้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในสังคม  เหมือนหมาเฝ้าบ้านที่ส่งเสียงเห่าเตือนเจ้าของ เมื่อมีคนแปลกหน้ามาบ้าน  ซึ่งอาจจะเป็นโจรผู้ร้ายหรือผู้ไม่หวังดี  หากมีการบุกรุกเข้ามาโดยพละการ หมาเฝ้าบ้านก็ไล่กัดไล่งับเอาได้ เพื่อรักษาประโยชน์เจ้าของบ้าน  
ดังนั้นศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือเจ้าของบ้านก็คือคนแปลกหน้า โจรผู้ร้าย คนไม่ดี ที่มุ่งหวังจะมาขโมยทรัพย์สินของเจ้าของบ้านนั่นเอง

บทบาทของสื่อจึงเป็นบทบาทที่สะท้อนข้อเท็จจริงของสังคม ปกปักรักษาผลประโยชน์สาธารณะ   ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างถูกต้องตรงกับความเป็นจริง  สื่อจึงเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของสังคม  คอยตรวจตราหาความไม่ชอบมาพากล  เมื่อเจอแล้วก็ส่งเสียงเตือนให้ผู้คนรู้ตัว เพื่อแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้ความไม่ชอบมาพากลนั้นสร้างปัญหา  และในหลายกรณี สื่อเป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างขันแข็ง
ที่กล่าวมานั้น หากเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ของสื่อในปัจจุบัน ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นคำบอกเล่าในตำนาน นิทาน หรือเรื่องแต่ง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=90&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>การเรียกขานสื่อว่าแมลงวันก็ดี หรือหมาเฝ้าบ้านก็ดี  ล้วนแต่มีความหมายในทางที่ดี สะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อ นั่นคือ ในฐานะแมลงวัน เมื่อมีของเน่าเหม็นที่ไหน แมลงวันจะไปตอมที่นั่น  อันแสดงนัยให้เห็นว่า เมื่อมีเรื่องไม่ชอบมาพากล มีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น สื่อจะต้องทำหน้าที่เสาะหาข้อเท็จจริงออกมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้  เหมือนแมลงวันไปตอมของเน่าเหม็นให้คนรู้ว่ามีของเน่าเหม็นอยู่ที่นั่น ในฐานะหมาเฝ้าบ้าน  สื่อทำหน้าที่ส่งเสียงเตือนผู้คนอันเปรียบเสมือนเจ้าของบ้าน ให้รู้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในสังคม  เหมือนหมาเฝ้าบ้านที่ส่งเสียงเห่าเตือนเจ้าของ เมื่อมีคนแปลกหน้ามาบ้าน  ซึ่งอาจจะเป็นโจรผู้ร้ายหรือผู้ไม่หวังดี  หากมีการบุกรุกเข้ามาโดยพละการ หมาเฝ้าบ้านก็ไล่กัดไล่งับเอาได้ เพื่อรักษาประโยชน์เจ้าของบ้าน  </p>
<p>ดังนั้นศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือเจ้าของบ้านก็คือคนแปลกหน้า โจรผู้ร้าย คนไม่ดี ที่มุ่งหวังจะมาขโมยทรัพย์สินของเจ้าของบ้านนั่นเอง<br />
<span id="more-90"></span><br />
บทบาทของสื่อจึงเป็นบทบาทที่สะท้อนข้อเท็จจริงของสังคม ปกปักรักษาผลประโยชน์สาธารณะ   ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างถูกต้องตรงกับความเป็นจริง  สื่อจึงเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของสังคม  คอยตรวจตราหาความไม่ชอบมาพากล  เมื่อเจอแล้วก็ส่งเสียงเตือนให้ผู้คนรู้ตัว เพื่อแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้ความไม่ชอบมาพากลนั้นสร้างปัญหา  และในหลายกรณี สื่อเป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างขันแข็ง</p>
<p>ที่กล่าวมานั้น หากเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ของสื่อในปัจจุบัน ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นคำบอกเล่าในตำนาน นิทาน หรือเรื่องแต่ง  เพราะบทบาทของสื่อในปัจจุบันไม่ว่า วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อันเป็นสื่อกระแสหลัก ส่วนมากแล้วจะมีบทบาทในการให้ความบันเทิงและการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหมู่มนุษย์ มากกว่าที่จะทำหน้าที่แมลงวันหรือหมาเฝ้าบ้าน ฟาดฟันกับความไม่ชอบมาพากล ความไม่เป็นธรรมในสังคม ผิดกับสื่อสมัยก่อนเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>มีคนเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก ศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือศัตรูของสังคมในปัจจุบันนั้น  มีความแตกต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก  ซึ่งในสมัยก่อนมีตัวตนชัดเจน  ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ  จึงทำให้สื่อมีเป้าหมายในการต่อสู้ฟาดฟันได้เต็มที่  ศัตรูที่ว่าก็ได้แก่  รัฐบาลเผด็จการที่ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม เอารัดเอาเปรียบประชาชน สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม  การฉ้อราษฎร์บังหลวง  รวมไปถึงผู้มีอิทธิพล  การเอารัดเอาเปรียบของบรรดาพ่อค้านายทุนทั้งหลายต่อแรงงานและเกษตรกร  เป็นต้น  ซึ่งสื่อสามารถที่จะขุดคุ้ย ตีแผ่ ฟาดฟันความไม่ดีไม่งามดังกล่าวได้ตรงเป้า  การใช้อำนาจคุกคามบีบคั้นสื่อก็กระทำอย่างตรงไปตรงมา เช่น การสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ปิดแท่นพิมพ์  สั่งจับกุมคุมขังคนทำสื่อ  ดังนั้น ในแง่ของการรับมือกับการคุกคาม สื่อก็สามารถเตรียมตัวรับมือได้  สรุปแล้ว ทั้งหมาเฝ้าบ้านและโจรเข้าบ้าน ต่างก็เห็นตัวกัน แยกแยะกันได้อย่างชัดเจน</p>
<p>แต่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว  โจรเข้าบ้านไม่ได้ปรากฏตัวอย่างชัดเจน  บางครั้งก็แปลงกายปะปนเข้ามากับคนในบ้าน  บางครั้งก็ปลอมตัวเป็นเจ้าบ้าน  หรือบางคราวคนที่เข้ามาอาศัยในบ้านกลายเป็นโจรเสียเอง  ทำให้หมาเฝ้าบ้านไม่สามารถแยกแยะโจรกับเจ้าของบ้านและคนในบ้านได้อย่างชัดเจนอีกต่อไป  </p>
<p>การใช้อำนาจรัฐในการข่มขู่คุกคามสื่อก็ไม่ได้ใช้รูปแบบเดิมๆอีกแล้ว ปัจจุบันไม่มีการสั่งปิดสื่อ แท่นพิมพ์ หรือจับกุมคุมขังคนทำสื่ออีกแล้ว  หากแต่ใช้วิธีใหม่ในการข่มขู่คุกคาม  เช่น อาจใช้อำนาจผ่านหน่วยงานของรัฐที่มีงบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ  ให้งดการสนับสนุนสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล หรือ วิธีการอื่นใดที่จะทำให้สื่อไม่สามารถต่อกรได้อย่างตรงๆ</p>
<p>การทุจริตคอรัปชั่นแม้จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง  แต่ก็ไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้ให้สื่อสามารถขุดคุ้ยออกมาตีแผ่ได้  และถึงแม้สื่อจะทำหน้าที่ตีแผ่เรื่องราวออกมาให้สังคมได้รับรู้  ผู้ที่กระทำการทุจริตก็มีวิธีการรับมือกับปัญหาได้อย่างดี มีกระบวนการโต้แย้งเพื่อล้างมลทินให้ตัวเองได้อย่างแนบเนียน กระบวนดังกล่าวนั้นก็รวมไปถึงการใช้สื่อตอบโต้สื่อ สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวเอง</p>
<p>นี่อาจเรียกได้ว่า ศัตรูของหมาเฝ้าบ้านมีความลื่นไหล  เปลี่ยนสี แปลงกาย  ปรับพฤติกรรมให้เหมือนคนปกติหรือเจ้าของบ้านได้ใกล้เคียงขึ้นมาก  จนกระทั่งหมาเฝ้าบ้านไม่สามารถแยกแยะได้  หรือแยกแยะได้ก็ต่อเมื่อสายเกินไป เพราะโจรได้ยกเค้าทรัพย์สินในบ้านไปหมดแล้ว  แต่ก่อนโจรผู้ร้ายแสดงความเป็นศัตรูกับหมาเฝ้าบ้านโดยชัดเจน หาทางที่จะทำร้ายให้ตาย บาดเจ็บ หรือเข็ดหลาบ  แต่โจรในปัจจุบันอาจแสดงความเป็นมิตรกับหมาเฝ้าบ้าน  ทำให้การระแวดระวังลดน้อยลง</p>
<p>สื่อก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับหมาเฝ้าบ้าน  คือเจอกับสัตรูที่ลื่นไหล  บางครั้ง สื่อเองก็กลายเป็นเครื่องมือหรือกระบอกเสียงของบรรดาศัตรูที่ลื่นไหลไปโดยไม่รู้ตัว  เพราะนอกจากจะลื่นไหลแล้ว ศัตรูยังฉลาดหลักแหลม รู้ทันสื่อ จนสามารถใช้วิธีการ “ลับ ลวง พราง” ให้สื่อตกเป็นเครื่องมือได้โดยไม่ทันระวังตัวก็มี</p>
<p>ข้อนี้มองไปก็เห็นได้ไม่ยากนัก นั่นคือ สื่อทั้งหลายในปัจจุบัน ได้ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไปแล้ว  โดยนักการเมืองอาศัยการทำหน้าที่ของสื่อ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเอง  ทั้งๆที่หลายกรณีเห็นว่าสิ่งที่นักการเมืองพูดนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร ในหลายครั้งหลายคราว แม้นักการเมืองจะด่าสื่ออย่างรุนแรงแบบไม่เกรงใจ แต่สื่อก็ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงอยู่เสมอๆ  โดยถ่ายทอดคำพูดเหล่านั้นแทบจะทุกคำ </p>
<p>หรือว่า ในยุคดิจิตอลนี้  ทั้งหมาเฝ้าบ้านและสื่อไทยจะเจอศัตรูที่ลื่นไหลเข้าจริงๆแล้ว?</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=90&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-enemy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ความเห็นเรื่องสื่อ : เมื่อผมไม่เห็นด้วยกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ จักรภพ เพ็ญแข</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/13/political-media/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/13/political-media/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 May 2008 08:30:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[จักรภพ เพ็ญแข]]></category>
		<category><![CDATA[สนธิ ลิ้มทองกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[Kosol Anusim]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=89</guid>
		<description><![CDATA[กรณีนักวิชาการอาวุโสสองท่าน คือ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำจดหมายเปิดผนึก เตือนสติสื่อว่า อย่าใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ยุยงให้เกลียดชังกัน ยั่งยุให้เกิดความรุนแรง  โดยไม่ระบุว่าเป็นสื่อใด ดังที่สังคมได้รับรู้และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อมาอยู่ในขณะนี้นั้น
เมื่ออ่านแล้วและตีความตามเนื้อหาที่ท่านอาจารย์ทั้งสองได้กล่าวไว้ ผม (ไม่เกี่ยวกับท่านอาจารย์ทั้งสองหรือใครคนใด) เข้าใจว่า สื่อดังกล่าวก็คือสื่อในเครือผู้จัดการ  ของ สนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มาจนถึงปัจจุบันที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และสื่อในเครือผู้จัดการที่มีบทบาทเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองของพันธมิตรฯ ก็คือ ASTV News1 และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน รวมถึงเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการด้วย
การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เป็นเจ้าของ ได้ประกาศโดยเปิดเผยแล้วว่า ตนเลือกที่จะยืนอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทย  ที่เว้นวรรคไปหลังการรัฐประหาร 9 กันยายน 2549 และกลับมาอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง 23 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=89&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>กรณีนักวิชาการอาวุโสสองท่าน คือ <strong>ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์</strong> แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ <strong>ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ </strong>แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำจดหมายเปิดผนึก เตือนสติสื่อว่า อย่าใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ยุยงให้เกลียดชังกัน ยั่งยุให้เกิดความรุนแรง  โดยไม่ระบุว่าเป็นสื่อใด ดังที่สังคมได้รับรู้และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อมาอยู่ในขณะนี้นั้น</p>
<p>เมื่ออ่านแล้วและตีความตามเนื้อหาที่ท่านอาจารย์ทั้งสองได้กล่าวไว้ ผม (ไม่เกี่ยวกับท่านอาจารย์ทั้งสองหรือใครคนใด) เข้าใจว่า สื่อดังกล่าวก็คือสื่อในเครือผู้จัดการ  ของ<strong> สนธิ ลิ้มทองกุล</strong> หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่สมัย <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</strong> เป็นนายกรัฐมนตรี มาจนถึงปัจจุบันที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และสื่อในเครือผู้จัดการที่มีบทบาทเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองของพันธมิตรฯ ก็คือ ASTV News1 และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน รวมถึงเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการด้วย</p>
<p>การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เป็นเจ้าของ ได้ประกาศโดยเปิดเผยแล้วว่า ตนเลือกที่จะยืนอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทย  ที่เว้นวรรคไปหลังการรัฐประหาร 9 กันยายน 2549 และกลับมาอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง 23 มกราคม 2551 ในชื่อพรรคพลังประชาชนและมี<strong>นายสมัคร สุนทรเวช </strong>เป็นตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  ดังนั้น พันธมิตรประชาธิปไตย สนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อในเครือผู้จัดการจึงกลับมาดำเนินงานทางการเมืองต่อ ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว<br />
<span id="more-89"></span><br />
โดยส่วนตัว แม้ผมจะไม่รู้จักกับ สนธิ ลิ้มทองกุล แต่ผมก็ชื่นชมแนวคิดในการสร้างและพัฒนาสื่อของไทย  ที่ต้องการจะสร้างเครือข่ายการสื่อสารไทยให้ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียและก้าวไปสู่ระดับโลก แม้จะพบกับปัญหาในช่วงวิกฤติปี 2540 จนต้องยุติโครงการนั้นลง  แต่ความคิดความฝันของเขาได้ทิ้งร่องรอยไว้ในสังคมไทย ซึ่งต่อไปภายหน้า อาจมีคนรุ่นใหม่มาสานต่อความคิดในการสร้างเครือข่ายสื่อสารของคนไทยจนสำเร็จก็ได้</p>
<p>แม้ว่าผมจะชื่นชมเขาในเรื่องดังกล่าว แต่ในการที่นำสื่อเข้าไปเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ผมไม่เห็นด้วย  การเลือกข้างของสื่อมีสิทธิ์ที่จะทำได้ก็จริงอยู่ แต่มันหมิ่นเหม่ต่อการเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนอีกกลุ่มหนึ่ง  แม้จะไม่โดยตรงแต่ก็อาจจะเป็นไปโดยอ้อม  และอาจทำให้ภาพสะท้อนที่ปรากฏผ่านสื่อมีความบิดเบี้ยวผิดไปจากความเป็นจริงได้  ดังที่เกิดขึ้นในกรณี วิทยุชุมชนเจ้าฟ้า เอฟเอ็ม 97.75 ที่เผยแพร่คำพูดในเชิงปลุกปั่นให้ใช้ความรุนแรงต่อ <strong>โชติศักดิ์ อ่อนสูง</strong> ที่ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง  แต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบและยุติการจัดรายการวิทยุดังกล่าวแล้ว[<a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000054449">อ่านที่นี่</a>]</p>
<p>นี่กระมังที่นักวิชาการอาวุโสทั้งสองท่านได้ทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องและเตือนสื่อให้เลิกเป็นเครื่องมือในการยุยงให้เกิดความรุนแรง  ในประเด็นนี้ ผมเห็นด้วยว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นได้ แม้จะโดยไม่ตั้งใจก็ตาม ดังนั้น หากใครเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลิกใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมก็ขอร่วมเรียกร้องด้วย</p>
<p>เมื่อผมไม่เห็นด้วยกับ <strong>สนธิ ลิ้มทองกุล</strong> ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ <strong>จักรภพ เพ็ญแข </strong>รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเมื่อผมเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลิกใช้สื่อในเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมก็เรียกร้องให้ จักรภพ เพ็ญแข เลิกใช้อำนาจในการคุกคามสื่อ (แม้จะเป็นสื่อรัฐบาล) ด้วย</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชม จักรภพ เพ็ญแข ในช่วงกาลที่เขาทำงานด้านสื่อ โดยเฉพาะการวิเคราะห์เรื่องราวของต่างประเทศนั้น เขาได้ให้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่ลึกและกว้าง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  การทำหน้าที่ในฐานะสื่อของเขานั้น ถือได้ว่า เป็นคนที่มีคุณภาพน่าชื่นชมคนหนึ่ง ในบรรดาสื่อทั้งหลายที่ทำหน้าที่ในสังคมไทย</p>
<p>เมื่อเขามาเป็นนักการเมือง ภาพที่เคยมีในสมัยเป็นคนทำสื่อได้หายวับไปในทันที  เขากลายเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐที่มีทีท่าเป็นลบกับสื่อตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  คำพูดที่จะ “จัดระบบสื่อ” หรือ “จัดระเบียบสื่อ” หรือ “ปฏิรูปสื่อ”  หรือพูดในลักษณะจะสั่งให้สื่อทำอย่างนั้น ไม่ให้ทำอย่างนี้  นับว่าเป็นท่าทีที่คุกคาม  ล่าสุดได้พูดถึงการสั่งไม่ให้สื่อของรัฐเสนอข่าวเรื่องการปฏิวัติ  จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม เป็นการคุกคามสื่อโดยตรง เพราะแม้จะเป็นสื่อของรัฐ แต่สื่อก็ต้องทำหน้าที่ของสื่อ คือสะท้อนความเป็นจริง นำเสนอข้อเท็จจริงโดยไม่ถูกบังคับหรือสั่งการโดยอำนาจใด</p>
<p>เมื่อผมเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลิกใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมก็เรียกร้อง จักรภพ เพ็ญแข เลิกคุกคามสื่อด้วย ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นสื่อของรัฐหรือสื่อที่ไม่ใช่ของรัฐก็ตาม  และก็เรียกร้องอย่าได้ใช้อำนาจบังคับให้สื่อของรัฐเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเพียงอย่างเดียว โดยไม่เปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ติติง รัฐบาล  เพราะนั่นคือหน้าที่ของสื่อ</p>
<p>จักรภพ เพ็ญแข พูดอยู่เสมอว่า เขามาจากการเลือกตั้ง มาโดยระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เผด็จการ  แต่การแสดงความคิดเห็นและการกระทำของเขานั้น ก่อให้เกิดความสงสัยจากสังคมว่าเขาได้กระทำสวนทางกับประชาธิปไตยที่เขาอ้างถึง ดังมีคำถาม คำวิพากษ์วิจารณ์ ปรากฏตามสื่อเป็นอันมาก มีการเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่เขาบอกว่ามาจากเผด็จการ คือรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ก็ยังไม่มีการใช้อำนาจเท่ากับรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยที่จักรภาพ เพ็ญแข มีส่วนร่วมอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p>หากจะตำหนิสนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่แตะต้อง จักรภพ เพ็ญแข ผมคิดว่าไม่ยุติธรรม หากเรียกร้องต่อสนธิ ลิ้มทองกุล ให้เลิกใช้สื่อเป็นเครื่องมือในทางการเมือง โดยไม่เรียกร้องต่อ จักรภพ เพ็ญแข เลิกใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือรัฐบาล ก็ไม่เป็นการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ผมจึงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายปล่อยให้สื่อทำหน้าที่ของสื่อโดยอิสระอย่างแท้จริง.</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=89&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/13/political-media/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>แปลงโฉมสู่เว็บ Web 2.0 การปรับตัวของ Bangkokbiznews.com</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/11/bangkokbiznews/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/11/bangkokbiznews/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 May 2008 22:37:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkokbiznews.com]]></category>
		<category><![CDATA[New Media]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่พัฒนาไปสู่การสื่อสารสองทางที่ผู้รับสารสามารถโต้ตอบกลับได้ทันที ผ่านการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และตัวเว็บไซต์เองก็เป็นสื่ออีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของสื่อหลักๆดังกล่าว นั่นคือ การกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางขึ้น อายุข่าวสารยาวนานขึ้น และ ผู้รับสามารถสื่อสารกลับในฉับพลัน ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไม่สามารถทำได้
พัฒนาการของเว็บไซต์ที่ปรากฏโฉมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกเรียกขานกันว่า Web 1.0 ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในแบบสื่อสารทางเดียว ผู้ส่งสารกำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ ต่อมาพัฒนาเป็นเว็บ 2.0 ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และรับข้อมูลข่าวสารจากผู้รับสารด้วย แม้ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสารเป็นเบื้องต้น แต่ผู้รับสารก็มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาเป็นลำดับต่อมา ผ่านการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวสารที่รับรู้ได้โดยทันที ดังนั้น Web 2.0 จึงเป็นการสื่อสารสองทาง และเป็นการร่วมกันสร้างเนื้อหาระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร นอกเหนือจากการให้ข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันด้วย

เว็บไซต์ในยุค 1.0 ได้ปรับตัวเข้าสู่เว็บในยุค 2.0 กันเป็นจำนวนมาก และการก่อเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) เป็นขั้นตอนพัฒนาการของ Web 2.0 ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของสื่อ (บล็อก) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=83&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img class="alignleft size-full wp-image-86" style="border:0 none;float:left;margin:15px 10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/bkkbiznews2.jpg?w=314&#038;h=186" alt="" width="314" height="186" />ปัจจุบันการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่พัฒนาไปสู่การสื่อสารสองทางที่ผู้รับสารสามารถโต้ตอบกลับได้ทันที ผ่านการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และตัวเว็บไซต์เองก็เป็นสื่ออีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของสื่อหลักๆดังกล่าว นั่นคือ การกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางขึ้น อายุข่าวสารยาวนานขึ้น และ ผู้รับสามารถสื่อสารกลับในฉับพลัน ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไม่สามารถทำได้</p>
<p style="text-align:justify;">พัฒนาการของเว็บไซต์ที่ปรากฏโฉมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกเรียกขานกันว่า Web 1.0 ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในแบบสื่อสารทางเดียว ผู้ส่งสารกำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ ต่อมาพัฒนาเป็นเว็บ 2.0 ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และรับข้อมูลข่าวสารจากผู้รับสารด้วย แม้ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสารเป็นเบื้องต้น แต่ผู้รับสารก็มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาเป็นลำดับต่อมา ผ่านการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวสารที่รับรู้ได้โดยทันที ดังนั้น Web 2.0 จึงเป็นการสื่อสารสองทาง และเป็นการร่วมกันสร้างเนื้อหาระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร นอกเหนือจากการให้ข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันด้วย</p>
<p style="text-align:justify;"><span id="more-83"></span></p>
<p style="text-align:justify;">เว็บไซต์ในยุค 1.0 ได้ปรับตัวเข้าสู่เว็บในยุค 2.0 กันเป็นจำนวนมาก และการก่อเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) เป็นขั้นตอนพัฒนาการของ Web 2.0 ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของสื่อ (บล็อก) เป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสาร และเป็นผู้ส่งสารในคราวเดียวกัน นำไปสู่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น</p>
<p style="text-align:justify;">เว็บไซต์เป็นจำนวนมาก นอกจากจะปรับตัวไปเป็นเว็บ 2.0 แล้ว ยังได้สร้างบล็อกขึ้นมาเป็นส่งหนึ่งของเว็บไซต์ด้วย โดยให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้พื้นที่ในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารโดยอิสระภายใต้ข้อตกลงร่วมกันที่กำหนดเป็นกติกาไว้กว้างๆ ซึ่งเว็บไซต์ของสื่อไทยที่ก้าวล้ำนำหน้ารายอื่นๆที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ และตามมาด้วยเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คือ <a href="http://www.bangkokbiznews.com/">www.bangkokbiznews.com</a> ก็เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่ปรับตัวเข้าสู่ Web 2.0 เต็มรูปแบบ</p>
<p style="text-align:justify;">หากเป็นขาประจำของเว็บไซต์ Bangkokbiznews.com คงสังเกตเห็นว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Bangkokbiznews.com ได้ปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปจากเดิม นอกจากการนำเสนอข่าวตามปกติแล้ว ยังเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆเข้ามาเสริม และสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อให้บล็อกเกอร์ซึ่งประกอบไปด้วยบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวในเครือเสนอบทความและข่าวสารต่างๆ ทั้งยังมีคอลัมนิสต์และผู้นำองค์กรธุรกิจเขียนบล็อกในส่วนของ <a href="http://newsroom.bangkokbiznews.com/more.php?cate=67">CEO BLOG </a>โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการธุรกิจ</p>
<p style="text-align:justify;">เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ การดึงข่าวจากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ในเครือได้แก่ <a href="http://www.bangkokbizweek.com">BIZWEEK</a> และประเด็นสำคัญๆจากบล็อก <a href="http://www.oknation.net/blog">Oknation.net</a> ที่มีเนื้อหาหลากหลายโดยบล็อกเกอร์ที่มีทั้งผู้สื่อข่าวในเครือเนชั่นและบุคคลภายนอก เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ เพิ่มเติมเนื้อหา แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ ผ่านช่องทางแสดงความคิดเห็นต่อท้าย ทุกข่าว ทุกประเด็น ทุกบทความ อันเป็นลักษณะจำเพาะของเว็บ 2.0</p>
<p style="text-align:justify;">การเปลี่ยนแปลงทั้งรูปลักษณ์และเนื้อหาของ Bangkokbiznews.com ครั้งนี้ นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของเว็บไซต์ข่าว เป็นการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารของคนในยุคจิติตอล ที่บริโภคข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น แม้จะเป็นการให้เปล่าแต่ก็เป็นช่องทางในการสร้างรายของสื่อได้ที่นับวันแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะบรรดาเจ้าของสินค้าทั้งหลายให้ความสำคัญกับการโฆษณาออนไลน์ โดยตัวเลขการใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์เพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้น การปรับตัวของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับโฆษณาออนไลน์นั้นด้ว</p>
<p style="text-align:justify;">ความโดดเด่นของ Bangkokbiznews.com ก็คือ เนื้อหาที่มีความหลากหลาย แยกแยะเป็นหมวดหมู่ ประกอบไปด้วย ข่าว บทความ บทวิเคราะห์ และบล็อก ที่ตอบสนองความต้องการในการบริโภคข่าวสารของผู้อ่านทุกระดับทุกความต้องการ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ Bangkokbiznews.com คือสื่อออนไลน์ในเครือเนชั่น ที่มีสื่ออยู่ในเครือครอบคลุมทุกแขนง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์นั้นมีทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ มีนิตยสารทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ มีสิ่งพิมพ์ในเครือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนั้น จึงสามารถดึงเนื้อหาจากสื่อออนไลน์ของสื่อต่างๆในเครือ มานำเสนอผ่าน Bangkokbiznews.com ได้อย่างไม่จำกัด เสริมความแข็งแกร่งให้ Bangkokbiznews.com เป็นศูนย์กลางของสื่อออนไลน์ในเครือไปโดยปริยาย</p>
<p style="text-align:justify;">หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่ก่อตั้งมานาน มีฐานผู้อ่านแข็งแกร่ง ได้รับการเชื่อถือจากผู้บริโภคข่าวสาร การสร้างบล็อกให้ผู้นำองค์กรธุรกิจระดับ CEO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจเข้ามาเป็นบล็อกเกอร์ บอกเล่าความคิด และประสบการณ์เรื่องบริหารจัดการธุรกิจ นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจยิ่ง เพราะการที่สื่อสามารถดึงเอาผู้บริหารเหล่านี้เข้ามามีส่วนในการสร้างเนื้อหา ก็นับว่าสื่อได้รับการยอมรับจากบรรดาบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจเหล่านี้ และเนื้อหาที่บรรดา CEO ทั้งหลายนำเสนอใน CEO BLOG ก็จะเป็นพลังดึงดูความสนใจของผู้ต้องการข่าวสารความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ ให้เข้ามารับรู้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจำนวนผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จะเป็นดัชนีที่นำไปสู่การบริหารจัดการด้านการตลาดของเว็บไซต์ได้อย่างดียิ่ง</p>
<p style="text-align:justify;">การปรับตัวเข้าสู่ Web 2.0 ของ Bangkokbiznews.com จึงเป็นไปเพื่อทั้งตัวผู้บริโภคและตัวสื่อเอง กล่าวคือ</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>ในส่วนของผู้บริโภค</strong> ได้รับเนื้อหาที่หลากหลายให้เลือกตรงตามความต้องการของตนเอง ทั้งยังใช้เป็นเวทีในการเสนอความคิดเห็น ทั้งในแง่การโต้แย้งและเห็นด้วยในประเด็นต่างๆที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในส่วนของข่าวนั้นมีการเพิ่มเติมข่าวใหม่ตามสถานการณ์ตลอดเวลา ทำให้ผู้บริโภครับรู้ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆทั่วโลกได้ทันเวลา</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>ในส่วนของสื่อ</strong> ได้สร้างความแข็งแกร่งของการนำเสนอข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์โดยใช้เครือข่ายการสื่อสารในเครือให้เกิดประโยชน์ร่วมกันมากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคข่าวสารอย่างเต็มที่ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางหรือประตูในการนำผู้บริโภคเข้าไปสู่สื่ออื่นๆในเครือได้อย่างดียิ่ง และเป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของโฆษณาสื่อออนไลน์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต</p>
<p style="text-align:justify;">การปรับตัวเข้าสู่เว็บ 2.0 ของ Bangkokbiznews.com จึงตอบสนองความต้องการทั้งของผู้บริโภคข่าวสารและตัวสื่อเอง นับได้ว่าผู้บริหารสื่อที่เป็นเจ้าของ Bangkokbiznews.com มองเห็นความสำคัญของสื่อออนไลน์ที่จะต้องพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวย่อมจะเกิดแก่ทั้งสองฝ่าย</p>
<p style="text-align:justify;">โปรดสังเกต เว็บ 2.0 อย่าง Yahoo,Google,Hi5,Facebook,Sanook,Pantip และ ฯลฯ ล้วนแต่ให้เปล่าทั้งสิ้น แต่เจ้าของสื่อล้วนแต่ร่ำรวยจากการให้บริการฟรีดังกล่าว เพราะช่องทางในการแสวงหารายได้ของสื่อก็มีมากเช่นกัน จึงเชื่อแน่ว่า การปรับตัวสู่ Web 2.0 ของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ ผู้บริหารเครือเนชั่นซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ มีคำตอบสำหรับอนาคตไว้เรียบร้อยแล้ว</p>
<p style="text-align:justify;">ผลจากการปรับตัวของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นต้นแบบให้สื่อออนไลน์ของสื่อรายอื่นๆได้ขยับเคลื่อนไหวตาม ประโยชน์ก็จะได้แก่ผู้บริโภคสื่อเบื้องต้น และตกแก่สื่อในลำดับถัดมา ในที่สุดทั้งผู้บริโภคและสื่อก็จะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่่าย.</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=83&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/11/bangkokbiznews/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/bkkbiznews2.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>เมื่อสื่อถูกใช้ปั้นน้ำเป็นตัว อะไรจะขึ้นกับคนและสังคม</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/07/media-and-violent/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/07/media-and-violent/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 May 2008 22:55:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อกับความรุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อวิทยุ]]></category>
		<category><![CDATA[Media and Violent]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อเช้าวันนี้ (7 พฤษภาคม 2551) ผมฟังวิทยุคลื่น 96.5 อสมท. รายการ &#8220;เช้าทันโลก&#8221; ขณะขับรถบนท้องถนนอันแออัดด้วยรถยนต์ของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาหกโมงครึ่งถึงเจ็ดโมง และกลับมาฟังซ้ำที่เว็บไซต์ MCOT  ในตอนเย็น ผู้ดำเนินรายการคือ คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ได้พูดคุยกับ    ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง Big Story ประเด็นที่พูดคุยกันก็คือ &#8220;สื่อมวลชนกับความรุนแรง&#8221; ฟังแล้วได้เห็นอิทธิพลของสื่อที่มีต่อความคิดและพฤติกรรมของคนชัดเจนขึ้น
ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นนักวิชาการที่เผยแพร่แนวคิดอหิงสา หรือการต่อสู้ด้วยสันติวิธี (Non-Violent) ต่อต้านการใช้ความรุนแรง ซึ่งบทบาทของอาจารย์ชัยวัฒน์ที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องความคิดอหิงสาอีกคนหนึ่งของสังคมไทย
ประเด็นที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้พุดคุยกับคุณกรรณิการ์ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันสำคัญของสื่อ ในการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนให้เกิดการใช้ความรุนแรงได้ โดยได้ยกตัวอย่างสื่อในประเทศระวันดา ในปี 1994โดยเฉพาะวิทยุที่ได้เผยแพร่ข่าวสารคำพูดปลุกเร้าให้เกิดการเกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ได้บอกเล่าถึงการตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในประเทศระวันดา ปี 2003 เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว ศาลได้ตัดสินให้ผู้ประกาศข่าววิทยุ 2 คนกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ 1 คน ข้อหามีความผิดฐานยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

เผ่าตุ๊ดซี่กลุ่มน้อยมีอำนาจปกครอง กับอูตูซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่แต่ไม่มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งในระยะเวลาไม่นานชนเผ่าอูตูลุกขึ้นมาฆ่าฟันชาวตุ๊ดซี่ตายไปเป็นจำนวนมาก มีการสัมภาษณ์คนลงมือฆ่าฟันคนอื่นว่าวิทยุมีส่วนทำให้ลุกขึ้นมาทำการดังกล่าวหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือ จำนวน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=79&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center"><strong></strong><strong></strong></p>
<p><img class="alignright size-medium wp-image-82" style="float:right;border:0;margin:20px 10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/thudecember2003-11-28-35-big4.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" />เมื่อเช้าวันนี้ (7 พฤษภาคม 2551) ผมฟังวิทยุคลื่น 96.5 อสมท. รายการ &#8220;เช้าทันโลก&#8221; ขณะขับรถบนท้องถนนอันแออัดด้วยรถยนต์ของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาหกโมงครึ่งถึงเจ็ดโมง และกลับมาฟังซ้ำที่เว็บไซต์ <a href="http://radio.mcot.net/fm965/">MCOT</a>  ในตอนเย็น ผู้ดำเนินรายการคือ คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ได้พูดคุยกับ    ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง Big Story ประเด็นที่พูดคุยกันก็คือ &#8220;สื่อมวลชนกับความรุนแรง&#8221; ฟังแล้วได้เห็นอิทธิพลของสื่อที่มีต่อความคิดและพฤติกรรมของคนชัดเจนขึ้น</p>
<p>ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นนักวิชาการที่เผยแพร่แนวคิดอหิงสา หรือการต่อสู้ด้วยสันติวิธี (Non-Violent) ต่อต้านการใช้ความรุนแรง ซึ่งบทบาทของอาจารย์ชัยวัฒน์ที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องความคิดอหิงสาอีกคนหนึ่งของสังคมไทย</p>
<p>ประเด็นที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้พุดคุยกับคุณกรรณิการ์ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันสำคัญของสื่อ ในการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนให้เกิดการใช้ความรุนแรงได้ โดยได้ยกตัวอย่างสื่อในประเทศระวันดา ในปี 1994โดยเฉพาะวิทยุที่ได้เผยแพร่ข่าวสารคำพูดปลุกเร้าให้เกิดการเกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ได้บอกเล่าถึงการตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในประเทศระวันดา ปี 2003 เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว ศาลได้ตัดสินให้ผู้ประกาศข่าววิทยุ 2 คนกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ 1 คน ข้อหามีความผิดฐานยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์</p>
<p><span id="more-79"></span></p>
<p>เผ่าตุ๊ดซี่กลุ่มน้อยมีอำนาจปกครอง กับอูตูซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่แต่ไม่มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งในระยะเวลาไม่นานชนเผ่าอูตูลุกขึ้นมาฆ่าฟันชาวตุ๊ดซี่ตายไปเป็นจำนวนมาก มีการสัมภาษณ์คนลงมือฆ่าฟันคนอื่นว่าวิทยุมีส่วนทำให้ลุกขึ้นมาทำการดังกล่าวหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือ จำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่า ได้รับอิทธิพลจากวิทยุ และ 42 เปอร์เซ็นต์บอกว่าทำเพื่อชาติ</p>
<p>อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ยกตัวอย่างคำพูดของผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุ ที่พูดปลุกเร้าให้คนอูตูเกลียดชังคนตุ๊ดซี่ โดยตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรู หรือเป็น &#8220;แมลงสาบ&#8221; จึงต้องถูกจำกัด การตอกย้ำซ้ำๆทำให้ผู้ฟังคล้อยตาม ลุกขึ้นมากระทำการฆ่าฟันคนอื่นอย่างโหดเหี้ยม โดยถือว่าเป็นการฆ่าฟันศัตรู ทำเพื่อประเทศชาติ จนสถานีวิทยุดังกล่าวได้รับการเรียกขานว่าเป็นสถานีวิทยุแห่งความตาย</p>
<p>เหตุการณ์ในประเทศระวันดาที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้บอกเล่ามานั้น ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า การใช้สื่อในลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นกับสังคมอื่นๆหรือไม่ คำตอบก็คือ มีอยู่เสมอมา มากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกัน แม้แต่ในประเทศไทยก็มีการใช้สื่อในลักษณะที่ว่านี้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2519 ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งความจริงดังกล่าวเราไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะหลักฐานปรากฏชัดเจน เว้นเสียแต่เราจะไม่ยอมรับในความจริงดังกล่าว</p>
<p>แล้วปัจจุบันนี้ มีโอกาสหรือไม่ที่จะมีการใช้สื่อในลักษณะดังกล่าวในสังคมไทย นั่นคือ การสร้างความรู้สึกเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่ชน จนมองกันเป็นศัตรูที่จะต้องกำจัดไปให้พ้น โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของชาติ ซึ่งทำให้คนสามารถที่จะลุกขึ้นมากระทำต่ออีกฝ่ายหนึ่งได้โดยรู้สึกว่ามีความชอบธรรม ดังที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย และที่เกิดขึ้นในระวันดา รวมถึงที่อื่นๆอีกซึ่งทำให้มีผู้สูญเสียนับไม่ถ้วน</p>
<p>การกระทำของสื่อหรือการใช้สื่อในลักษณะเช่นนี้ ไม่ต่างจากการสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาหลอกลวงผู้คน โดยอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่เรื่องเท็จนั้นในรูปของข่าวสาร การกระทำดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะการปั้นน้ำเป็นตัว เสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวเพื่อเป้าหมายที่ถูกจัดวางไว้แล้ว ลักษณะเช่นนี้ปัจจุบันมีอยู่ในสังคมไทยหรือไม่ หรือมีแนวโน้มที่จะใช้สื่อเป็นไปในลักษณะนั้นหรือไม่ จำเป็นที่เราคือคนไทยทั้งหลายจะต้องใช้สติปัญญาพิจารณาให้ดี ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อสื่อ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่ใช้สื่อ ไม่ว่าจะจากฝ่ายที่มีอำนาจทางการเมือง หรือฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง</p>
<p>โดยลำพังตัวของสื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทใด ตามทฤษฎีของการสื่อสารนั้น สื่อมีหน้าที่พื้นฐานอยู่ 4 อย่าง นั่นคือ การให้ข้อมูลข่าวสาร การให้ความรู้ การให้ความบันเทิง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งโดยหลักการของการทำหน้าที่ดังกล่าว ก็ล้วนแต่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับทั้งสิ้น</p>
<p>แต่ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ ข่าวสาร หรือข้อมูล หรือความรู้ หรือถ้อยคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อนั้น สร้างความโน้มเอียงไปทางหนึ่งทางใดหรือไม่ ผู้ส่งสารหรือผู้ใช้สื่อมีจุดประสงค์จำเพาะเจาะจงที่จะทำผู้ฟังให้เกิดการคล้อยตามจนลุกขึ้นมาทำพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดตามความต้องการของตนหรือไม่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในระวันดา โดยการส่งสารซ้ำๆอยู่ตลอดเวลา ตอกย้ำให้ผู้ฟังรับรู้อยู่ทุกวัน ให้มองผู้อื่นเป็นศัตรู หรือเป็น แมลงสาบที่จะต้องกำจัดให้สิ้นซาก แม้ผู้นั้นจะเป็นเพื่อนบ้านที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก จนนำไปสู่การฆ่าฟันอย่างน่าสยดสยองที่ช็อกคนทั่วโลก</p>
<p>หากยอมรับความจริงก็จะเห็นว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการใช้สื่อในลักษณะดังกล่าวอยู่ด้วย แม้จะยังไม่ถึงขนาดปลุกเร้าให้มองอีกฝ่ายเป็นศัตรู เป็นแมลงสาบ เป็นปิศาจที่ต้องกำจัดออกไปให้พ้นจากโลกก็ตาม แต่ก็น่าเป็นห่วงว่า เมื่อความขัดแย้งไม่สามารถแก้ไขได้ สื่อจะถูกใช้ไปในทางที่โน้มน้าวให้ผู้ฟังเกลียดชังอีกฝ่ายมากขึ้นก็เป็นได้</p>
<p>ที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ ปัจจุบันสื่อได้รับการพัฒนาให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และปราศจากการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสื่อทางเลือกคือ วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี แม้กระทั่งแผ่น ซีดี วีซีดี ดีวีดี ก็เป็นสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างได้ผล สื่อต่างๆเหล่านี้กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ ผู้ใช้สื่อซึ่งก็คือเจ้าของหรือผู้มีอำนาจในการกำหนดเนื้อหาต่างมีอิสระในการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะยืนอยู่กับฝ่ายที่ตนเห็นด้วย ดังนั้น จึงง่ายต่อการใช้ไปในการปลุกเร้าเพื่อสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น จนนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงในสังคม</p>
<p>ประเด็น &#8220;การปั้นน้ำเป็นตัว&#8221; ของสื่อที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อ 30 กว่าปีก่อนจนนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคมอันโหดร้ายนั้น แม้สื่อจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่สื่อก็ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปลุกเร้าให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงนั้น สร้างความรู้สึกให้ผู้กระทำคิดว่าตนทำในสิ่งที่ถูกต้องทำนองเดียวกับชาวอูตูลุกขึ้นมาฆ่าฟันชาวตุ๊ดซี่ในเหตุการณ์ที่ระวันดา ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนไทย โปรดได้ใช้สื่อและรับสื่ออย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิต ทรัพย์สินของผู้คนและสังคมไทย.</p>
<p style="text-align:center;">&#8230;</p>
<p style="text-align:center;">(ภาพประกอบ : เหตุการความรุนแรงเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 จาก www.2519.net)</p>
<h2 class="r"><a class="l" href="http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=6&amp;s_id=3&amp;d_id=3"></a></h2>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=79&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/07/media-and-violent/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/thudecember2003-11-28-35-big4.jpg?w=300" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>สื่อสารผ่านบล็อก : ถึงทีผู้บริโภคสื่อโต้กลับบ้าง</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/15/citizen-reporter/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/15/citizen-reporter/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Apr 2008 00:44:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[
 
เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเรียนปริญญาโทที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้สื่อสร้างกระแสให้แก่ตนเองได้อย่างดียิ่ง  ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็เป็นที่จับจ้องของสื่ออยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้สร้างมิติใหม่ของการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์  ในลักษณะที่เรียกว่าการตลาดอย่างเต็มที่  นั่นคือ สร้างกิจกรรมให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อตลอดเวลา ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อประจำสัปดาห์  จัดรายการ “นายกทักษิณคุยกับประชาชน” ทุกเช้าวันเสาร์ และที่เป็นไม้เด็ดก็คือ การสัญจรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านแบบติดดิน  อาทิ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในโอ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจท้องที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า  ให้เห็นทั้งภาพ เสียง บรรยากาศชนิดที่เรียกว่าเหมือนกับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินใหญ่ยังไงยังงั้น  
     การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว  คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร  ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ  ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร  คือนายกรัฐมนตรี  นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว
     ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา
     ในฐานะนักศึกษาสื่อสารมวลชน และส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=54&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเรียนปริญญาโทที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้สื่อสร้างกระแสให้แก่ตนเองได้อย่างดียิ่ง<span>  </span>ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็เป็นที่จับจ้องของสื่ออยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้สร้างมิติใหม่ของการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์<span>  </span>ในลักษณะที่เรียกว่าการตลาดอย่างเต็มที่<span>  </span>นั่นคือ สร้างกิจกรรมให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อตลอดเวลา ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อประจำสัปดาห์<span>  </span>จัดรายการ<strong> </strong></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong>“<span>นายกทักษิณคุยกับประชาชน</span>”</strong><span> ทุกเช้าวันเสาร์ และที่เป็นไม้เด็ดก็คือ การสัญจรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านแบบติดดิน<span>  </span>อาทิ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในโอ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจท้องที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า<span>  </span>ให้เห็นทั้งภาพ เสียง บรรยากาศชนิดที่เรียกว่าเหมือนกับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินใหญ่ยังไงยังงั้น<span>  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว<span>  </span>คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร<span>  </span>ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ<span>  </span>ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร<span>  </span>คือนายกรัฐมนตรี<span>  </span>นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในฐานะนักศึกษาสื่อสารมวลชน และส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เรียนปริญญาตรีมาทางนิเทศศาสตร์ด้วย<span>  </span>จึงทำให้พวกเราเหล่านักนิเทศศาสตร์ที่กำลังหาทางทำคะแนนเพื่อให้สอบผ่าน มีความอึดอัดคับข้องในไปด้วย ต้องนั่งถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องภาวะจำยอมของผู้รับสาร และหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดีกับภาวะจำยอมนี้ (แน่นอนว่า ส่วนมากแล้วรู้สึกว่าตัวเอง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>จำยอม</span>” <span>ในการรับสารดังกล่าว</span>) <span>นั่นคือ มีช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังผู้ส่งสารบ้าง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span id="more-54"></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">    เพื่อนหลายๆคนที่งานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ที่นิยมทำเว็บไซต์ขององค์กรควบคู่ไปด้วย ได้เสนอทางออกในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปสู่ผู้ส่งสาร ซึ่งในห้องเรียนของพวกเรานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นายกรัฐมนตรีที่ครอบครองพื้นที่สื่ออยู่เท่านั้น หากแต่รวมถึงตัวสื่อเองซึ่งเป็นผู้เสนอข่าวสาร เป็นตัวกลาง เป็นผู้พิจารณาว่าจะนำเสนอข่าวสารอะไรออกไป หรือเรียกตามภาษาวิชาการว่า <strong>ผู้รักษาประตู</strong> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span> </span>(Gate Keeper)<span> การโต้ตอบผ่านกระดานสนทนา (</span>Web Board<span>) ที่มีอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการแสดงความคิดเห็น (</span>Comment<span>) ต่อท้ายข่าว ซึ่งเว็บไซต์ของสื่อส่วนมากจะมีสองส่วนนี้ไว้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ตัวอย่างที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในประเด็นนี้กันมากก็คือ เว็บไซต์ของ<a href="http://www.manager.co.th">หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ </a>กับ ห้องสนทนาของเว็บไซต์<a href="http://www.pantip.com">พันทิปด็อทคอม </a>ว่าเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นของผู้รับสารที่ได้รับความนิยมมากที่สุด<span>  </span>มีความหลากหลายและเป็นชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ (ในขณะนั้น)<span>  </span>ซึ่งนับว่าเป็นช่อทางที่ผู้รับข่าวสารสามารถใช้เป็นช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปถึงผู้ส่งสารได้อย่างเต็มที่<span>  </span>ซึ่งในขณะนั้น พวกเราก็คาดการณ์กันว่า ช่องทางนี้จะต้องขายตัวออกไปอย่างกว้างขวางและพัฒนารูปแบบไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ไม่มีใครแน่ใจว่า จะพัฒนารูปแบบไปอย่างไร<span>  </span>ต่างก็พูดกันแต่เพียงว่า </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>คอยดูก็แล้วกัน</span>”<span> (</span>Wait &amp; See) <span>มันจะต้องมีหนทางแน่ๆ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ช่วงเวลานั้น บล็อก (</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blog)<span> ยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของไทย<span>  </span>การเขียนบล็อกยังอยู่ในวงแคบๆ พวกเราเหล่านักศึกษานิเทศศาสตร์ก็ไม่มีใครรู้จักและสนใจเรื่องนี้ยังจริงจัง สิ่งที่เรารู้ก็คือ เว็บบอร์ด<span>  </span>และเว็บบอร์ดที่เรารู้จักดีก็คือ พันทิป ผู้จัดการ<span>  </span>และอีกไม่กี่แห่ง<span>  </span>ซึ่งเว็บบอร์ดดังกล่าวก็มีข้อจำกัดอยู่มาก นั่นคือ ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของเว็บไซต์<span>  </span>หากแสดงความคิดเห็นโดยใช้คำที่ </span>“<span>ไม่เหมาะสม</span>”<span><span>  </span>โอกาสที่จะถูกลบออกไปจากระบบก็มีมากขึ้น ซึ่งคำว่า </span>“<span>ไม่เหมาะสม</span>”<span>นั้นกินความหมายกว้างขวางแบบครอบจักรวาล<span>  </span>แม้การแสดงความคิดเห็นในทางที่ไม่เห็นด้วยกับเว็บมาสเตอร์ ก็อยู่ในข่าย </span>“<span>ไม่เหมาะสม</span>”<span> ด้วยเช่นกัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แต่ในที่สุดสิ่งที่พวกเราในห้องเรียน </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>คอยดูก็แล้วกัน</span>”<span> นั้นก็ปรากฏตัวขึ้น และขยายตัวอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่งนั่นคือ</span> Weblog<span>  </span><span>หรือเรียกสั้นๆว่า </span>Blog <span>อันเป็นเวทียอดนิยมในการแสดงออกบนโลกออนไลน์นั่นเอง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blog<span> เป็นเวทีที่ผู้รับสื่อ หรือผู้บริโภคสามารถแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับสื่อต่อเนื้อหาของสารได้อย่างอิสระ เพราะ </span>Blog<span> คือพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของ หรือ </span>Blogger<span> ที่สามารถจัดการเนื้อหา (</span>Content<span>) ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าบล็อกนั้นจะเป็นบล็อกที่ให้บริการฟรีโดยเว็บไซต์ต่างๆ หรือเป็นบล็อกที่บล็อกเกอร์จัดทำขึ้นมาเอง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blogger<span> ซึ่งแต่ก่อนเป็นเพียงผู้รับสารทางเดียว<span>  </span>แต่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าของสารและผู้ส่งสารไปพร้อมๆกัน<span>  </span>พวกเขาสามารถใช้ </span>Blog<span> เป็นช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังเจ้าของสารและสื่อที่เป็นผู้ส่งสารได้อย่างฉับพลันและมีอิสระ <span> </span>บล็อกจึงกลายเป็นเครื่องมือในการเสนอข้อมูล ข่าวสารที่อาจจะเป็นการตอบโต้ หรือเสริมข้อมูลที่นำเสนอโดยสื่อ<span>  </span>ในบางสถานการณ์บล็อกได้กลายเป็นสื่อที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าสื่อกระแสหลัก<span>  </span>เช่น เหตุการณ์ประท้วงในพม่าที่บล็อกเกอร์ทั้งชาวพม่าเองและชาวต่างชาติที่อยู่ในพม่า ได้เสนอข้อมูลข่าวสารผ่านบล็อกของตน<span>  </span>หรือในบางบล็อกก็เสนอข้อมูลเพื่อตอบโต้สื่อกระปสหลักที่เสนอข้อมูลข่าวสารแบบลำเอียง เช่น เหตุการณ์ประท้วงในทิเบตที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสื่อกระแสหลักของตะวันตก เช่น </span><a href="http://www.bbc.co.uk">BBC</a>,<a href="http://www.cnn.com">CNN</a> <span>ได้เสนอข้อมูลที่เข้าข้างชาวทิเบตและโจมตีจีน<span>  </span>มีบล็อกเกอร์ได้นำเสนอข้อมูลที่แตกต่างผ่านบล็อกของตน เป็นการตอบโต้สื่อตะวันตก (<a href="http://www.oknation.net/blog/Granddragon">ดูบล็อกตัวอย่างที่นี่</a>)</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">บล็อกที่มีมีความโดดเด่นในเรื่องนี้ เท่าที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ <a href="http://www.oknation.net">บล็อกโอเคเนชั่น</a> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">(OKnation.net)<span> ที่มีแนวความคิดในการทำบล็อกโดยถือว่า บล็อกเกอร์แต่ละคนเป็น </span>“<span>นักข่าวอาสา</span>”<span> หรือ </span><a href="http://www.oknation.net/blog/black/2007/03/30/entry-1">“<span>นักข่าวพลเมือง</span>”</a><span><span>  </span></span>(Citizen Reporter)<span><span>  </span>ภายใต้ความเชื่อที่ว่า </span>“<span>ทุกคนเป็นนักข่าวได้</span>”<span> จึงทำให้บล็อกโอเคเนชั่น มีเนื้อหาหลากหลายในเชิงข่าว โดยบล็อกเกอร์จากทั่วประเทศ เสนอข้อมูล ข่าวสารผ่านบล็อกของตน และเป็นเวทีในการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้สื่อกระแสหลักของผู้บริโภคด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เมื่อบล็อกเกิดขึ้นมา จึงถึงคราวของผู้บริโภคที่จะได้ตอบโต้คืนบ้าง หลังจากที่ต้องทนรับสารแต่ฝ่ายเดียวมาตลอด<span>  </span>ข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมากได้รับการถ่ายเทจากบล็อกสู่บล็อก<span>  </span>ไหลบ่าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา<span>  </span>จำนวนคนที่ใช่บล็อกในการสื่อสารหรือบล็อกเกอร์ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว<span>  </span>และการสื่อสารผ่านบล็อกนั้นเป็นการสื่อสารสองทาง ที่ผู้ส่งสารและผู้รับสารสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลตอบโต้กันได้อย่างฉับพลันทันที จึงทำให้บล็อกกลายเป็น </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>สื่อ</span>”<span> ที่ทรงพลังอีกอย่างหนึ่ง<span>  </span>แม้จะยังเป็น </span>“<span>พลังเงียบ</span>”<span> อยู่ก็ตามที</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">     <span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในกาลต่อไปข้างหน้า ผู้ใดยึดพื้นที่ในบล็อกได้ ผู้นั้นย่อมเป็นต่อเช่นเดียวกับการยึดครองพื้นที่สื่อกระแสหลักในปัจจุบัน ต่างกันแต่ว่า การยึดพื้นที่ในบล็อกได้นั้นอาจยากสักหน่อย เพราะบล็อกเกอร์คือผู้รับสื่อที่เป็นปัจเจกบุคคล มีความคิดอิสระ<span>  </span>ยากที่จะครอบงำได้ง่ายๆ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">      </span><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ดีไม่ดี อาจถูกบล็อกเกอร์ที่เป็นผู้บริโภคข่าวสารรู้ทันรุมโห่ผ่านบล็อกเอาก็เป็นได้</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">.</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=54&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/15/citizen-reporter/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“ผลประโยชน์ทับซ้อน” กับการทำหน้าที่ของสื่อ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/06/media-conflict-interest/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/06/media-conflict-interest/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Apr 2008 00:38:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประโยชน์ทับซ้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[

เรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (Conflict Interest) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน  การเกิดขึ้นของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่ามากหรือน้อยก็สามารถก่อความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้  

            สารานุกรมวิกิพีเดีย (http://th.wikipedia.org) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า  “ผลประโยชน์ทับซ้อน คือภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพ ในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นในการกระทำที่เป็นกลางลดลง” ซึ่งเป็นการอธิบายความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ครอบคลุมทีเดียว
            จำเลยที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือนักการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ก้าวหน้า  นโยบายที่กำหนดไว้นั้นจะถูกนำไปปฏิบัติผ่านหน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง ไปสู่กรมกองต่างๆ และลงไปถึงระดับล่างสุดคือการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับจังหวัด (อบจ.) จนถึงระดับตำบล (อบต.)  ซึ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติย่อมมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้ามารับงานผ่านการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบของราชการ ถูกต้องตามข้อกำหนด ทำให้นักการเมืองได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเครือข่ายธุรกิจของตนหรือของเครือญาติ 
            ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีความเลวร้ายไม่ต่างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น (Corruption) หากจะว่าไปแล้วก็คือคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง  แต่ลดความอุกอาจลงจนยากที่จะเอาผิดได้  หรือไม่มีทางที่จะเอาผิดได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือจรรยาบรรณ อันเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ความชอบธรรม มาสร้างผลประโยชน์แก่ตนเอง  ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=48&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"><strong></strong></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><a href="http://mediatalkblog.wordpress.com/wp-admin/None"><img class="alignright size-medium wp-image-53" style="float:right;border:0;margin:10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/ict64.jpg?w=236&#038;h=235" alt="" width="236" height="235" /></a>เรื่อง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>ผลประโยชน์ทับซ้อน</span>”<span> (</span>Conflict Interest<span>) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน<span>  </span>การเกิดขึ้นของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่ามากหรือน้อยก็สามารถก่อความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้<span>  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><span>สารานุกรมวิกิพีเดีย (</span><a href="http://th.wikipedia.org/">http://th.wikipedia.org</a>) <span>ได้อธิบายความหมายไว้ว่า <span> </span></span><strong>“<span>ผลประโยชน์ทับซ้อน คือภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพ ในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นในการกระทำที่เป็นกลางลดลง</span>”</strong><span> ซึ่งเป็นการอธิบายความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ครอบคลุมทีเดียว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>จำเลยที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือนักการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ก้าวหน้า<span>  </span>นโยบายที่กำหนดไว้นั้นจะถูกนำไปปฏิบัติผ่านหน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง ไปสู่กรมกองต่างๆ และลงไปถึงระดับล่างสุดคือการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับจังหวัด (อบจ.) จนถึงระดับตำบล (อบต.) <span> </span>ซึ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติย่อมมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้ามารับงานผ่านการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบของราชการ ถูกต้องตามข้อกำหนด ทำให้นักการเมืองได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเครือข่ายธุรกิจของตนหรือของเครือญาติ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีความเลวร้ายไม่ต่างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น (</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Corruption)<span> หากจะว่าไปแล้วก็คือคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง<span>  </span>แต่ลดความอุกอาจลงจนยากที่จะเอาผิดได้<span>  </span>หรือไม่มีทางที่จะเอาผิดได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือจรรยาบรรณ อันเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ความชอบธรรม มาสร้างผลประโยชน์แก่ตนเอง<span>  </span>ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้<span>  </span>เพราะข้อบัญญัติของกฎหมาย หรือกฎระเบียบไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ชัดเจนนั่นเอง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><span>นักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน<span>  </span>จึงกลายเป็นว่า เมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้เมื่อใด นักการเมืองจะต้องกลายเป็นผู้ร้ายตัวสำคัญไปแทบทุกครั้ง ทั้งๆที่หากจะพูดอย่างไม่ลำเอียงแล้ว ทุกคน หรือทุกองค์กร ทุกอาชีพ ล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ทั้งสิ้น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>เมื่อเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นกับใครย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน<span>  </span>เพราะมันจะทำให้คนๆนั้นมีความโน้มเอียงที่จะยึดเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง นำไปสู่การละเมิดกฎหรือเพิกเฉยต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมทั้งของตนเองและของผู้อื่น <span> </span>ก่อความเสียหายแก่ส่วนรวมได้ ยิ่งถ้าคนๆนั้นมีหน้าที่อำสำคัญ ความเสียหายก็จะยิ่งเกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><strong>แล้วที่ร่ายมายืดยาวนี้มันเกี่ยวอะไรกับสื่อ หลายคนอาจสงสัย<span>  </span></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong></strong></span><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span id="more-48"></span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>คำตอบก็คือ เกี่ยวเป็นอย่างมาก เพราะการทำหน้าที่ของสื่อนั้น<span>  </span>เป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนภาพความจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา<span>  </span>สื่อเป็นเสมือนพยานในศาลที่จะต้องให้การโดยยึดถือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น<span>  </span>เพื่อให้ศาลใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินคดีความได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม หากสื่อเกิดมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่ต่างจากกระจกร้าวหรือแตก<span>  </span>ภาพที่สะท้อนออกมาย่อมบิดเบี้ยว ไม่ต่างจากพยานให้การด้วยถ้อยความอันเป็นเท็จ ย่อมทำให้ศาลตัดสินคดีความผิดไปจากความเป็นจริงได้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><strong>คำถามต่อมาก็คือ แล้วสื่อจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้อย่างไร</strong></span><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>คำตอบก็คือ ผลประโยชน์ทับซ้อนของสื่อนั้น เกิดขึ้นได้มากมาย<span>  </span>เพราะฐานะหนึ่งของสื่อก็คือ องค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร ทั้งสื่อกระแสหลักอย่าง วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์<span>  </span>และสื่อกระแสรองหรือสื่อสมัยใหม่อย่างเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวสาร ต่างๆที่เกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน<span>  </span>ที่ได้ผลประโยชน์จากองค์กรและหน่วยงานต่างๆจากการโฆษณาในสื่อเหล่านั้น โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจคือบริษัทห้างร้าน ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ จนไปถึงบรรษัทข้ามชาติที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลก<span>  </span>ซึ่งองค์กรธุรกิจเหล่านั้นต่างก็แสวงหาผลกำไรด้วยกันทั้งสิ้น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>การประกอบกิจกรรมใดๆก็ตาม ล้วนมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายหรือผลกระทบในทางที่ไม่ดีขึ้นได้ ดังปรากฏให้เห็นเสมอๆ ในขอบเขตทั่วโลก<span>  </span>เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สื่อย่อมทำหน้าที่ตีแผ่ความเสียหายนั้นสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดการรับรู้และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา<span>  </span>อันเป็นบทบาทสำคัญของสื่อ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>ผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมจะเกิดขึ้นได้ หากองค์กรธุรกิจที่เป็นผู้สร้างปัญหานั้น เป็นผู้สนับสนุนสื่อในโดยการลงโฆษณากิจการของตน<span>  </span>เมื่อสื่อทำหน้าที่ตีแผ่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นซึ่งย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรธุรกิจนั้นๆอย่างแน่นอน<span>  </span>องค์กรธุรกิจดังกล่าวอาจใช้ผลประโยชน์จากการลงโฆษณาบีบบังคับสื่อไม่ให้ตีแผ่ความผิดของตนที่เกิดขึ้น หรืออาจลดความเข้มข้นลง หรืออาจจะหนักหนาสาหัสถึงขนาดทำหน้าที่แก้ต่างให้ ด้วยการเสนอข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว คือด้านดีขององค์กรธุรกิจนั้น หรือเพิกเฉยไม่กล่าวถึงความเสียหายที่องค์กรธุรกิจสร้างขึ้น เพื่อประโยชน์จากการโฆษณาของตนจะยังอยู่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยต่อไป</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>นี่ย่อมเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน<span>  </span>หากสื่อเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์จากการโฆษณาเอาไว้ ด้วยการเพิกเฉยหรือลดการนำเสนอ หรือ ทำหน้าที่แก้ต่างให้องค์กรธุรกิจ ก็ไม่ต่างจากการที่นักการเมืองกำหนดนโยบายเพื่อให้เครือข่ายธุรกิจของตัวเองได้ผลประโยชน์จากนโยบายนั้น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>กรณีเช่นนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ<span>  </span>สื่อเองก็คงรู้ซึ้งถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนดังกล่าวดี<span>  </span>โดยเฉพาะกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหรือองค์กรธุรกิจกึ่งราชการที่นักการเมืองมีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารอย่างเต็มที่นั้น ล้วนแต่เป็นผู้สนับสนุนหรือผู้ลงโฆษณารายใหญ่ๆของสื่อแทบทั้งสิ้น หากแม้นสื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนักการเมืองที่กุมอำนาจในการบริหารจัดการองค์กรนั้น แม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแต่ส่งผลในทางที่เสียหายแก่นักการเมืองดังกล่าว<span>  </span>ก็อาจนำไปสู่การถอนโฆษณาอันจะทำให้สื่อสูญเสียประโยชน์ไป<span>  </span>หากสื่อเลือกรักษาผลประโยชน์ตัวเองโดยยอมเพิกเฉยไม่ทำหน้าที่ ผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมเกิดขึ้นทันที</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><span>แล้วสื่อจะทำอย่างไรในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จะเลือกทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หรือจะเลือกรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจด้วยการลดการทำหน้าที่ของตนลงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ และต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>นี่เป็นโจทย์ที่ยุ่งยากและซับซ้อนของสื่อในยุคปัจจุบัน เพราะสื่อเองก็อยู่ในฐานะองค์กรธุรกิจที่ต้องแสวงหากำไรด้วย<span>  </span>ขณะที่หน้าที่ของสื่อคือการเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา<span>  </span>เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับหน้าที่<span>  </span>สื่อจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>การจัดการกับปัญหานี้ของสื่อ ย่อมสะท้อนผ่านข้อมูลข่าวสารที่สื่อนำเสนอ ซึ่งสาธารณชนคือผู้รับข่าวสารจะต้องพิจารณาให้ดีว่า<span>  </span>ข้อมูลข่าวสารที่ได้จากสื่อนั้นเกิดจากการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หรือเกิดจากผลประโยชน์ทับซ้อนของสื่อ ซึ่งคงไม่ยากจนเกินไป.</span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=48&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/06/media-conflict-interest/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/ict64.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-and-communications/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-and-communications/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Feb 2008 15:00:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนต์และทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[มิเชล ฟูโกต์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Communication]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=6</guid>
		<description><![CDATA[  
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)                                                   นักคิดทฤษฎีผู้มีชื่อเสียงชาวเมืองไวน์ฝรั่งเศส   กล่าวว่า  สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจอันได้ผลชะงัด  ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นก็เป็นเจ้าของอำนาจ  หากพูดถึงอำนาจแล้ว ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืออำนาจทางการเมือง ดังนั้น จึงปรากฏอยู่เสมอว่า ใครๆที่เป็นนักการเมืองจึงชอบสื่อ


โลกของสื่อกับโลกของนักการเมือง จึงต้องผู้ติดอยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก  ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือต่างประเทศ  ไม่ว่าในประเทศร่ำรวยหรือยากจน  ในหลายประเทศเจ้าของสื่อเข้าไปเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองหาทางเข้าครอบครองสื่อ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง หรือไม่ก็ใช้อำนาจควบคุมสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  เพื่อไม่ให้สื่อบ่อนเซาะอำนาจของตน

นักการเมืองทั้งหลายชอบสื่อ  เพราะสื่อเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้สามารถแสดงตนต่อสาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว  เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน  จนอาจกล่าวได้ว่า  โทรทัศน์คือผู้มีอิทธิพลตัวจริงต่อผู้คน  เป็นผู้กำหนดเวลาทำกิจกรรมต่างๆในชีวิต  ทั้งเวลาตื่น เวลานอน เวลาออกจากบ้าน เวลากลับบ้าน  เรื่องราวทั้งหลายที่เสนอผ่านจอโทรทัศน์ล้วนส่งผลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ตัวอย่างง่ายๆก็คือแม้แต่นักแสดงเป็นตัวร้ายในละครน้ำเน่ายังถูกมองด้วยความเกลียดชังจากคนดูผู้สงสารนางเอก เมื่อนักแสดงคนนั้นไปเดินซื้อของในตลาด 

จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดเมื่อมีกิจกรรมทางการเมือง อย่างเช่น การประชุมสภาก็ดี หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ดี  เมื่อมีการถ่ายทอดผ่านสื่อ บรรดานักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลต่างก็พยายามเสนอหน้าผ่านอภปรายเพื่อให้ได้ปรากฎในสื่อ ส่งสารไปถึงประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนว่ากำลังทำหน้าที่ผู้แทนอย่างขันแข็ง            
แต่ถ้าหากในอีกกรณีตรงกันข้าม  นั่นคือ การที่สื่อขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีไม่งามที่ตนมีส่วนหรือจะเกิดความเสียหายแก่ตน  นักการเมืองทั้งหลายมักจะโยนความผิดไปให้สื่อ  ซึ่งหนีไม่พ้นข้อหาบิดเบือน ลงข่าวไม่หมด  หรือสื่อพูดไปเอง เขียนไปเอง เป็นต้น  เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น ใครๆที่เกี่ยวข้องก็ไม่ชอบสื่อ             ดังนั้นจึงปรากฏเสมอมาว่า นักการเมืองผู้ที่อยู่กับอำนาจจึงทั้งรกและทั้งเกลียดสื่อ  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=6&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/namwanbizlogo.jpg" title="ใครๆก็(ไม่)ชภ??สื่ย&gt;&lt;img border="></a></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/namwanbizlogo1.jpg" title="ใครๆก็ไม่ชภ??สื่ย&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="></a></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><u></u></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/fuko01.jpg" title="Michel Foucault"></a><img border="0" vspace="15" align="left" width="205" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/fuko01.jpg?w=205&#038;h=295" hspace="15" alt="Michel Foucault" height="295" /> <span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></p>
<p align="left"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong>มิเชล ฟูโกต์</strong><span> <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Michel_Foucault">(Michel Foucault)</a>                                                   </span>นักคิดทฤษฎีผู้มีชื่อเสียงชาวเมืองไวน์ฝรั่งเศส<span>   </span>กล่าวว่า<span>  </span>สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจอันได้ผลชะงัด<span>  </span>ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นก็เป็นเจ้าของอำนาจ<span>  </span>หากพูดถึงอำนาจแล้ว ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืออำนาจทางการเมือง ดังนั้น จึงปรากฏอยู่เสมอว่า ใครๆที่เป็นนักการเมืองจึงชอบสื่อ</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p></span></font></font></p>
<p style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>โลกของสื่อกับโลกของนักการเมือง จึงต้องผู้ติดอยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก<span>  </span>ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือต่างประเทศ<span>  </span>ไม่ว่าในประเทศร่ำรวยหรือยากจน<span>  </span>ในหลายประเทศเจ้าของสื่อเข้าไปเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองหาทางเข้าครอบครองสื่อ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง หรือไม่ก็ใช้อำนาจควบคุมสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง<span>  </span>เพื่อไม่ให้สื่อบ่อนเซาะอำนาจของตน</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>นักการเมืองทั้งหลายชอบสื่อ<span>  </span>เพราะสื่อเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้สามารถแสดงตนต่อสาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว<span>  </span>เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<span>  </span>โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน<span>  </span>จนอาจกล่าวได้ว่า<span>  </span>โทรทัศน์คือผู้มีอิทธิพลตัวจริงต่อผู้คน<span>  </span>เป็นผู้กำหนดเวลาทำกิจกรรมต่างๆในชีวิต<span>  </span>ทั้งเวลาตื่น เวลานอน เวลาออกจากบ้าน เวลากลับบ้าน<span>  </span>เรื่องราวทั้งหลายที่เสนอผ่านจอโทรทัศน์ล้วนส่งผลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง<span>  </span>ตัวอย่างง่ายๆก็คือแม้แต่นักแสดงเป็นตัวร้ายในละครน้ำเน่ายังถูกมองด้วยความเกลียดชังจากคนดูผู้สงสารนางเอก เมื่อนักแสดงคนนั้นไปเดินซื้อของในตลาด </span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดเมื่อมีกิจกรรมทางการเมือง อย่างเช่น การประชุมสภาก็ดี หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ดี<span>  </span>เมื่อมีการถ่ายทอดผ่านสื่อ บรรดานักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลต่างก็พยายามเสนอหน้าผ่านอภปรายเพื่อให้ได้ปรากฎในสื่อ ส่งสารไปถึงประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนว่ากำลังทำหน้าที่ผู้แทนอย่างขันแข็ง</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>แต่ถ้าหากในอีกกรณีตรงกันข้าม<span>  </span>นั่นคือ การที่สื่อขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีไม่งามที่ตนมีส่วนหรือจะเกิดความเสียหายแก่ตน<span>  </span>นักการเมืองทั้งหลายมักจะโยนความผิดไปให้สื่อ<span>  </span>ซึ่งหนีไม่พ้นข้อหาบิดเบือน ลงข่าวไม่หมด<span>  </span>หรือสื่อพูดไปเอง เขียนไปเอง เป็นต้น<span>  </span>เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น ใครๆที่เกี่ยวข้องก็ไม่ชอบสื่อ<span>  </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>           </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>ดังนั้น</span><span>จึงปรากฏเสมอมาว่า นักการเมืองผู้ที่อยู่กับอำนาจจึงทั้งรกและทั้งเกลียดสื่อ<span>  </span>ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ว่าสื่อจะส่งผลเช่นใดแก่ตน<span>   </span>ในกรณีที่รู้จักใช้สื่อให้เป็นประโยชน์พอเหมาะ<span>  </span>ก็จะทำให้สามารถอยู่ในอำนาจนานได้เช่นกัน</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>สื่อจึงมีคุณสมบัติพิเศษ ที่นักการเมืองและผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะทั้งรักทั้งเกลียด<span>  </span>ซึ่งสื่อแต่ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะของมัน ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติร่วมในฐานะสื่อ<span>  </span>ซึ่งจะกล่าวต่อไป</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">อันที่จริงแล้ว คุณสมบัติที่จะเขียนถึงต่อไปนี้<span>  </span>เป็นเรื่องที่คนทั้งหลายทราบกันดีแล้ว แต่อาจจะลืมกันไปบ้าง<span>  </span>จึงขอยกขึ้นมากล่าวถึงเพื่อเตือนความทรงจำ และเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของสื่อ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span> คือ</span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span><span id="more-6"></span>           </span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>เริ่มต้นจาก สื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อชนิดแรกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อที่เผยแพร่ไปสู่คนหมู่มากได้รวดเร็วและในเวลาพร้อมๆกันหรือใกล้เคียงกัน<span>  </span>อันเป็นที่มาของคำว่า สื่อมวลชน<span>  </span>อิทธิพลของหนังสือพิมพ์ในยุคเมื่อสองร้อยปีก่อนนับว่ามีอิทธิฤทธิ์อย่างสูง<span>  </span>เพราะทำให้เกิดมติมหาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้<span>  </span>บรรดาผู้ครองอำนาจรัฐยังกลัวเกรง หาทางคุมกำเนิดหนังสือพิมพ์<span>  </span>เจ้าของหนังสือพิมพ์ทั้งหลายก็ใช้สื่อของตนต่อสู้เพื่อคงสถานะตัวเองไว้<span>  </span>มาจนถึงปัจจุบันนี้ หนังสือพิมพ์ก็ยังคงสถานะอันมีอิทธิพลของตัวเองเอาไว้ได้อยู่ แม้จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม<span>  </span>แต่คำว่าสื่อมวลชนก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่<span>  </span>จนพอที่จะทำให้บรรดาใครๆที่เป็นนักการเมืองยังเกรงใจหนังสือพิมพ์อยู่<span>  </span>เว้นเสียแต่ผู้ที่มีอำนาจต่อรองที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน เช่น เป็นเจ้าของบริษัทสินค้าที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ด้วยมูลค่าสูงๆ<span>  </span>หนังสือพิมพ์ก็เกรงใจอยู่<span>  </span>ไม่กล้าจะวิพากษ์อะไรมาก<span>  </span>เพราะกลัวจะถูกถอนโฆษณา เป็นต้น </span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ต่อมาคือ สื่อวิทยุ<span>   </span>นี่ยิ่งกระจายข่าวสารสู่ผู้ฟังได้รวดเร็วและกว้างขวางกว่าหนังสือพิมพ์อีก<span>  </span>จึงปรากฏเสมอมาในประวัติศาสตร์ว่า วิทยุมีบทบาทสำคัญในการสร้างอำนาจทางการเมืองอย่างยิ่งยวด<span>  </span>การประกาศความคิด อุดมการณ์<span>  </span>ข่าวสารอันสำคัญ<span>  </span>ล้วนกระทำผ่านวิทยุแทบทั้งสิ้น</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>คงจำกันได้ว่า<span>  </span>ในวันที่กองทัพปลดแอกประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น<span>  </span>ท่านประธานเหมาเจ๋อตุงอ่านแถลงการณ์โดยมีไมโครโฟนอยู่เบื้องหน้า ถ่ายทอดออกอากาศทางวิทยุไปทั่วประเทศจีนและทั่วโลก ว่าบัดนี้ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในโลกแล้ว<span>  </span>เป็นการจบสิ้นสาธารณรับจีนภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็ค ซึ่งได้ถอยข้ามช่องแคบไปตั้งหลักที่เกาะไต้หวันจวบจนปัจจุบันนี้</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>คงจำกันได้ว่า ทุกครั้งที่มีกลุ่มทหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล<span>  </span>เสียงประกาศคณะปฏิวัติได้รับการถ่ายทอดผ่านคลื่นวิทยุของสถานีวิทยุแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เป็นแม่ข่ายถ่ายทอดไปยังสถานีวิทยุต่างๆ<span>  </span>เป็นสัญญาณว่า<span>  </span>คณะปฏิวัติได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลแล้ว<span>  </span>โดยยึดสถานีวิทยุให้ได้ก่อน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่คำสั่ง ข่าวสาร<span>  </span>เพื่อปกครองบ้านเมือง<span>  </span>หลายครั้งที่ฝ่ายรัฐบาลตอบโต้ด้วยคลื่นวิทยุเช่นกัน<span>  </span>จนทำให้ฝ่ายปฏิวัติกลายเป็นฝ่ายกบฏ<span>  </span>พ่ายแพ้ไปในที่สุด</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>คงคุ้นเคยกันดีว่า ปัจจุบันนี้ทุกๆเช้าวันอาทิตย์<span>  </span>นายกรัฐมนตรีจะพบกับประชาชนผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย<span>  </span>ซึ่งอันที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่านายกรัฐมนตรีพบกับข้าราชการมากกว่า<span>  </span>เพราะสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดนั้น<span>  </span>บรรดาข้าราชการทั้งหลายต่างเงี่ยหูฟัง<span>  </span>โดยเฉพาะปลัดกระทรวง อธิบดี<span>  </span>ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นซีอีโอและมิใช่ซีอีโอ<span>  </span>สิ่งใดที่นายกรัฐมนตรีพูดเป็นแนวทางไว้ก็ต้องหาทางปฏิบัติ<span>  </span>ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นผู้ว่าซี้อีโอก็ได้<span>  </span>อันนี้ก็ย่อมถือได้ว่า สื่อเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ครอบครองสื่อในนามรัฐบาล</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ที่นี้ก็ต้องมาถึง สื่อโทรทัศน์ เป็นสื่อที่ใครๆที่เป็นนักการเมืองก็ต้องชอบ<span>  </span>การรณรงค์หาเสียงก็ดี การประกาศผลงานก็ดี<span>  </span>หรือแค่การเสนอหน้าผ่านโทรทัศน์พูดถึงเรื่องไม่เป็นโล้เป็นพายก็ดี<span>  </span>ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อนักการเมืองทั้งสิ้น<span>   </span>อย่างน้อยก็เป็นที่รู้จักหน้าค่าตา<span>  </span>ยิ่งเจอบ่อยก็ยิ่งได้รับการจดจำได้<span>  </span>ดังนั้น จึงมีผู้ที่ออกหน้าโทรทัศน์บ่อยๆ<span>  </span>เช่น พิธีการ นักแสดง นักร้อง นักอ่านข่าว เป็นต้น<span>  </span>ได้รับการเลือกตั้งเป็นนักการเมืองอยู่มากมาย จึงพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า<span>  </span>สื่อโทรทัศน์สร้างอำนาจแก่ผู้ที่ครอบครองหรือผู้ที่ใช้มันได้เป็นอย่างดียิ่ง<span>  </span>แม้ในหมู่นักปฏิวัติหรือรัฐประหารในช่วง </span>20 <span>ปีที่ผ่านมา ก็นิยมยึดสถานีโทรทัศน์ควบคู่กับสถานีวิทยุ<span>  </span>เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประกาศข่าวสารของตน<span>  </span>ฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจก็ใช้สถานีโทรทัศน์ที่ไม่ได้ถูกยึดเผยแพร่ข่าวสารตอบโต้<span>  </span>จนฝ่ายปฏิวัติกลายเป็นกบฏก็หลายครั้งเช่นกัน</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>สุดท้ายขอกล่าวถึงสื่อสมัยใหม่แห่งคลื่นลูกที่สามโดยแท้<span>  </span>นั่นคือ โทรศัพท์มือถือ<span>  </span>ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนใกล้ชิดที่สุด<span>  </span>โดยติดตามตัวผู้ใช้ไปได้ทุกหนทุกแห่งทุกเวลา<span>  </span>เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้เผยแพร่ข่าวสารเพื่อการครอบงำได้ดีที่สุด<span>  </span>โดยแปลงร่างในรูปแบบต่างๆ<span>  </span>ตั้งแต่การส่งข้อความ<span>  </span>การโฆษณา<span>  </span>การชักชวนให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มักเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของบริษัทโทรศัพท์มือถือ หรือเจ้าของธุรกิจที่ให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ<span>  </span>แม้กระทั่งเรื่องการเมือง</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ลองนึกเล่นๆเถิดว่า เกิดบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ร่วมมือกับนายเสาไฟฟ้าผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯ ส่งข้อความไปถึงผู้ใช้โทรศัพท์ว่า โปรดแสดงความจำนงเลือกนายเสาไฟฟ้า<span>  </span>เป็นผู้ว่า สาระขัณฑ์นคร โดยส่ง </span>SMS <span>เป็นหมายเลขประจำตัวของนายเสาไฟฟ้าไปที่ศูนย์<span>  </span>ลุ้นรางวัล </span>1,000,000<span> เหรียญสหรัฐ<span>  </span>จะมีผู้</span>lj&#8217; SMS <span>แสดงความจำนงเลือกนายเสาไฟฟ้ากี่คน<span>  </span>เพื่อเงินหนึ่งล้านฯ</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ถึงแม้คนที่เลือกนายเสาไฟฟ้าจริงๆไม่เท่ากับจำนวนที่ส่ง </span>SMS<span>  </span><span>แต่มั่นใจได้ว่า<span>  </span>เงินที่นายเสาไฟฟ้าได้รับเป็นส่วนแบ่งค่าบริการคงมากกว่าที่ใช้ไปในการรณรงหาเสียงเลือกตั้งเป็นแน่แท้<span>  </span>ถ้าเกิดได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าจริงๆก็ได้กำไรสองต่อ</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ฉะนั้น อย่าประมาทโทรศัพท์มือถือ<span>  </span>ปัจจุบันนี้ผู้ครอบครองสื่อประเภทนี้ ซึ่งหมายถึงเจ้าของบริษัทผู้ให้บริการ<span>  </span>ยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ<span>  </span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span><span></span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>นอกจากสื่อประเภทต่างๆที่กล่าวมาแล้ว<span>  </span>ยังมีสื่อสมัยใหม่อีกหลายประเภท เช่น อินเตอร์เน็ต<span>  </span>สื่อกลางแจ้ง<span>  </span>ฯลฯ ที่สร้างอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้ครอบครอง<span>  </span>ซึ่งหากมีโอกาสจะได้นำมาบอกเล่าอีกครั้ง</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>เห็นจะต้องจบด้วยความคิดของมิเชล ฟูโกต์ ที่ว่า สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างและรักษาอำนาจของผู้ที่ครอบครอง<span>  </span>ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมใครๆโดยเฉพาะนักการเมืองจึงชอบสื่อกันนักหนา</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>ส่วนผู้ไม่ชอบสื่อก็มีเช่นกัน<span>  </span>หากยังไม่รู้หรือจำไม่ได้ โปรดย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นอีกรอบหนึ่งเทอญ</span>.</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=6&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-and-communications/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/fuko01.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Michel Foucault</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-massage-political-communications/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-massage-political-communications/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Feb 2008 14:39:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Communication]]></category>
		<category><![CDATA[Politic Communication]]></category>
		<category><![CDATA[การเมืองภาคประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[ขาประจำ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ ชินวัตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[
เกริ่น
บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไฮไลท์การเมือง อันเป็นช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่ 2 ซึ่งมีความขัดแย้งทางความคิดระหว่างรัฐบาลอันหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับภาคประชาชนและนักวิชาการ รวมถึงเกิดรอยร้าวในพรรคไทยรักไทย โดยการนำของนายเสนาะ เทียนทอง ที่วิพากษ์วิจารณ์หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี จนนำมาสู่การขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้วิวาทะกับนักวิชาการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตนอย่างดุเดือด โดยเรียกว่า &#8220;นักวิชาการขาประจำ&#8221; คือคอยแต่จะวิพากษ์วิจารณ์เพียงอย่างเดียวในสายตาของนายกรัฐมนตรี และนักวิชาการ&#8221;ขาประจำ&#8221; ดังกล่าว ก็มี นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นต้น การนำบทความเชิงวิเคราะห์ข่าวมาเผยแพร่อีกครั้ง ก็เพื่อเป็นการบันทึกไว้ให้เป็นหลักฐาน ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาถึงเรื่องดังกล่าวในกาลข้างหน้า ซึ่งถือได้ว่า บทความนี้ก็เป็นบันทึกส่วนหนึ่งของสังคมด้วยเช่นกัน 
โกศล อนุสิม
29 กุมภาพันธ์ 2551
ขอเชิญอ่านบทความแบบเต็มๆครับ&#8230;
&#8230;&#8230;  
ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน
&#160;

คำนิยาม “ขาประจำ” ที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ไว้แก่นักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาล  อันมี นักวิชาการอาวุโสอย่าง ดร.อัมมาร์ สยามวาลา และรุ่นกลางอย่าง ธีรยุทธ  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=4&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><font size="5"><font face="Cordia New"><span><span><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/politics.jpg" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่ย?? และ “สาร” ทางการเมืภ??ขภ??ประชาชน"><img border="0" align="left" width="100" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/politics.jpg?w=100&#038;h=150" hspace="20" alt="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่ย?? และ “สาร” ทางการเมืภ??ขภ??ประชาชน" height="150" /></a></span></span></font></font><font size="5"><font face="Cordia New"><span></span></font></font><font size="5"><font face="Cordia New"><span></span></font></font><font size="5"><font face="Cordia New"><span></span></font></font><font size="5"><font face="Cordia New"><span></p>
<h1><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เกริ่น</span></h1>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไฮไลท์การเมือง อันเป็นช่วงรัฐบาล <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</strong> สมัยที่ 2 ซึ่งมีความขัดแย้งทางความคิดระหว่างรัฐบาลอันหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับภาคประชาชนและนักวิชาการ รวมถึงเกิดรอยร้าวในพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ<strong>นายเสนาะ เทียนทอง</strong> ที่วิพากษ์วิจารณ์หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี จนนำมาสู่การขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้วิวาทะกับนักวิชาการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตนอย่างดุเดือด โดยเรียกว่า <strong>&#8220;นักวิชาการขาประจำ&#8221;</strong> คือคอยแต่จะวิพากษ์วิจารณ์เพียงอย่างเดียวในสายตาของนายกรัฐมนตรี และนักวิชาการ&#8221;ขาประจำ&#8221; ดังกล่าว ก็มี <strong>นายธีรยุทธ บุญมี</strong> อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ <strong>ศ.นพ.ประเวศ วะสี</strong> ราษฎรอาวุโส เป็นต้น</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">การนำบทความเชิงวิเคราะห์ข่าวมาเผยแพร่อีกครั้ง ก็เพื่อเป็นการบันทึกไว้ให้เป็นหลักฐาน ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาถึงเรื่องดังกล่าวในกาลข้างหน้า ซึ่งถือได้ว่า บทความนี้ก็เป็นบันทึกส่วนหนึ่งของสังคมด้วยเช่นกัน</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong>โกศล อนุสิม</strong></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">29 กุมภาพันธ์ 2551</span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ขอเชิญอ่านบทความแบบเต็มๆครับ&#8230;</span></p>
<p align="center"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span id="more-4"></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong>&#8230;&#8230;</strong></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span> <span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span> </p>
<p align="center" style="margin:0;"><strong>ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</strong></p>
<p align="center" style="margin:0;">&nbsp;</p>
<p align="justify" style="margin:0;" class="MsoBodyText"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p align="justify" style="margin:0;" class="MsoBodyText"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">คำนิยาม <b><i>“ขาประจำ”</i></b> ที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ไว้แก่นักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาล<span>  </span>อันมี นักวิชาการอาวุโสอย่าง ดร.อัมมาร์ สยามวาลา และรุ่นกลางอย่าง ธีรยุทธ<span>  </span>บุญมี แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นขาประจำดั้งเดิม และต่อมามีเพิ่มเติมอีกหลายคน อาทิ<span>  </span>สังศิต<span>  </span>พิริยะรังสรรค์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<span>  </span>สมเกียรติ<span>  </span>ตั้งกิจวานิช<span>  </span>แห่งทีดีอาไอ<span>  </span>แม้กระทั่งผู้อาวุโสอย่าง นายแพทย์ประเวศ<span>  </span>วะสี ที่เคยเรียกร้องให้สังคมไทยให้โอกาสนายกรัฐมนตรีเมื่อขึ้นครองอำนาจใหม่ๆ แต่ปัจจุบันได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลบ่อยขึ้น จึงดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีจะตอบแทนผู้อาวุโสของบ้านเมืองท่านนี้ ด้วยการจัดให้อยู่ในนักวิชาการประเภท “ขาประจำ” กันไปแล้ว<span> </span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">หากนายกรัฐมนตรีทักษิณ<span>  </span>ชินวัตร<span>  </span>พอมีเวลาว่างจากภารกิจสักห้าหรือสิบนาที<span>  </span>ทบทวนถึงบทบาทของนักวิชาการที่จัดอยู่ในกลุ่มขาประจำเหล่านี้ ก็จะเห็นได้ว่า<span>  </span>นายกรัฐมนตรีทุกคนก่อนหน้านี้ ทั้งนายชวน หลีกภัย<span>  </span>นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต<span>  </span>ยงใจยุทธ ล้วนแต่ถูกนักวิชาการเหล่านี้ไม่คนใดก็คนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์การทำงานมาแล้วทั้งสิ้น<span>  </span>บางคนอาจโดนหนักกว่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้เสียอีก<span>  </span>ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า นักวิชาการที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันตั้งให้เป็นขาประจำ ในความหมายที่ดีแต่พูด<span>  </span>พูดในสิ่งที่ไม่รู้จริง<span>  </span>รู้แต่รู้ไม่หมด<span>  </span>ไม่เคยบริหารงาน ฯลฯ นั้น<span>  </span>มิได้มุ่งโจมตีนายรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด<span>  </span>หากเป็นการทำหน้าที่ในฐานะนักวิชาการ นั่นคือ เป็นปัญญาของสังคม หากเห็นในสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกต้อง ก็ย่อมจะชี้ให้สังคมได้รู้เพื่อหาหนทางแก้ไข โดยตั้งอยู่บนหลักการทางวิชาการที่ตนมีความเชี่ยวชาญเป็นสำคัญ</span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">กรณีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลจึงเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ที่สมาชิกของสังคมพึงมีและพึงทำ ในสังคมที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น<span>  </span>ย่อมต้องมีคนเหล่านี้ดำรงอยู่เพื่อ<span>  </span>เป็นหมอที่คอยเยียวยารักษาความป่วยไข้ทางปัญญา และแนะนำการรักษาสุขภาพทางความคิดแก่ผู้คนในสังคม</span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">หมอที่รักษาโรคต่างๆ<span>  </span>ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องป่วยเป็นโรคนั้นก่อนจึงจะรักษาโรคได้ ฉันใด หมอทางปัญญาที่วิพากษ์วิจารณ์และชี้แนะคณะรัฐมนตรีที่บริหารประเทศ<span>  </span>ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐมนตรีก่อน ฉันนั้น</span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในฐานะที่เป็นประชาชน นักวิชาการเหล่านี้ย่อมเป็นหนึ่งในหมู่ประชาชนที่มีสิทธิ์และใช้สิทธิ์เลือกตั้งตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดินแทนตน<span>  </span>จึงมีความชอบธรรมที่จะตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ ชี้แนะแก่ตัวแทนของตน<span>  </span>ไม่ว่าตัวแทนเหล่านั้นจะอยู่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล<span>  </span>เสียงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆก็ตาม ย่อมเป็นเสียงแห่งเจ้าของสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้น<span>  </span>จำเป็นอย่างยิ่งที่บรรดาตัวแทนทั้งหลายจะต้องรับฟังอย่างตั้งใจ<span>  </span>ไม่ว่าตัวแทนนั้นจะอยู่ในฐานะใด</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>ตั้งใจฟังให้รู้ชัดว่า เสียงของเจ้าของสิทธิ์เหล่านั้น แตกต่างกันอย่างไรหรือไม่ ระหว่างเมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว กับทุกวันนี้ </span></p>
<p align="justify" style="margin:0;" class="MsoBodyText"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">หากเสียงชื่นชมสมใจยังคงหนักแน่นเช่นเมื่อเกือบสี่ปีก่อน<span>  </span>ก็ไม่ต้องต้องเดือดร้อนให้ลำบากใจ แต่ถ้าเสียงอันชื่นชมเมื่อครั้งโน้นจางหายไป<span>  </span>ปรากฏเสียงโห่กันขรม นั่นควรจะต้องสำรวจตรวจตราได้แล้วว่า<span>  </span>เหตุใดน้ำเสียงของเจ้าของสิทธิ์เหล่านั้นจึงเปลี่ยนไปได้เช่นนี้</span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ผลย่อมมาจากเหตุ หากหาเหตุไม่พบ หรือพบแล้วทำเป็นไม่เห็น ก็ย่อมจะแก้ไขอะไรไม่ได้ การตะโกนด่าตอบโต้อีกฝายหนึ่ง อย่างดีที่สุดก็ได้แค่ความสะใจเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">หากจัดระเบียบให้บรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล หรือวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี เป็นฝ่ายขาประจำ<span>  </span>อีกไม่ช้าไม่นาน อาจไม่มีขาจรให้นายกรัฐมนตรีได้รับฟังความคิดเห็น<span>  </span>หรือหากยังมีหลงเหลืออยู่ ก็ย่อมจะไม่หลากหลาย<span>  </span>เมื่อไม่มีความหลากหลายทางความคิด<span>  </span>ก็ย่อมจะมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอทางปัญญาเอาได้ </span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">อย่าลืมว่า เสียงของขาประจำเหล่านี้ คือเสียงของประชาชน<span>   </span>แต่ละคนย่อมมีที่ยืน มีเกียรติภูมิที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ดังนั้น พวกเขาคือ ”สื่อ” ของประชาชนโดยแท้<span>   </span>ดังนั้นคำพูดของพวกเขาก็คือ ”สาร” ที่มาจากประชาชน<span>  </span>จึงหมายความได้ว่าความคิดเห็นของพวกเขาต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ย่อมเป็นความคิดเห็นของประชาชนด้วย<span> </span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ปรากฏการณ์ขาประจำที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมเป็นปรากฏการณ์การสื่อสารทางการเมืองของภาคประชาชนนั่นเอง<span>  </span>ดังนั้นชอบหรือไม่ชอบขาประจำ<span>  </span>ก็ย่อมจำเป็นที่จะต้องรับฟังแล้ว</span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">อย่าลืมอีกว่า การสื่อสารทางการเมืองภาคประชาชนลักษณะนี้<span>  </span>ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในกรณี 14 ตุลาคม 2516<span>  </span>หรือกรณี 17</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">-18</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> พฤษภาคม 2535 หรือแม้กระทั่งครั้งที่นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ก็ถูกกดดันจากภาคประชาชนมาแล้วเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span> <span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ท่าทีที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีต่อการวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลครั้งล่าสุด (28 กรกฎาคม 2547) ที่ไม่ตอบโต้ ไม่ต่อล้อต่อเถียงนั้น จึงเป็นท่าทีที่แปลกใหม่ และน่าชื่นชม อย่างน้อยก็ในขณะนี้ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ข้อที่ควรปฏิบัติสำหรับผู้อยู่ในอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะได้อำนาจมาด้วยวิธีใดก็คือ<span>  </span>อย่าทำให้ประชาชนโกรธเป็นดีที่สุด.</span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">29 </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">กรกฎาคม </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">2547</span></strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p></span></font></font></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/4/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/4/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/4/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=4&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-massage-political-communications/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/politics.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่ย?? และ “สาร” ทางการเมืภ??ขภ??ประชาชน</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>