<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Media.Talk.Blog &#187; การสื่อสาร</title>
	<atom:link href="http://mediatalkblog.wordpress.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://mediatalkblog.wordpress.com</link>
	<description>คิดและคุยเรื่องสื่อ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Jun 2009 22:54:11 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='mediatalkblog.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/fe96b1bc75c5b83d2423d05253365aed?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Media.Talk.Blog &#187; การสื่อสาร</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://mediatalkblog.wordpress.com/osd.xml" title="Media.Talk.Blog" />
		<item>
		<title>เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/21/communication-fail/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/21/communication-fail/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 May 2008 06:52:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[จักรภพ เพ็ญแข]]></category>
		<category><![CDATA[ชาติชาย ชุณหะวัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=102</guid>
		<description><![CDATA[เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ต่างพร้อมใจกันลงข่าวนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีโอกาสที่จะถูกลอยแพจากพรรคพลังประชาชน เนื่องจากการพูดจาจาบจ้วงหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมานับสัปดาห์แล้ว รวมถึงถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งในวุฒิสภาโดย พรรคประชาธิปัตย์  
ข่าวที่นำมาซึ่งการตีความของสื่อว่านายจักรภพ  เพ็ญแข จะถูกลอยแพนั้น อ้างอิงมาจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าเยี่ยมอวยพรวันเกิด และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความห่วงใยในเรื่องที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินสถาบัน  ทั้งยังสำทับว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง  และปฏิเสธข่าวที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า ตนจะช่วยเคลียร์ปัญหานี้ให้

ขณะนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข ดูเหมือนตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เนื่องมาจากการพูดจาและท่าทีที่เขาแสดงออกนับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ อันได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น NBT) รวมถึงกำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสื่อสารมวลชน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=102&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ต่างพร้อมใจกันลงข่าว<strong>นายจักรภพ เพ็ญแข</strong> รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีโอกาสที่จะถูกลอยแพจากพรรคพลังประชาชน เนื่องจากการพูดจาจาบจ้วงหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมานับสัปดาห์แล้ว รวมถึงถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งในวุฒิสภาโดย พรรคประชาธิปัตย์  </p>
<p>ข่าวที่นำมาซึ่งการตีความของสื่อว่านายจักรภพ  เพ็ญแข จะถูกลอยแพนั้น อ้างอิงมาจากคำให้สัมภาษณ์ของ <strong>พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ</strong> ต่อเรื่องที่ <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</strong> เข้าเยี่ยมอวยพรวันเกิด และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความห่วงใยในเรื่องที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินสถาบัน  ทั้งยังสำทับว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง  และปฏิเสธข่าวที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า ตนจะช่วยเคลียร์ปัญหานี้ให้<br />
<span id="more-102"></span></p>
<p>ขณะนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข ดูเหมือนตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เนื่องมาจากการพูดจาและท่าทีที่เขาแสดงออกนับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ อันได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น NBT) รวมถึงกำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสื่อสารมวลชน คือ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) โดยทันทีที่เข้าดำรงตำแหน่ง นายจักรภพ เพ็ญแข มีท่าทีที่แข็งกร้าว ประกาศจะใช้อำนาจดำเนินการ “จัดระเบียบสื่อ”  ซึ่งในมุมมองของสื่อ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการคุกคามและละเมิดการทำหน้าที่ของสื่อ  ขัดกับหลักเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ</p>
<p>นับแต่นั้นมา นายจักรภพ  เพ็ญแข กลายเป็นนักการเมืองที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อ โดนสื่อวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน นายจักรภพ เพ็ญแข ก็อ้างอิงอำนาจในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องสื่อประกาศที่จะจัดระเบียบสื่ออยู่ตลอดเวลาเช่นกัน</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงนับว่า นายจักรภพ  เพ็ญแข ใช้การสื่อสารที่แข็งกร้าวเป็นปฏิปักษ์ต่อสื่ออย่างชัดเจน ไม่มีการประนีประนอมในทุกๆเรื่อง  โดยอาจลืมไปว่า ตนเป็นนักการเมือง  ทุกคำพูดที่พูดออกไปนั้น ย่อมเกิดผลในทางการเมืองทั้งสิ้น  จึงทำให้นายจักรภพ เพ็ญแข  มีแนวโน้มว่าจะถูกลอยแพทางการเมือง ดังที่สื่อตีความเป็นข่าวโดยพร้อมเพรียงกันดังกล่าว</p>
<p>กรณีที่เกิดขึ้นกับ นายจักรภพ เพ็ญแข ทำให้หวนนึกถึงคำพูดของ <strong>พล.อ.ชาติชาย  ชุณหะวัน </strong>อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับไปแล้วเคยพูดเอาไว้ว่า <strong>“คำพูดนั้นก่อนพูดเราเป็นนายมัน พอเราพูดแล้วมันเป็นนายเรา”</strong>  ซึ่งคำพูดนี้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน จะคิดเองหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ  เพราะความสำคัญอยู่ที่ตัวผู้พูดซึ่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ว่าให้ความสำคัญต่อคำพูดของตนเป็นอย่างมาก</p>
<p>พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ระมัดระวังคำพูดของตนเองเสมอ ก่อนจะพูดสิ่งใดออกไปนั้น เชื่อได้ว่าผ่านการพิจารณากลั่นกรองอย่างรอบคอบว่าเหมาะสมกับกาลเวลา สถานที่ และเหตุการณ์แล้วจึงพูดออกมา ดังนั้นจึงไม่ตกเป็นเหยื่อคำพูดของตนเอง  ไม่ว่าก่อนหรือหลังพูดก็สามารถคงสถานะ “เป็นนาย” ของคำพูดตัวเองเสมอ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ สื่อมวลชนจึงตั้งฉายาให้แก่ พล.ชาติชาย ชุณหะวัน ว่า “ปลาไหลใส่เสก็ต”  นั่นคือมีความหลื่นไหลเอาตัวรอดจากพันธะของคำพูดได้อย่างแนบเนียน หากไม่ถูกคณะรัฐประหาร (รสช.) ยึดอำนาจ (ด้วยข้อกล่าวหาคล้ายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) คงมีนวัตกรรมทางคำพูดใหม่ๆที่ใช้ในการสื่อสารทางการเมืองถูกประดิดประดอยจากปากของ พล.อ.ชาติชาย  ชุณหะวัน เป็นแน่แท้</p>
<p>นายจักรภพ เพ็ญแข นับว่าแตกต่างโดยสิ้นเชิงจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน  เพราะคำพูดที่นายจักรภพ เพ็ญแข พูดออกมาแทบทุกคำ ได้กลายเป็น “นาย” ของตนเองในภายหลัง  นำมาซึ่งความยุ่งยากอย่างใหญ่หลวง  ในขณะที่พูดอาจคิดและเชื่อว่าอำนาจทางการเมืองที่ตนมีอยู่ จะสามารถปกป้องให้พ้นจากผลกระทบที่สะท้อนกลับมาหาตนได้  แต่การณ์กลับไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะนายจักรภพ เพ็ญแข ถูกกระหน่ำจากรอบทิศ ไม่เพียงแต่สื่อที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันเท่านั้น  ประชาชนทั่วไปก็สะท้อนความไม่พอใจผ่านการสำรวจความคิดเห็นของสำนักต่างๆ  แม้แต่สมาชิกพรรคการเมืองเดียวกันคือพรรคพลังประชาชน ก็ยังแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยในหลายครั้งหลายหน จนเมื่อล่าสุด ก็มาถึงท่าทีของผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกบอกเล่าผ่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จนเป็นที่มาของการพาดหัวข่าวตามสื่อต่างๆ ว่า นายจักรภพ เพ็ญแข จะถูกลอยแพทางการเมือง</p>
<p>สิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็คือ นายจักรภพ เพ็ญแข ก็เป็นคนในแวดวงสื่อมวลชนก่อนที่จะเข้าสู่การเมือง จึงน่าจะรู้กลวิธีในการสื่อสารที่ดี โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในตำแหน่งทางการเมือง ที่คำพูดย่อมจะเกิดผลกระทบต่อทั้งสังคมและทั้งสถานะของตนด้วย  แต่กลายเป็นว่า เมื่ออยู่ในฐานะนักการเมืองกลับต้องตกเป็นเหยื่อของคำพูดตัวเอง จึงนับว่าเป็นการสื่อสารที่ล้มเหลวเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะแล้ว ยังก่อให้เกิดโทษเป็นโอฐภัยที่วกกลับเข้ามาทำร้ายตัวเองในที่สุด</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายจักรภพ เพ็ญแข ครั้งนี้ น่าจะเป็นบทเรียนแก่นักการเมืองและบุคคลสาธารณะทั้งหลาย ให้ระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำยิ่งขึ้น หากจะให้ดีก่อนจะพูดสิ่งใดออกมา ก็จงนึกถึงคำพูดของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน นั่นคือ “คำพูดนั้นก่อนพูดเราเป็นนายมัน พอเราพูดแล้วมันเป็นนายเรา”  จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง</p>
<p><strong>เพราะถ้ามีปัญหากับ “นาย” แล้วไม่ว่านายแบบใดก็มีแต่ความยุ่งยากทั้งสิ้น โดยเฉพาะนายที่ออกมาจากปากของตัวเอง. </strong></p>
<p>***<br />
<strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=102&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/21/communication-fail/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ)</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 May 2008 18:54:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนต์และทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=100</guid>
		<description><![CDATA[ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ  ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร  หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ
แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ  ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า  สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่  เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น
การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์  ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ  เช่น

1. การเสนอภาพลามกอนาจาร  สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ  และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่  ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน  กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่  หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=100&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/tvthai.jpg?w=205&#038;h=289" alt="" width="205" height="289" class="alignleft size-full wp-image-101" />ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน</p>
<p>แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ  ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร  หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ</p>
<p>แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ  ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า  สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่  เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น</p>
<p>การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์  ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ  เช่น<br />
<span id="more-100"></span><br />
1. การเสนอภาพลามกอนาจาร  สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ  และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่  ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน  กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่  หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ ก็ต้องให้ความหมายของคำว่า “ลามกอนาจาร” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p>2 จริยธรรมในเรื่อง การไม่ใช้หน้าที่ไปในทางรับอามิสสินจ้าง เพื่อให้กระทำหรือไม่กระทำการเผยแพร่ข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของผู้ให้อามิส ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณว่าด้วยการรักษาประโยชน์แห่งสาธารณะด้วยนั้น ปัจจุบันสื่อเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหารายได้เพื่อสร้างกำไร   และรายได้หลักก็มาจากการโฆษณาสินค้าและบริการขององค์กรธุรกิจต่างๆ   หากองค์กรนั้นทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สื่อจะกล้าเปิดโปงหรือไม่  เมื่อการเปิดโปงนั้นอาจสร้างความไม่พอใจแก่องค์กรธุรกิจดังกล่าว จนนำมาซึ่งการถอนโฆษณาในสื่อ ทำให้สื่อขาดรายได้ไป</p>
<p>ในกรณีดังกล่าว สื่อมักถูกกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ว่าละเว้นการทำหน้าที่ของสื่อ หรือทำไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะต้องรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอาไว้  ยิ่งปัจจุบันสื่อเองก็เป็นองค์กรธุรกิจหน่วยหนึ่ง  แสวงหารายได้จากการทำธุรกิจโดยมีสินค้าคือข้อมูลข่าวสาร  ดังนั้น หากข้อมูลข่าวสารมีผลกระทบต่อคู่สัญญาทางธุรกิจ ที่สนับสนุนการโฆษณาในสื่อ  โอกาสที่สื่อจะละเลยหน้าที่ย่อมมีมากขึ้น  นำไปสู่การเสียประโยชน์ของสาธรณชน อันเป็นการละเมิดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา  ส่วนมากแล้ว เรื่องก็มักจะจางหายไปโดยไม่มีการสืบสาวราวเรื่องใดๆ</p>
<p>3 การเคารพผู้อื่น  ในข้อนี้ สื่อมักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ชอบเสนอข่าวในลักษณะล่วงละเมิดผู้อื่น โดยเฉพาะในสื่อบันเทิง  ที่เน้นการเสนอข่าวในลักษณะหวือหวา ตื่นเต้น เร้าใจ  ซึ่งข่าวที่ปรากฏนั้นมักมีผลด้านลบแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว  เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น  สื่ออื่นและองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักไม่ให้ความสนใจ  ผู้ได้รับความเสียหายต้องฟ้องร้องคดีความเพื่อขอความยุติธรรมจากศาล  ผลปรากฏว่าสื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มากกว่าชนะ หรือมีการประนีประนอมยอมความในศาลโดยสื่อยอมรับผิด  สื่ออื่นๆที่นอกเหนือจากสื่อบันเทิงก็มีคดีความฟ้องร้องในลักษณะเช่นนี้เสมอ ที่มากที่สุดก็คือคดีหมิ่นประมาท  มีทั้งสื่อเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ</p>
<p>การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานั้น  สื่อด้วยกันเองหรือองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักเลือกที่จะนิ่งเฉยมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์สื่อด้วยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสื่อยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพข้อหนึ่ง ที่กำหนดให้สื่อ “ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ” ตามที่กำหนดไว้ใน “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” เข้ากับคำกล่าวที่มักได้ยินเสมอในหมู่คนทำสื่อว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน”  หากเป็นเช่นนี้จริงก็นับว่าเป็นการแปรเจตนารมณ์ของจรรยาบรรณผิดจากความเป็นจริงมากที่สุด</p>
<p>นี่คือตัวอย่างของการละเมิดหรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อในยุคปัจจุบัน  ที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ สื่อแขนงใหม่ๆที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมเทคโนโลยีสื่อสาร ได้แก่  สื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่ที่จัดพิมพ์เผยแพร่โดยทั่วไปก็ดี และเผยแพร่เป็นการเฉพาะกิจก็ดี  วิทยุชมชน  โทรทัศน์เคเบิล  โทรทัศน์ดาวเทียม  สื่อเหล่านี้ได้ยึด หลักจรรยาบรรณหรือไม่เพียงใด  รวมถึงสื่อหลักที่ต้องแข่งขันกันแสวงหารายได้ทางธุรกิจ ทั้งยังต้องแข่งขันในการเสนอข่าวสารกับสื่อกระแสหลักด้วยกันและสื่อแขนงใหม่ที่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นจะยังยึดมั่นในจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพได้อยู่หรือไม่ เพียงใด</p>
<p>คำตอบก็คือ จากพฤติกรรมของสื่อที่ยกมาข้างต้น  ทำให้เห็นว่า  สื่อเริ่มจะจืดจางห่างหายจากจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพมากขึ้น </p>
<p>คำถามต่อไปก็คือ ทำไมเมื่อมีนวัตกรรมใหม่ๆทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้สื่อทำงานได้สะดวกสบายขึ้น  ซึ่งน่าจะทำให้รักษาคุณภาพแห่งเนื้องานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดด้านเวลาที่ใช้ในการผลิต เมื่อสื่อทำงานสะดวกและสบายขึ้นก็ควรที่จะมีเวลาในการตรวจสอบ ตรวจทานเนื้อหากับจรรยาบรรณว่าจะล่วงละเมิดหรือไม่  แต่กลายกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือยิ่งมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารเพิ่มขึ้นมากเพียงใด แนวโน้มการละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อก็มีมากขึ้น</p>
<p>หรือว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะทำให้สื่อเกิดนวัตกรรมทางพฤติกรรมไปในทางลดคุณค่าแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณลงไป หรือว่า หลักแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณที่ตราขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้วในกรณีของสื่อสิ่งพิมพ์ และที่ตราไว้เมื่อ 13 ปีก่อนในกรณีของวิทยุและโทรทัศน์ จะล้าสมัยไม่เข้ากับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารและนวัตกรรมของพฤติกรรมสื่อในปัจจุบันแล้ว</p>
<p>ปัญหาต่อมาก็คือ จะต้องแก้ไขนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อให้เข้ากับจรรยาบรรณและจริยธรรม หรือต้องสร้างนวัตกรรมทางจริยธรรมและจรรยาบรรณให้เข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อในยุคปัจจุบัน</p>
<p>และมีปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการ?</p>
<p>๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑</p>
<p>***<br />
<strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=100&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/tvthai.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ”  เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/16/media-and-news-writing/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/16/media-and-news-writing/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 May 2008 10:21:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้จัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=92</guid>
		<description><![CDATA[ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog 
เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ
1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้  เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ

2.ในเมื่อเป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมก็มีความรักความผูกพันในสื่อผู้จัดการ  ยังไม่นับมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคนทำงานที่นี่  เติบโตที่นี่ ปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็มี แยกย้ายไปสู่ที่อื่นก็มี  ส่วนผมก็ยังคงรับข้อมูลข่าวสารจากผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ปรากฏในผู้จัดการ (อันเป็นสาเหตุที่เขียนบทความนี้) แต่ก็ยังเชื่อใน “ข่าวสาร” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อว่ายังมีน้ำหนักเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็น ก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” จริงๆ
3. เมื่อเป็น “แฟนพันธุ์แท้” [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=92&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog </p>
<p>เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ</p>
<p>1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้  เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ<br />
<span id="more-92"></span><br />
2.ในเมื่อเป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมก็มีความรักความผูกพันในสื่อผู้จัดการ  ยังไม่นับมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคนทำงานที่นี่  เติบโตที่นี่ ปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็มี แยกย้ายไปสู่ที่อื่นก็มี  ส่วนผมก็ยังคงรับข้อมูลข่าวสารจากผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ปรากฏในผู้จัดการ (อันเป็นสาเหตุที่เขียนบทความนี้) แต่ก็ยังเชื่อใน “ข่าวสาร” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อว่ายังมีน้ำหนักเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็น ก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” จริงๆ</p>
<p>3. เมื่อเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ที่มี “ความรักและความผูกพัน” ผมก็ย่อมมีความปรารถนาที่จะเห็นสื่อทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงต่อไป  แม้จะไม่เห็นด้วยกับการเลือกข้างในทางการเมือง  เพราะหมิ่นเหม่ต่อการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารให้เข้ากับความเชื่อและข้างที่ตัวเองยืนอยู่  แต่ในเบื้องต้นผมก็ยอมรับได้ โดยเชื่อมั่นว่า  สื่อมีวิจารณญาณเพียงพอที่จะแยกแยะได้  นำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยการยึดถือ “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่า “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือเสนอข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” </p>
<p>4. แต่ในการเสนอข่าวของผู้จัดการนั้น  มีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่ผมคิดว่า เป็นการเสนอข้อคิดเห็นในข่าว (ย้ำ ผมพูดถึง “ข่าว” ไม่ใช่ บทความ รายงาน หรือ บทวิเคราะห์ ซึ่งย่อมต้องมีความคิดเห็นของสื่อหรือผู้เขียนอยู่แล้ว) โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำที่แสดงอารมณ์ หรือทัศนคติต่อเหตุการณ์ ต่อองค์กร หรือต่อบุคคล โดยสื่ออาจจะถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมคิดว่า โดยหลักการของการเป็นกระจกเงาของสื่อ ไม่น่าที่จะทำเช่นนั้นได้ </p>
<p>ถ้อยคำอะไรหรือที่ทำให้ผมซึ่งประกาศเป็นแฟนพันธุ์แท้ต้องเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาได้  และคิดว่าไม่ควรจะปรากฏใน “สื่อ” อย่างผู้จัดการ (ทั้งหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์)  </p>
<p>มีหลายถ้อยคำครับ  ที่เห็นบ่อยๆก็คือการเรียกบุคคลในข่าวด้วยสรรพนามที่สื่อตั้งขึ้นมา เช่น เรีกยนายจักรภพ เพ็ญแข ว่า “เจ๊เพ็ญ” เรียกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ว่า “เจ๊มิ่ง” เรียก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ว่า “เป็ดเหลิม”  เป็นต้น หรือ การพาดหัวข่าวที่มีถ้อยคำแสดงลักษณะอาการของคนในข่าวที่สื่อคาดเดาเอาเองว่า “ปากกล้าขาสั่น”  เป็นต้น ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เหยียดหยาม หมิ่นแคลน  ยังไม่นับในเรื่องการระบุอัตลักษณ์ของบุคคลในข่าวว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา (ซึ่งจะจริงหรือไม่ก็ไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันได้) ผมคิดว่า สื่อไม่ควรที่จะทำเช่นนั้น แม้จะไม่เข้าข่ายการหมิ่นประมาทอันเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่ความปรารถนาดีต่อผู้ถูกเรียกขานอย่างแน่นอน</p>
<p>การเรียกผู้อื่นว่า “เจ๊เพ็ญ” หรือ “เจ๊มิ่ง” หรือ “เป็ดเหลิม” นั้น ย่อมมีจุดประสงค์ที่แตกต่างจากการตั้งฉายาเรียกขานตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในข่าว เช่น “ผีดิบซีอุย” หรือ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” หรือ “Jack the Ripper”  เพราะเป็นการเรียกขานตาม “ข้อเท็จจริง” ของข่าว เพื่อให้เข้าใจโดยทั่วกัน  </p>
<p>การใช้ถ้อยคำในลักษณะบ่งบอกอาการของคนในข่าวก็เช่นกัน เช่น การที่บอกว่าคนในข่าว “ปากกล้าขาสั่น” หรือถ้อยคำอื่นๆในลักษณะที่คาดเดาเอานั้น  ย่อมไม่ต่างจากการที่หนังสือพิมพ์หัวสีเสนอข่าวชาวบ้านด้วยการบรรยายใส่อารมณ์ราวกับเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง เช่น เสนอข่าวการข่มขืนยังมีถ้อยคำบรรยายพฤติกรรมของผู้ร้ายที่ “กระทำการอย่างเมามัน” หรือกำลัง “ถึงพริกถึงขิง” เป็นต้น ซึ่งไม่ต้องเปิดตำรานิเทศศาสตร์หรือการสื่อสารมาอ้างอิงก็รู้ว่า สมควรหรือไม่ที่จะใช้ถ้อยคำเช่นนี้</p>
<p>หากแม้น “ผู้จัดการ” เป็นสื่อเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับใช้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ที่มีเป้าหมายในเรื่องหนึ่งเรื่องใด การจะใช้ถ้อยคำอย่างไรก็เป็นเรื่องของคนกลุ่มนั้น  แต่ “ผู้จัดการ” คือสื่อสาธารณะที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนและสังคม เป็น “กระจกเงา” หรือ “หมาเฝ้าบ้าน”  ที่เป็นผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ของผลประโยชน์แห่งสาธารณะ ผมคิดว่า การใช้ถ้อยคำที่กล่าวมานั้น ไม่น่าจะปรากฏในสื่อ “ผู้จัดการ” ได้</p>
<p>กล่าวให้ชัดก็คือ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรี “แจกหอก” ให้สื่อเพียงใด  ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่สื่อ “แจกถ้อยคำหมิ่นแคลน” ให้คนในข่าวเช่นกัน </p>
<p>และผมหวังว่า เมื่อเผยแพร่ลงในบล็อกแล้ว ผมคงไม่ถูกเพื่อน “เหยียบเละคาบล็อก” ในข้อหาเอาใจออกห่างไปเข้ากับฝ่ายศัตรู  ผมเชื่อว่าการคิดแตกต่างไม่ใช่เป็นศัตรู  ที่เขียนมานี้ก็เพราะรักจึงเขียน และหวังที่จะเห็นข่าวสารที่สื่อเสนอออกมานั้นเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง”<br />
ผมเชื่อและหวังเช่นนั้น.<br />
&#8230;<br />
<strong>จาก <a href="http://mblog.manager.co.th/kosolanusim">http://mblog.manager.co.th/kosolanusim</a></strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=92&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/16/media-and-news-writing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>แปลงโฉมสู่เว็บ Web 2.0 การปรับตัวของ Bangkokbiznews.com</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/11/bangkokbiznews/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/11/bangkokbiznews/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 May 2008 22:37:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkokbiznews.com]]></category>
		<category><![CDATA[New Media]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่พัฒนาไปสู่การสื่อสารสองทางที่ผู้รับสารสามารถโต้ตอบกลับได้ทันที ผ่านการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และตัวเว็บไซต์เองก็เป็นสื่ออีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของสื่อหลักๆดังกล่าว นั่นคือ การกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางขึ้น อายุข่าวสารยาวนานขึ้น และ ผู้รับสามารถสื่อสารกลับในฉับพลัน ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไม่สามารถทำได้
พัฒนาการของเว็บไซต์ที่ปรากฏโฉมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกเรียกขานกันว่า Web 1.0 ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในแบบสื่อสารทางเดียว ผู้ส่งสารกำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ ต่อมาพัฒนาเป็นเว็บ 2.0 ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และรับข้อมูลข่าวสารจากผู้รับสารด้วย แม้ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสารเป็นเบื้องต้น แต่ผู้รับสารก็มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาเป็นลำดับต่อมา ผ่านการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวสารที่รับรู้ได้โดยทันที ดังนั้น Web 2.0 จึงเป็นการสื่อสารสองทาง และเป็นการร่วมกันสร้างเนื้อหาระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร นอกเหนือจากการให้ข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันด้วย

เว็บไซต์ในยุค 1.0 ได้ปรับตัวเข้าสู่เว็บในยุค 2.0 กันเป็นจำนวนมาก และการก่อเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) เป็นขั้นตอนพัฒนาการของ Web 2.0 ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของสื่อ (บล็อก) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=83&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img class="alignleft size-full wp-image-86" style="border:0 none;float:left;margin:15px 10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/bkkbiznews2.jpg?w=314&#038;h=186" alt="" width="314" height="186" />ปัจจุบันการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่พัฒนาไปสู่การสื่อสารสองทางที่ผู้รับสารสามารถโต้ตอบกลับได้ทันที ผ่านการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และตัวเว็บไซต์เองก็เป็นสื่ออีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของสื่อหลักๆดังกล่าว นั่นคือ การกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางขึ้น อายุข่าวสารยาวนานขึ้น และ ผู้รับสามารถสื่อสารกลับในฉับพลัน ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไม่สามารถทำได้</p>
<p style="text-align:justify;">พัฒนาการของเว็บไซต์ที่ปรากฏโฉมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกเรียกขานกันว่า Web 1.0 ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในแบบสื่อสารทางเดียว ผู้ส่งสารกำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ ต่อมาพัฒนาเป็นเว็บ 2.0 ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และรับข้อมูลข่าวสารจากผู้รับสารด้วย แม้ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสารเป็นเบื้องต้น แต่ผู้รับสารก็มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาเป็นลำดับต่อมา ผ่านการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวสารที่รับรู้ได้โดยทันที ดังนั้น Web 2.0 จึงเป็นการสื่อสารสองทาง และเป็นการร่วมกันสร้างเนื้อหาระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร นอกเหนือจากการให้ข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันด้วย</p>
<p style="text-align:justify;"><span id="more-83"></span></p>
<p style="text-align:justify;">เว็บไซต์ในยุค 1.0 ได้ปรับตัวเข้าสู่เว็บในยุค 2.0 กันเป็นจำนวนมาก และการก่อเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) เป็นขั้นตอนพัฒนาการของ Web 2.0 ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของสื่อ (บล็อก) เป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสาร และเป็นผู้ส่งสารในคราวเดียวกัน นำไปสู่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น</p>
<p style="text-align:justify;">เว็บไซต์เป็นจำนวนมาก นอกจากจะปรับตัวไปเป็นเว็บ 2.0 แล้ว ยังได้สร้างบล็อกขึ้นมาเป็นส่งหนึ่งของเว็บไซต์ด้วย โดยให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้พื้นที่ในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารโดยอิสระภายใต้ข้อตกลงร่วมกันที่กำหนดเป็นกติกาไว้กว้างๆ ซึ่งเว็บไซต์ของสื่อไทยที่ก้าวล้ำนำหน้ารายอื่นๆที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ และตามมาด้วยเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คือ <a href="http://www.bangkokbiznews.com/">www.bangkokbiznews.com</a> ก็เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่ปรับตัวเข้าสู่ Web 2.0 เต็มรูปแบบ</p>
<p style="text-align:justify;">หากเป็นขาประจำของเว็บไซต์ Bangkokbiznews.com คงสังเกตเห็นว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Bangkokbiznews.com ได้ปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปจากเดิม นอกจากการนำเสนอข่าวตามปกติแล้ว ยังเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆเข้ามาเสริม และสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อให้บล็อกเกอร์ซึ่งประกอบไปด้วยบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวในเครือเสนอบทความและข่าวสารต่างๆ ทั้งยังมีคอลัมนิสต์และผู้นำองค์กรธุรกิจเขียนบล็อกในส่วนของ <a href="http://newsroom.bangkokbiznews.com/more.php?cate=67">CEO BLOG </a>โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการธุรกิจ</p>
<p style="text-align:justify;">เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ การดึงข่าวจากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ในเครือได้แก่ <a href="http://www.bangkokbizweek.com">BIZWEEK</a> และประเด็นสำคัญๆจากบล็อก <a href="http://www.oknation.net/blog">Oknation.net</a> ที่มีเนื้อหาหลากหลายโดยบล็อกเกอร์ที่มีทั้งผู้สื่อข่าวในเครือเนชั่นและบุคคลภายนอก เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ เพิ่มเติมเนื้อหา แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ ผ่านช่องทางแสดงความคิดเห็นต่อท้าย ทุกข่าว ทุกประเด็น ทุกบทความ อันเป็นลักษณะจำเพาะของเว็บ 2.0</p>
<p style="text-align:justify;">การเปลี่ยนแปลงทั้งรูปลักษณ์และเนื้อหาของ Bangkokbiznews.com ครั้งนี้ นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของเว็บไซต์ข่าว เป็นการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารของคนในยุคจิติตอล ที่บริโภคข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น แม้จะเป็นการให้เปล่าแต่ก็เป็นช่องทางในการสร้างรายของสื่อได้ที่นับวันแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะบรรดาเจ้าของสินค้าทั้งหลายให้ความสำคัญกับการโฆษณาออนไลน์ โดยตัวเลขการใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์เพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้น การปรับตัวของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับโฆษณาออนไลน์นั้นด้ว</p>
<p style="text-align:justify;">ความโดดเด่นของ Bangkokbiznews.com ก็คือ เนื้อหาที่มีความหลากหลาย แยกแยะเป็นหมวดหมู่ ประกอบไปด้วย ข่าว บทความ บทวิเคราะห์ และบล็อก ที่ตอบสนองความต้องการในการบริโภคข่าวสารของผู้อ่านทุกระดับทุกความต้องการ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ Bangkokbiznews.com คือสื่อออนไลน์ในเครือเนชั่น ที่มีสื่ออยู่ในเครือครอบคลุมทุกแขนง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์นั้นมีทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ มีนิตยสารทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ มีสิ่งพิมพ์ในเครือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนั้น จึงสามารถดึงเนื้อหาจากสื่อออนไลน์ของสื่อต่างๆในเครือ มานำเสนอผ่าน Bangkokbiznews.com ได้อย่างไม่จำกัด เสริมความแข็งแกร่งให้ Bangkokbiznews.com เป็นศูนย์กลางของสื่อออนไลน์ในเครือไปโดยปริยาย</p>
<p style="text-align:justify;">หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่ก่อตั้งมานาน มีฐานผู้อ่านแข็งแกร่ง ได้รับการเชื่อถือจากผู้บริโภคข่าวสาร การสร้างบล็อกให้ผู้นำองค์กรธุรกิจระดับ CEO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจเข้ามาเป็นบล็อกเกอร์ บอกเล่าความคิด และประสบการณ์เรื่องบริหารจัดการธุรกิจ นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจยิ่ง เพราะการที่สื่อสามารถดึงเอาผู้บริหารเหล่านี้เข้ามามีส่วนในการสร้างเนื้อหา ก็นับว่าสื่อได้รับการยอมรับจากบรรดาบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจเหล่านี้ และเนื้อหาที่บรรดา CEO ทั้งหลายนำเสนอใน CEO BLOG ก็จะเป็นพลังดึงดูความสนใจของผู้ต้องการข่าวสารความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ ให้เข้ามารับรู้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจำนวนผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จะเป็นดัชนีที่นำไปสู่การบริหารจัดการด้านการตลาดของเว็บไซต์ได้อย่างดียิ่ง</p>
<p style="text-align:justify;">การปรับตัวเข้าสู่ Web 2.0 ของ Bangkokbiznews.com จึงเป็นไปเพื่อทั้งตัวผู้บริโภคและตัวสื่อเอง กล่าวคือ</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>ในส่วนของผู้บริโภค</strong> ได้รับเนื้อหาที่หลากหลายให้เลือกตรงตามความต้องการของตนเอง ทั้งยังใช้เป็นเวทีในการเสนอความคิดเห็น ทั้งในแง่การโต้แย้งและเห็นด้วยในประเด็นต่างๆที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในส่วนของข่าวนั้นมีการเพิ่มเติมข่าวใหม่ตามสถานการณ์ตลอดเวลา ทำให้ผู้บริโภครับรู้ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆทั่วโลกได้ทันเวลา</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>ในส่วนของสื่อ</strong> ได้สร้างความแข็งแกร่งของการนำเสนอข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์โดยใช้เครือข่ายการสื่อสารในเครือให้เกิดประโยชน์ร่วมกันมากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคข่าวสารอย่างเต็มที่ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางหรือประตูในการนำผู้บริโภคเข้าไปสู่สื่ออื่นๆในเครือได้อย่างดียิ่ง และเป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของโฆษณาสื่อออนไลน์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต</p>
<p style="text-align:justify;">การปรับตัวเข้าสู่เว็บ 2.0 ของ Bangkokbiznews.com จึงตอบสนองความต้องการทั้งของผู้บริโภคข่าวสารและตัวสื่อเอง นับได้ว่าผู้บริหารสื่อที่เป็นเจ้าของ Bangkokbiznews.com มองเห็นความสำคัญของสื่อออนไลน์ที่จะต้องพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวย่อมจะเกิดแก่ทั้งสองฝ่าย</p>
<p style="text-align:justify;">โปรดสังเกต เว็บ 2.0 อย่าง Yahoo,Google,Hi5,Facebook,Sanook,Pantip และ ฯลฯ ล้วนแต่ให้เปล่าทั้งสิ้น แต่เจ้าของสื่อล้วนแต่ร่ำรวยจากการให้บริการฟรีดังกล่าว เพราะช่องทางในการแสวงหารายได้ของสื่อก็มีมากเช่นกัน จึงเชื่อแน่ว่า การปรับตัวสู่ Web 2.0 ของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ ผู้บริหารเครือเนชั่นซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ มีคำตอบสำหรับอนาคตไว้เรียบร้อยแล้ว</p>
<p style="text-align:justify;">ผลจากการปรับตัวของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นต้นแบบให้สื่อออนไลน์ของสื่อรายอื่นๆได้ขยับเคลื่อนไหวตาม ประโยชน์ก็จะได้แก่ผู้บริโภคสื่อเบื้องต้น และตกแก่สื่อในลำดับถัดมา ในที่สุดทั้งผู้บริโภคและสื่อก็จะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่่าย.</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=83&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/11/bangkokbiznews/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/bkkbiznews2.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>สื่อสารผ่านบล็อก : ถึงทีผู้บริโภคสื่อโต้กลับบ้าง</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/15/citizen-reporter/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/15/citizen-reporter/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Apr 2008 00:44:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[
 
เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเรียนปริญญาโทที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้สื่อสร้างกระแสให้แก่ตนเองได้อย่างดียิ่ง  ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็เป็นที่จับจ้องของสื่ออยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้สร้างมิติใหม่ของการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์  ในลักษณะที่เรียกว่าการตลาดอย่างเต็มที่  นั่นคือ สร้างกิจกรรมให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อตลอดเวลา ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อประจำสัปดาห์  จัดรายการ “นายกทักษิณคุยกับประชาชน” ทุกเช้าวันเสาร์ และที่เป็นไม้เด็ดก็คือ การสัญจรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านแบบติดดิน  อาทิ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในโอ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจท้องที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า  ให้เห็นทั้งภาพ เสียง บรรยากาศชนิดที่เรียกว่าเหมือนกับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินใหญ่ยังไงยังงั้น  
     การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว  คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร  ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ  ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร  คือนายกรัฐมนตรี  นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว
     ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา
     ในฐานะนักศึกษาสื่อสารมวลชน และส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=54&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเรียนปริญญาโทที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้สื่อสร้างกระแสให้แก่ตนเองได้อย่างดียิ่ง<span>  </span>ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็เป็นที่จับจ้องของสื่ออยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้สร้างมิติใหม่ของการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์<span>  </span>ในลักษณะที่เรียกว่าการตลาดอย่างเต็มที่<span>  </span>นั่นคือ สร้างกิจกรรมให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อตลอดเวลา ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อประจำสัปดาห์<span>  </span>จัดรายการ<strong> </strong></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong>“<span>นายกทักษิณคุยกับประชาชน</span>”</strong><span> ทุกเช้าวันเสาร์ และที่เป็นไม้เด็ดก็คือ การสัญจรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านแบบติดดิน<span>  </span>อาทิ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในโอ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจท้องที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า<span>  </span>ให้เห็นทั้งภาพ เสียง บรรยากาศชนิดที่เรียกว่าเหมือนกับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินใหญ่ยังไงยังงั้น<span>  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว<span>  </span>คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร<span>  </span>ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ<span>  </span>ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร<span>  </span>คือนายกรัฐมนตรี<span>  </span>นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในฐานะนักศึกษาสื่อสารมวลชน และส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เรียนปริญญาตรีมาทางนิเทศศาสตร์ด้วย<span>  </span>จึงทำให้พวกเราเหล่านักนิเทศศาสตร์ที่กำลังหาทางทำคะแนนเพื่อให้สอบผ่าน มีความอึดอัดคับข้องในไปด้วย ต้องนั่งถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องภาวะจำยอมของผู้รับสาร และหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดีกับภาวะจำยอมนี้ (แน่นอนว่า ส่วนมากแล้วรู้สึกว่าตัวเอง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>จำยอม</span>” <span>ในการรับสารดังกล่าว</span>) <span>นั่นคือ มีช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังผู้ส่งสารบ้าง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span id="more-54"></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">    เพื่อนหลายๆคนที่งานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ที่นิยมทำเว็บไซต์ขององค์กรควบคู่ไปด้วย ได้เสนอทางออกในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปสู่ผู้ส่งสาร ซึ่งในห้องเรียนของพวกเรานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นายกรัฐมนตรีที่ครอบครองพื้นที่สื่ออยู่เท่านั้น หากแต่รวมถึงตัวสื่อเองซึ่งเป็นผู้เสนอข่าวสาร เป็นตัวกลาง เป็นผู้พิจารณาว่าจะนำเสนอข่าวสารอะไรออกไป หรือเรียกตามภาษาวิชาการว่า <strong>ผู้รักษาประตู</strong> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span> </span>(Gate Keeper)<span> การโต้ตอบผ่านกระดานสนทนา (</span>Web Board<span>) ที่มีอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการแสดงความคิดเห็น (</span>Comment<span>) ต่อท้ายข่าว ซึ่งเว็บไซต์ของสื่อส่วนมากจะมีสองส่วนนี้ไว้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ตัวอย่างที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในประเด็นนี้กันมากก็คือ เว็บไซต์ของ<a href="http://www.manager.co.th">หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ </a>กับ ห้องสนทนาของเว็บไซต์<a href="http://www.pantip.com">พันทิปด็อทคอม </a>ว่าเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นของผู้รับสารที่ได้รับความนิยมมากที่สุด<span>  </span>มีความหลากหลายและเป็นชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ (ในขณะนั้น)<span>  </span>ซึ่งนับว่าเป็นช่อทางที่ผู้รับข่าวสารสามารถใช้เป็นช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปถึงผู้ส่งสารได้อย่างเต็มที่<span>  </span>ซึ่งในขณะนั้น พวกเราก็คาดการณ์กันว่า ช่องทางนี้จะต้องขายตัวออกไปอย่างกว้างขวางและพัฒนารูปแบบไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ไม่มีใครแน่ใจว่า จะพัฒนารูปแบบไปอย่างไร<span>  </span>ต่างก็พูดกันแต่เพียงว่า </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>คอยดูก็แล้วกัน</span>”<span> (</span>Wait &amp; See) <span>มันจะต้องมีหนทางแน่ๆ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ช่วงเวลานั้น บล็อก (</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blog)<span> ยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของไทย<span>  </span>การเขียนบล็อกยังอยู่ในวงแคบๆ พวกเราเหล่านักศึกษานิเทศศาสตร์ก็ไม่มีใครรู้จักและสนใจเรื่องนี้ยังจริงจัง สิ่งที่เรารู้ก็คือ เว็บบอร์ด<span>  </span>และเว็บบอร์ดที่เรารู้จักดีก็คือ พันทิป ผู้จัดการ<span>  </span>และอีกไม่กี่แห่ง<span>  </span>ซึ่งเว็บบอร์ดดังกล่าวก็มีข้อจำกัดอยู่มาก นั่นคือ ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของเว็บไซต์<span>  </span>หากแสดงความคิดเห็นโดยใช้คำที่ </span>“<span>ไม่เหมาะสม</span>”<span><span>  </span>โอกาสที่จะถูกลบออกไปจากระบบก็มีมากขึ้น ซึ่งคำว่า </span>“<span>ไม่เหมาะสม</span>”<span>นั้นกินความหมายกว้างขวางแบบครอบจักรวาล<span>  </span>แม้การแสดงความคิดเห็นในทางที่ไม่เห็นด้วยกับเว็บมาสเตอร์ ก็อยู่ในข่าย </span>“<span>ไม่เหมาะสม</span>”<span> ด้วยเช่นกัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แต่ในที่สุดสิ่งที่พวกเราในห้องเรียน </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>คอยดูก็แล้วกัน</span>”<span> นั้นก็ปรากฏตัวขึ้น และขยายตัวอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่งนั่นคือ</span> Weblog<span>  </span><span>หรือเรียกสั้นๆว่า </span>Blog <span>อันเป็นเวทียอดนิยมในการแสดงออกบนโลกออนไลน์นั่นเอง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blog<span> เป็นเวทีที่ผู้รับสื่อ หรือผู้บริโภคสามารถแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับสื่อต่อเนื้อหาของสารได้อย่างอิสระ เพราะ </span>Blog<span> คือพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของ หรือ </span>Blogger<span> ที่สามารถจัดการเนื้อหา (</span>Content<span>) ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าบล็อกนั้นจะเป็นบล็อกที่ให้บริการฟรีโดยเว็บไซต์ต่างๆ หรือเป็นบล็อกที่บล็อกเกอร์จัดทำขึ้นมาเอง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blogger<span> ซึ่งแต่ก่อนเป็นเพียงผู้รับสารทางเดียว<span>  </span>แต่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าของสารและผู้ส่งสารไปพร้อมๆกัน<span>  </span>พวกเขาสามารถใช้ </span>Blog<span> เป็นช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังเจ้าของสารและสื่อที่เป็นผู้ส่งสารได้อย่างฉับพลันและมีอิสระ <span> </span>บล็อกจึงกลายเป็นเครื่องมือในการเสนอข้อมูล ข่าวสารที่อาจจะเป็นการตอบโต้ หรือเสริมข้อมูลที่นำเสนอโดยสื่อ<span>  </span>ในบางสถานการณ์บล็อกได้กลายเป็นสื่อที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าสื่อกระแสหลัก<span>  </span>เช่น เหตุการณ์ประท้วงในพม่าที่บล็อกเกอร์ทั้งชาวพม่าเองและชาวต่างชาติที่อยู่ในพม่า ได้เสนอข้อมูลข่าวสารผ่านบล็อกของตน<span>  </span>หรือในบางบล็อกก็เสนอข้อมูลเพื่อตอบโต้สื่อกระปสหลักที่เสนอข้อมูลข่าวสารแบบลำเอียง เช่น เหตุการณ์ประท้วงในทิเบตที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสื่อกระแสหลักของตะวันตก เช่น </span><a href="http://www.bbc.co.uk">BBC</a>,<a href="http://www.cnn.com">CNN</a> <span>ได้เสนอข้อมูลที่เข้าข้างชาวทิเบตและโจมตีจีน<span>  </span>มีบล็อกเกอร์ได้นำเสนอข้อมูลที่แตกต่างผ่านบล็อกของตน เป็นการตอบโต้สื่อตะวันตก (<a href="http://www.oknation.net/blog/Granddragon">ดูบล็อกตัวอย่างที่นี่</a>)</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">บล็อกที่มีมีความโดดเด่นในเรื่องนี้ เท่าที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ <a href="http://www.oknation.net">บล็อกโอเคเนชั่น</a> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">(OKnation.net)<span> ที่มีแนวความคิดในการทำบล็อกโดยถือว่า บล็อกเกอร์แต่ละคนเป็น </span>“<span>นักข่าวอาสา</span>”<span> หรือ </span><a href="http://www.oknation.net/blog/black/2007/03/30/entry-1">“<span>นักข่าวพลเมือง</span>”</a><span><span>  </span></span>(Citizen Reporter)<span><span>  </span>ภายใต้ความเชื่อที่ว่า </span>“<span>ทุกคนเป็นนักข่าวได้</span>”<span> จึงทำให้บล็อกโอเคเนชั่น มีเนื้อหาหลากหลายในเชิงข่าว โดยบล็อกเกอร์จากทั่วประเทศ เสนอข้อมูล ข่าวสารผ่านบล็อกของตน และเป็นเวทีในการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้สื่อกระแสหลักของผู้บริโภคด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เมื่อบล็อกเกิดขึ้นมา จึงถึงคราวของผู้บริโภคที่จะได้ตอบโต้คืนบ้าง หลังจากที่ต้องทนรับสารแต่ฝ่ายเดียวมาตลอด<span>  </span>ข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมากได้รับการถ่ายเทจากบล็อกสู่บล็อก<span>  </span>ไหลบ่าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา<span>  </span>จำนวนคนที่ใช่บล็อกในการสื่อสารหรือบล็อกเกอร์ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว<span>  </span>และการสื่อสารผ่านบล็อกนั้นเป็นการสื่อสารสองทาง ที่ผู้ส่งสารและผู้รับสารสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลตอบโต้กันได้อย่างฉับพลันทันที จึงทำให้บล็อกกลายเป็น </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>สื่อ</span>”<span> ที่ทรงพลังอีกอย่างหนึ่ง<span>  </span>แม้จะยังเป็น </span>“<span>พลังเงียบ</span>”<span> อยู่ก็ตามที</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">     <span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในกาลต่อไปข้างหน้า ผู้ใดยึดพื้นที่ในบล็อกได้ ผู้นั้นย่อมเป็นต่อเช่นเดียวกับการยึดครองพื้นที่สื่อกระแสหลักในปัจจุบัน ต่างกันแต่ว่า การยึดพื้นที่ในบล็อกได้นั้นอาจยากสักหน่อย เพราะบล็อกเกอร์คือผู้รับสื่อที่เป็นปัจเจกบุคคล มีความคิดอิสระ<span>  </span>ยากที่จะครอบงำได้ง่ายๆ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">      </span><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ดีไม่ดี อาจถูกบล็อกเกอร์ที่เป็นผู้บริโภคข่าวสารรู้ทันรุมโห่ผ่านบล็อกเอาก็เป็นได้</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">.</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=54&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/15/citizen-reporter/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“ผลประโยชน์ทับซ้อน” กับการทำหน้าที่ของสื่อ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/06/media-conflict-interest/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/06/media-conflict-interest/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Apr 2008 00:38:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประโยชน์ทับซ้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[

เรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (Conflict Interest) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน  การเกิดขึ้นของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่ามากหรือน้อยก็สามารถก่อความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้  

            สารานุกรมวิกิพีเดีย (http://th.wikipedia.org) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า  “ผลประโยชน์ทับซ้อน คือภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพ ในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นในการกระทำที่เป็นกลางลดลง” ซึ่งเป็นการอธิบายความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ครอบคลุมทีเดียว
            จำเลยที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือนักการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ก้าวหน้า  นโยบายที่กำหนดไว้นั้นจะถูกนำไปปฏิบัติผ่านหน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง ไปสู่กรมกองต่างๆ และลงไปถึงระดับล่างสุดคือการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับจังหวัด (อบจ.) จนถึงระดับตำบล (อบต.)  ซึ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติย่อมมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้ามารับงานผ่านการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบของราชการ ถูกต้องตามข้อกำหนด ทำให้นักการเมืองได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเครือข่ายธุรกิจของตนหรือของเครือญาติ 
            ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีความเลวร้ายไม่ต่างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น (Corruption) หากจะว่าไปแล้วก็คือคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง  แต่ลดความอุกอาจลงจนยากที่จะเอาผิดได้  หรือไม่มีทางที่จะเอาผิดได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือจรรยาบรรณ อันเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ความชอบธรรม มาสร้างผลประโยชน์แก่ตนเอง  ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=48&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"><strong></strong></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><a href="http://mediatalkblog.wordpress.com/wp-admin/None"><img class="alignright size-medium wp-image-53" style="float:right;border:0;margin:10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/ict64.jpg?w=236&#038;h=235" alt="" width="236" height="235" /></a>เรื่อง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>ผลประโยชน์ทับซ้อน</span>”<span> (</span>Conflict Interest<span>) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน<span>  </span>การเกิดขึ้นของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่ามากหรือน้อยก็สามารถก่อความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้<span>  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><span>สารานุกรมวิกิพีเดีย (</span><a href="http://th.wikipedia.org/">http://th.wikipedia.org</a>) <span>ได้อธิบายความหมายไว้ว่า <span> </span></span><strong>“<span>ผลประโยชน์ทับซ้อน คือภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพ ในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นในการกระทำที่เป็นกลางลดลง</span>”</strong><span> ซึ่งเป็นการอธิบายความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ครอบคลุมทีเดียว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>จำเลยที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือนักการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ก้าวหน้า<span>  </span>นโยบายที่กำหนดไว้นั้นจะถูกนำไปปฏิบัติผ่านหน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง ไปสู่กรมกองต่างๆ และลงไปถึงระดับล่างสุดคือการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับจังหวัด (อบจ.) จนถึงระดับตำบล (อบต.) <span> </span>ซึ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติย่อมมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้ามารับงานผ่านการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบของราชการ ถูกต้องตามข้อกำหนด ทำให้นักการเมืองได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเครือข่ายธุรกิจของตนหรือของเครือญาติ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีความเลวร้ายไม่ต่างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น (</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Corruption)<span> หากจะว่าไปแล้วก็คือคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง<span>  </span>แต่ลดความอุกอาจลงจนยากที่จะเอาผิดได้<span>  </span>หรือไม่มีทางที่จะเอาผิดได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือจรรยาบรรณ อันเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ความชอบธรรม มาสร้างผลประโยชน์แก่ตนเอง<span>  </span>ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้<span>  </span>เพราะข้อบัญญัติของกฎหมาย หรือกฎระเบียบไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ชัดเจนนั่นเอง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><span>นักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน<span>  </span>จึงกลายเป็นว่า เมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้เมื่อใด นักการเมืองจะต้องกลายเป็นผู้ร้ายตัวสำคัญไปแทบทุกครั้ง ทั้งๆที่หากจะพูดอย่างไม่ลำเอียงแล้ว ทุกคน หรือทุกองค์กร ทุกอาชีพ ล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ทั้งสิ้น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>เมื่อเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นกับใครย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน<span>  </span>เพราะมันจะทำให้คนๆนั้นมีความโน้มเอียงที่จะยึดเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง นำไปสู่การละเมิดกฎหรือเพิกเฉยต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมทั้งของตนเองและของผู้อื่น <span> </span>ก่อความเสียหายแก่ส่วนรวมได้ ยิ่งถ้าคนๆนั้นมีหน้าที่อำสำคัญ ความเสียหายก็จะยิ่งเกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><strong>แล้วที่ร่ายมายืดยาวนี้มันเกี่ยวอะไรกับสื่อ หลายคนอาจสงสัย<span>  </span></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong></strong></span><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span id="more-48"></span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>คำตอบก็คือ เกี่ยวเป็นอย่างมาก เพราะการทำหน้าที่ของสื่อนั้น<span>  </span>เป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนภาพความจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา<span>  </span>สื่อเป็นเสมือนพยานในศาลที่จะต้องให้การโดยยึดถือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น<span>  </span>เพื่อให้ศาลใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินคดีความได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม หากสื่อเกิดมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่ต่างจากกระจกร้าวหรือแตก<span>  </span>ภาพที่สะท้อนออกมาย่อมบิดเบี้ยว ไม่ต่างจากพยานให้การด้วยถ้อยความอันเป็นเท็จ ย่อมทำให้ศาลตัดสินคดีความผิดไปจากความเป็นจริงได้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><strong>คำถามต่อมาก็คือ แล้วสื่อจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้อย่างไร</strong></span><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>คำตอบก็คือ ผลประโยชน์ทับซ้อนของสื่อนั้น เกิดขึ้นได้มากมาย<span>  </span>เพราะฐานะหนึ่งของสื่อก็คือ องค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร ทั้งสื่อกระแสหลักอย่าง วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์<span>  </span>และสื่อกระแสรองหรือสื่อสมัยใหม่อย่างเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวสาร ต่างๆที่เกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน<span>  </span>ที่ได้ผลประโยชน์จากองค์กรและหน่วยงานต่างๆจากการโฆษณาในสื่อเหล่านั้น โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจคือบริษัทห้างร้าน ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ จนไปถึงบรรษัทข้ามชาติที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลก<span>  </span>ซึ่งองค์กรธุรกิจเหล่านั้นต่างก็แสวงหาผลกำไรด้วยกันทั้งสิ้น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>การประกอบกิจกรรมใดๆก็ตาม ล้วนมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายหรือผลกระทบในทางที่ไม่ดีขึ้นได้ ดังปรากฏให้เห็นเสมอๆ ในขอบเขตทั่วโลก<span>  </span>เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สื่อย่อมทำหน้าที่ตีแผ่ความเสียหายนั้นสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดการรับรู้และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา<span>  </span>อันเป็นบทบาทสำคัญของสื่อ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>ผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมจะเกิดขึ้นได้ หากองค์กรธุรกิจที่เป็นผู้สร้างปัญหานั้น เป็นผู้สนับสนุนสื่อในโดยการลงโฆษณากิจการของตน<span>  </span>เมื่อสื่อทำหน้าที่ตีแผ่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นซึ่งย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรธุรกิจนั้นๆอย่างแน่นอน<span>  </span>องค์กรธุรกิจดังกล่าวอาจใช้ผลประโยชน์จากการลงโฆษณาบีบบังคับสื่อไม่ให้ตีแผ่ความผิดของตนที่เกิดขึ้น หรืออาจลดความเข้มข้นลง หรืออาจจะหนักหนาสาหัสถึงขนาดทำหน้าที่แก้ต่างให้ ด้วยการเสนอข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว คือด้านดีขององค์กรธุรกิจนั้น หรือเพิกเฉยไม่กล่าวถึงความเสียหายที่องค์กรธุรกิจสร้างขึ้น เพื่อประโยชน์จากการโฆษณาของตนจะยังอยู่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยต่อไป</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>นี่ย่อมเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน<span>  </span>หากสื่อเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์จากการโฆษณาเอาไว้ ด้วยการเพิกเฉยหรือลดการนำเสนอ หรือ ทำหน้าที่แก้ต่างให้องค์กรธุรกิจ ก็ไม่ต่างจากการที่นักการเมืองกำหนดนโยบายเพื่อให้เครือข่ายธุรกิจของตัวเองได้ผลประโยชน์จากนโยบายนั้น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>กรณีเช่นนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ<span>  </span>สื่อเองก็คงรู้ซึ้งถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนดังกล่าวดี<span>  </span>โดยเฉพาะกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหรือองค์กรธุรกิจกึ่งราชการที่นักการเมืองมีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารอย่างเต็มที่นั้น ล้วนแต่เป็นผู้สนับสนุนหรือผู้ลงโฆษณารายใหญ่ๆของสื่อแทบทั้งสิ้น หากแม้นสื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนักการเมืองที่กุมอำนาจในการบริหารจัดการองค์กรนั้น แม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแต่ส่งผลในทางที่เสียหายแก่นักการเมืองดังกล่าว<span>  </span>ก็อาจนำไปสู่การถอนโฆษณาอันจะทำให้สื่อสูญเสียประโยชน์ไป<span>  </span>หากสื่อเลือกรักษาผลประโยชน์ตัวเองโดยยอมเพิกเฉยไม่ทำหน้าที่ ผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมเกิดขึ้นทันที</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><span>แล้วสื่อจะทำอย่างไรในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จะเลือกทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หรือจะเลือกรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจด้วยการลดการทำหน้าที่ของตนลงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ และต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>นี่เป็นโจทย์ที่ยุ่งยากและซับซ้อนของสื่อในยุคปัจจุบัน เพราะสื่อเองก็อยู่ในฐานะองค์กรธุรกิจที่ต้องแสวงหากำไรด้วย<span>  </span>ขณะที่หน้าที่ของสื่อคือการเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา<span>  </span>เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับหน้าที่<span>  </span>สื่อจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>การจัดการกับปัญหานี้ของสื่อ ย่อมสะท้อนผ่านข้อมูลข่าวสารที่สื่อนำเสนอ ซึ่งสาธารณชนคือผู้รับข่าวสารจะต้องพิจารณาให้ดีว่า<span>  </span>ข้อมูลข่าวสารที่ได้จากสื่อนั้นเกิดจากการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หรือเกิดจากผลประโยชน์ทับซ้อนของสื่อ ซึ่งคงไม่ยากจนเกินไป.</span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/48/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/48/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=48&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/06/media-conflict-interest/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/ict64.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>&#8220;การสื่อสารสาธารณะ&#8221; กับ &#8220;ไวยากรทางจริยธรรม&#8221;</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/04/public-communication/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/04/public-communication/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 04 Apr 2008 19:55:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[Public Communication]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=46</guid>
		<description><![CDATA[ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา  นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย ได้เสนอแนวคิด &#8220;ไวยากรณ์ทางจริยธรรม&#8221; สำหรับ  &#8221;การสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)&#8221; ไว้ในหนังสือ &#8220;ระหว่างกระจกกับตะเกียง&#8221; (หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ

1. นักสื่อสารสาธารณะ จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สานของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา (1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ (2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ (3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ (4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่อะไรที่มีด้านเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกมุมมองมีความถูกต้องเท่าๆกัน
2. นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะคัดเลือกและนำเสนอสารของตนอย่างเป็นธรรม และอย่างเคารพความเที่ยงตรง โดยจะต้องซึมซับการใฝ่หาความยุติธรรมจนกลายเป็นนิสัย (habit of justice) ฉะนั้นเขาจะไม่เจาะจงตกแต่งหรือบิดเบือนความคิดตามลีลาของนักโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการตั้งใจหรือปกปิดหรือซ่อนเร้นจุดสำคัญๆ ซึ่งผู้รับสารจำเป็นต้องทราบในอันที่จะใช้เป็นหลักในการประเมินข้อมูลและข้อคิดเห็นของเขาได้อย่างถูกต้อง ภารกิจตลอดกาลของเขาคือการสร้างความเสมอภาคแห่งโอกาสของความคิดต่างๆ (equality  of opportunity among ideas)
3.  นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะมีนิสัยที่ชอบตริตรองเรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณะประโยชน์ ให้มากๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=46&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><b><img border="0" vspace="20" align="left" width="155" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/gender01.gif?w=155&#038;h=167" hspace="20" alt="“การสื่ภ??ารสาธารณะ” กับ “ไวยากรทางจริยธรรม”" height="167" />ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา</b>  นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย ได้เสนอแนวคิด <b>&#8220;ไวยากรณ์ทางจริยธรรม&#8221; </b>สำหรับ <b> &#8221;การสื่อสารสาธารณะ </b>(Public Communication)&#8221; ไว้ในหนังสือ <b>&#8220;ระหว่างกระจกกับตะเกียง&#8221; </b>(หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ</p>
<p><b></b></p>
<p><strong>1. นักสื่อสารสาธารณะ </strong>จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สานของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา (1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ (2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ (3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ (4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่อะไรที่มีด้านเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกมุมมองมีความถูกต้องเท่าๆกัน</p>
<p><strong>2. นักสื่อสารสาธารณะ</strong> ควรจะคัดเลือกและนำเสนอสารของตนอย่างเป็นธรรม และอย่างเคารพความเที่ยงตรง โดยจะต้องซึมซับการใฝ่หาความยุติธรรมจนกลายเป็นนิสัย (habit of justice) ฉะนั้นเขาจะไม่เจาะจงตกแต่งหรือบิดเบือนความคิดตามลีลาของนักโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการตั้งใจหรือปกปิดหรือซ่อนเร้นจุดสำคัญๆ ซึ่งผู้รับสารจำเป็นต้องทราบในอันที่จะใช้เป็นหลักในการประเมินข้อมูลและข้อคิดเห็นของเขาได้อย่างถูกต้อง ภารกิจตลอดกาลของเขาคือการสร้างความเสมอภาคแห่งโอกาสของความคิดต่างๆ (equality  of opportunity among ideas)</p>
<p><strong>3.  นักสื่อสารสาธารณะ </strong>ควรจะมีนิสัยที่ชอบตริตรองเรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณะประโยชน์ ให้มากๆ จนกระทั่งเห็นว่าเรื่องส่วนรวมเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าเรื่องส่วนตัว ในกรณีที่การนำเสนอของเขาจำเป็นต้องมีมุมมองเฉพาะของตนเอง เขาควรอยู่ในฐานะที่พร้อมจะเปิดเผยที่มาของข้อมูล และการก่อรูปของความคิดเห็นของตนอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งความพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนได้ตามหลักของความโปร่งใสด้วย</p>
<p><strong>4. เต็มใจที่จะรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นอื่นๆ</strong> ที่ไม่เหมือนกับของตน ทว่าในท้ายที่สุด การสื่อสารของเขาเองจะต้องไม่ยินยอมสูญเสียหลักการที่เขาเชื่อมั่นว่าได้ผ่านการตริตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยไม่ประนีประนอมง่ายๆ นอกจากนี้ นักสื่อสารสาธารณะที่ทำงานของตนมาอย่างเต็มที่แล้ว จะต้องยินดีที่จะประจันหน้ากับการท้าทายใดๆมากกว่าการสมยอมอย่างผิดๆ</p>
<p><span id="more-46"></span></p>
<p>&#8220;นักสื่อสารสาธารณะ&#8221; ในความหมายของ <b>ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา</b> ในที่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่สื่อสารมวลชน แต่รวมถึงบุคคลสาธารณะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้บริหารของรัฐและเอกชน ข้าราชการ นักวิชาชีพต่างๆ ที่จำเป็นต้องสื่อสารข้อความทางสังคมกับสาธารณชน ยกเว้นกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงโดยตรงล้วนๆ</p>
<p>เมื่อพิเคราะห์ตามแนวคิดที่  <b>ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา</b> เสนอแล้ว ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีว่า หากยึดตามแนวคิดดังกล่าว  &#8220;นักสื่อสารสาธารณะ&#8221; ในสังคมไทย  ทั้งสื่อสารมวลชนและบุคคลสาธารณะ จะมีสักกี่สื่อและกี่คนที่ยังคงมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้ง 4 ข้อนั้น</p>
<p>ปัจจุบันสื่อสาธารณะได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นอย่างมาก  มีการจัดตั้งสื่อสาธารณะขึ้นมาถึงสองหน่วยงาน คือ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ที่แปรมาจากสถานีโทรทัศน์ ITV และสถานีโทรทัศน์ NBT ที่เปลี่ยนชื่อมาจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งสื่อสาธารณะทั้งสองแห่ง กิดขึ้นจากการผลักดันของผู้มีอำนาจทางการเมืองต่างวาระกัน  โดย สถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ส่วนสถานีโทรทัศน์ NBT จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งสื่อสาธารณะทั้งสองแห่งต่างก็ได้รับการกล่าวอ้างว่าจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสื่อสาธารณะที่มุ่งประโยชน์แก่สาธารณชน ไม่ใช่เป็นกระบอกเสียงให้แก่รัฐบาล</p>
<p>คำถามที่จะต้องถามก็คือ สื่อสาธารณะดังกล่าว มีความน่าเชื่อถือเพียงใดที่จะเป็นไปตามหลัก<b> </b><b>&#8220;ไวยากรณ์ทางจริยธรรม&#8221; </b>สำหรับ <b> </b><b>&#8220;การสื่อสารสาธารณะ&#8221;</b> ที่ <b>ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา</b> ได้นำเสนอไว้  ทั้งนี้จะต้องย้อนกลับไปพิจารณาบุคคลสาธารณะที่จัดอยู่ในฐานะ &#8220;นักการสื่อสารสาธารณะ&#8221; ซึ่งได้ก่อตั้งสื่อสาธารณะขึ้นมา นั่นคือคือนักการเมือง รวมถึงผู้ที่มีส่วนในการก่อตั้งและดำเนินงานสื่อสาธารณะทั้งสองแห่ง  ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามแนวคิดทั้ง 4 ประการนั้นหรือไม่ </p>
<p>ถ้าหากมีคุณสมบัติของผู้ก่อตั้งและผู้บริหารกิจการครบถ้วนตามแนวคิดทั้ง 4 ข้อ  ย่อมจะเชื่อได้ว่า  สื่อสาธารณะทั้ง 2 แห่ง จะสามารถดำรงฐานะความเป็นสื่อสาธารณะที่รับใช้ประชาชนและสังคม  โดยการให้ข้อมูลข่าวสารที่ดี เหมาะสม น่าเชื่อถือ หลากหลายแง่มุม  ยึดถือมีความเป็นธรรมและเที่ยงตรง มุ่งประโยชน์ส่วนรวมและโปร่งใสตรวจสอบได้ รวมถึงการยืนหยัดในหลักการแห่งความเป็นสื่อ ไม่ยอมสยบต่ออำนาจใดๆที่เข้ามาแทรกแซงให้สูญเสียความเป็นสื่อสาธารณะ</p>
<p> ปัญหาในกรณีก็คือ นักการเมืองผู้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ &#8220;สื่อสาธารณะ&#8221; ตามแนวคิด<b>&#8220;ไวยากรณ์ทางจริยธรรม&#8221;</b> ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสื่อสาธารณะทั้ง 2 แห่ง มีฐานะอันชวนให้สงสัยยิ่งว่า  ขาดคุณสมบัติตามแนวคิดทั้ง 4 ข้อที่ <b>ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา</b> ได้เสนอไว้หรือไม่  เพื่อให้พิจารณาได้ง่ายขึ้น จึงขอยกหลักการในข้อแรกมาให้เทียบเคียงกับพฤติกรรมการสื่อสารของนักการเมืองดังนี้</p>
<p><b>(1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ </b><b> - </b>ขอให้พิจารณาดูว่า นักการเมืองไทยมีความรู้เพียงพอในเรื่องที่เขาสื่อสารออกมาหรือไม่  หากมีความรู้เพียงพอย่อมสามารถยืนยันหรือกล่าวซ้ำได้โดยไม่แปรเปลี่ยนถ้อยคำหรือท่าทีที่เป็นไปในทางตรงกันข้ามในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งนักการเมืองไทยมักจะใช้เวลาไม่นานเลยในการเปลี่ยนแปลงคำพูดของตน</p>
<p><b>(2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ </b><b>-</b> นักการเมืองไทยมีคุณสมบัติข้อนี้หรือไม่  ซึ่งส่วนมากแล้ว นักการเมืองไทยดูเหมือนจะไม่สนใจข้อนี้ เพราะพวกเขาพร้อมที่จะสื่อสารได้ทุกเรื่อง ทุกสถานที่ ทุกเวลา</p>
<p><b>(3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ </b><b>- </b>นักการเมืองเคยอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลหรือไม่ มีข้อสรุปในสิ่งที่ตนแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็คือ &#8220;ความเข้าใจ&#8221; ในเรื่องนั้นๆอย่างแท้จริงหรือไม่  ข้อนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับนักการเมืองไทยทำ  เพราะเขาสามารถสื่อสารในเรื่องที่ถูกถามได้ทุกเรื่องโดยทันที</p>
<p><b>(4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่อะไรที่มีด้านเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกมุมมองมีความถูกต้องเท่าๆกัน </b><b>- </b>ข้อนี้ นักการเมืองไทยดูเหมือนจะไม่คิดและสื่อสารอะไรที่มีความซับซ้อนแบบนี้</p>
<p>เมื่อพิจารณาครบถ้วนกระบวนความตามหลักการข้อแรกแห่ง <b>&#8220;ไวยากรณ์ทางจริยธรรม&#8221; </b>สำหรับ <b> &#8221;การสื่อสารสาธารณะ</b>&#8221; แล้วก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า  นักการเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนักการสื่อสารสาธารณะ  ขาดคุณสมบัติทั้ง 4  ข้อนั้น</p>
<p>ฉะนั้น จึงเป็นที่น่าหวั่นวิตกว่า สื่อสาธารณะที่นักการเมืองผลักดันจัดตั้งกันขึ้นมานั้น จะอยู่ในสภาพที่เป็นสื่อสาธารณะแต่เพียงรูปแบบ ส่วนเนื้อหานั้นก็คือสื่อของรัฐ หรือของกลุ่มคนที่มีอำนาจอิทธิพลคอยชี้นำ</p>
<p>แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรที่จะให้โอกาสสื่อสาธารณะดังกล่าวได้ดำเนินบทบาทตามภาระหน้าที่ไปตามปกติ เพียงแต่ประชาชนคนไทยที่มีส่วนในการเป็นเจ้าของก็ควรจับตามอง ตรวจสอบ การทำงานของสื่อดังกล่าว หากแม้นปรากฏว่ามีการละเมิด <b>&#8220;ไวยากรณ์ทางจริยธรรม&#8221; </b>สำหรับ <b> </b><b>&#8220;การสื่อสารสาธารณะ&#8221; </b>ขึ้นมาเมื่อใดก็จะได้หาทางแก้ไขได้ทันท่วงที</p>
<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราทราบว่าคุณสมบัติของนักการเมืองที่เป็นผู้ผลักดันก่อตั้งสื่อนั้นขึ้นมา  ไม่ผ่านแม้เพียงหลักการข้อแรกของ <b>&#8220;ไวยากรณ์ทางจริยธรรม&#8221; </b>ดังกล่าว เราก็จะได้ยิ่งระมัดระวังมากขึ้น ในการดูแล &#8220;สื่อสาธารณะ&#8221; ให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง.</p>
<p>     </p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/46/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/46/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/46/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/46/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/46/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/46/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/46/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/46/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=46&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/04/public-communication/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/gender01.gif" medium="image">
			<media:title type="html">“การสื่ภ??ารสาธารณะ” กับ “ไวยากรทางจริยธรรม”</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ?</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/22/sayan-yodrak-and-media/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/22/sayan-yodrak-and-media/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Mar 2008 19:04:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ยอดรัก ลักใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สายัณห์ สัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่างนักร้องลูกทุ่งชื่อดังสองคนคือ ยอดรัก สลักใจ กับ สายัณห์ สัญญา ปรากฏตามสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ  โดยฝ่ายแรกคือยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นมะเร็งตับ และมีคนทั้งในและนอกวงการเพลงลูกทุ่งแสดงความเห็นอกเห็นใจและหาทางช่วยเหลือ  อีกฝ่ายคือสายัณห์ สัญญา แสดงความสงสัยว่า ยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ทำให้ฝ่ายยอดรัก สลักใจไม่พอใจ โดยเฉพาะคนใกล้ชิด อันได้แก่ลูกชายและเพื่อนนักร้องลูกทุ่งชื่อดังคือ เสรี รุ่งสว่าง ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต  ถึงขนาดมีผู้ใหญ่ในวงการลูกทุ่งออกมาระงับศึก  และในที่สุด ยอดรัก สลักใจ ก็ประกาศเป็นฝ่ายหยุด  เรื่องจึงจบลง
กรณีการวิวาทะจนกลายเป็นเรื่องวิวาทผ่านสื่อของสองนักร้องลูกทุ่งยอดนิยมทั้งคู่ในครั้งนี้  เป็นการทะเลาะกันเพราะสื่อโดยแท้ กล่าวคือ สายัณห์ สัญญา ให้สัมภาษณ์สื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง  สื่อนำไปตีพิมพ์เผยแพร่  สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายยอดรัก จึงออกมาตอบโต้  จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ตอบโต้กันผ่านสื่อ  โดยที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลย  สื่อทั้งหลายเป็นฝ่ายนำคำพูดของอีกฝ่ายไปสู่อีกฝ่าย ทั้งทางตรงก็คือ ผ่านนักข่าวที่ไปสัมภาษณ์ และทางอ้อมคือ ผ่านสื่อที่เผยแพร่ ทำให้ต่างฝ่ายต่างหยิบเอาคำพูดของอีกฝ่ายขึ้นมาอ้างอิงแล้วตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อ
 ในที่นี้ จะไม่ก้าวล่วงไปตัดสินว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ใครเป็นฝ่ายถูก ใครเป็นฝ่ายผิด [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=41&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่างนักร้องลูกทุ่งชื่อดังสองคนคือ <strong>ยอดรัก สลักใจ</strong> กับ <strong>สายัณห์ สัญญา</strong> ปรากฏตามสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ  โดยฝ่ายแรกคือยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นมะเร็งตับ และมีคนทั้งในและนอกวงการเพลงลูกทุ่งแสดงความเห็นอกเห็นใจและหาทางช่วยเหลือ  อีกฝ่ายคือสายัณห์ สัญญา แสดงความสงสัยว่า ยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ทำให้ฝ่ายยอดรัก สลักใจไม่พอใจ โดยเฉพาะคนใกล้ชิด อันได้แก่ลูกชายและเพื่อนนักร้องลูกทุ่งชื่อดังคือ <strong>เสรี รุ่งสว่าง</strong> ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต  ถึงขนาดมีผู้ใหญ่ในวงการลูกทุ่งออกมาระงับศึก  และในที่สุด ยอดรัก สลักใจ ก็ประกาศเป็นฝ่ายหยุด  เรื่องจึงจบลง</p>
<p><img border="0" vspace="15" align="left" width="193" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/yodrak.jpg?w=193&#038;h=238" hspace="15" alt="ยภ??รัก สลักใจ" height="238" />กรณีการวิวาทะจนกลายเป็นเรื่องวิวาทผ่านสื่อของสองนักร้องลูกทุ่งยอดนิยมทั้งคู่ในครั้งนี้  เป็นการทะเลาะกันเพราะสื่อโดยแท้ กล่าวคือ สายัณห์ สัญญา ให้สัมภาษณ์สื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง  สื่อนำไปตีพิมพ์เผยแพร่  สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายยอดรัก จึงออกมาตอบโต้  จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ตอบโต้กันผ่านสื่อ  โดยที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลย  สื่อทั้งหลายเป็นฝ่ายนำคำพูดของอีกฝ่ายไปสู่อีกฝ่าย ทั้งทางตรงก็คือ ผ่านนักข่าวที่ไปสัมภาษณ์ และทางอ้อมคือ ผ่านสื่อที่เผยแพร่ ทำให้ต่างฝ่ายต่างหยิบเอาคำพูดของอีกฝ่ายขึ้นมาอ้างอิงแล้วตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อ</p>
<p> ในที่นี้ จะไม่ก้าวล่วงไปตัดสินว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ใครเป็นฝ่ายถูก ใครเป็นฝ่ายผิด แต่จะขอพิจารณาถึงบทบาทของสื่อ ในฐานะที่เป็นตัวกลางในการนำสารจากฝ่ายหนึ่งไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งก็คือการทำหน้าที่ของสื่อ เพราะเมื่อประมวลจากคำพูดของทั้งสองฝ่าย และคำถามของบรรดาผู้สื่อข่าวทั้งหลาย นับว่าน่าสนใจไม่น้อย</p>
<p>ผมได้ดูและฟังผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ทั้งสายัณห์ สัญญา และยอดรัก สลักใจ จากโทรทัศน์หลายครั้ง  ผู้สื่อข่าวล้วนแต่นำคำพูดของฝ่ายหนึ่งที่พูดถึงฝ่ายหนึ่งมาบอกเล่าให้ฟังแล้วถามความเห็น  แน่นอนว่า คำพูดหรือ &#8220;สาร&#8221; ที่นำมาบอกเล่านั้น ย่อมเป็นคำพูดหรือ &#8220;สาร&#8221; ที่ก่อให้เกิดผลในทางลบแก่ผู้รับสาร  ดังนั้น  คำตอบที่ได้ก็ย่อมเป็นไปในทางลบต่อเจ้าของสารที่ผู้สื่อข่าวได้หยิบยกมา  จึงเป็นที่แน่นอนว่า &#8220;สาร&#8221; ที่ออกมาจากผู้รับสารก็ย่อมเป็นไปในทางลบต่อผู้ส่งสาร ซึ่งสื่ออันหมายถึง ผู้สื่อข่าวและหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ที่ผู้สื่อข่าวนั้นสังกัดอยู่ ก็จะนำสารอันเป็นกลับไปยังผู้ส่งสารอีกครั้ง</p>
<p>เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ขอแสดงแผนภูมิให้เห็นพัฒนาการของกรณีดังกล่าว ซึ่งมีอยู่ 3 ช่วงตอน ดังนี้</p>
<p><span id="more-41"></span></p>
<p><strong><font color="#0000ff"><u>ช่วงตอนที่ 1</u></font><font color="#ff9900"><font size="+0"> </font><font size="+0">เริ่มจาก ยอดรักป่วยเป็นมะเร็ง &gt;สื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน&gt;สายัณห์ตั้งข้อสงสัยผ่านสื่อว่ายอดรักเป็นมะเร็งจริงหรือไม่&gt;สื่อเผยแพร่</font></font></strong></p>
<p><strong><font color="#0000ff"><u>ช่วงตอนที่ 2</u></font> <font color="#ff6600">เริ่มจาก ฝ่ายยอดรักไม่พอใจ &gt; ตอบโต้สายัณห์ผ่านสื่อ &gt; สายัณห์ไม่พอใจโต้กลับผ่านสื่อ &gt; สื่อนำคำพูดสายัณห์มาถามยอดรัก &gt; ยอดรักตอบโต้คำพูดสายัณห์ผ่านสื่อ &gt; สื่อนำคำพูดยอดรักไปถามสายัณห์ &gt; สายัณห์ตอบโต้คำพูดยอดรักผ่านสื่อ &gt; สื่อก็นำคำพูดสายัณห์มาถามยอดรัก &gt; เกิดการตอบโต้ไปมาผ่านสื่อ</font></strong></p>
<p><strong><font color="#0000ff"><u>ช่วงตอนที่ 3</u></font> <font color="#993300">ยอดรักประกาศเป็นฝ่ายยุติการตอบโต้ &gt; สายัณห์จึงต้องยุติไปด้วย &gt; เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ</font> </strong></p>
<p>นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ความขัดแย้งยังปรากฏอยู่  จะสังเกตได้ว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมากในกรณีนี้  นั่นคือ เป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของสายัณห์ สัญญา  และเป็นผู้นำสารจากฝ่ายหนึ่งไปสู่ฝ่ายหนึ่งจนเกิดการตอบโต้ไปมา  และท้ายสุด สื่อก็เป็นฝ่ายปิดฉากเรื่องนี้ ด้วยการเผยแพร่คำพูดของยอดรักที่ประกาศเป็นฝ่ายยุติเรื่องราวทั้งหมด</p>
<p>ถามว่า  สื่อเป็นต้นเหตุเรื่องนี้หรือไม่  หากถามสื่อ  สื่อย่อมตอบว่า ไม่ใช่ต้นเหตุแน่นอน เพราะตนทำหน้าที่สื่อคือผู้เผยแพร่ข่าวสาร  หากมองในมุมของสายัณห์ สัญญา  ซึ่งเขาก็พูดหลายครั้งว่า  สื่อนำคำพูดของเขาไปลงไม่หมด ทำให้เกิดการคลาดเคลื่อน สื่อเองก็ยอมรับว่า ได้พาดหัวข่าวเพื่อเรียกความสนใจ  หากมองในมุมยอดรัก สลักใจ ดูเหมือนว่า ไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นผู้เริ่มต้น  เพียงแต่ต้องการแก้ไขข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ฝ่ายตน</p>
<p><img border="0" vspace="15" align="right" width="182" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/sayan.jpg?w=182&#038;h=246" hspace="15" alt="สายัณห์ สัญญา" height="246" /></p>
<p>ถามต่อไปว่า หากสายัณห์ สัญญา พูดเช่นนั้นจริง สื่อสมควรที่จะนำคำพูดในลักษณะนั้นออกเผยแพร่หรือไม่  สื่อวิเคราะห์หรือคาดคะเนไม่ได้หรือว่าคำพูดดังกล่าวมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น  หากสื่อคาดคะเนไม่ออกก็ต้องถามต่อไปว่า การทำหน้าที่ของสื่อนั้น เป็นเพียงแค่ <strong>&#8220;พนักงานส่งเอกสาร&#8221;</strong> เท่านั้นหรือ ไม่ต้องใช้ปัญญาพินิจ พิจารณา คัดสรร ว่า <strong>&#8220;สาร&#8221;</strong> ที่จะสื่อออกไปนั้นจะเกิดผลลบกับใครหรือกับสังคมหรือไม่  ก่อนที่จะเผยแพร่ออกไป</p>
<p>แต่ถ้าหากสื่อรู้ว่าคำพูดของสายัณห์ สัญญา จะต้องทำให้เกิดความขัดแย้ง  คำถามก็คือ สื่อเผยแพร่ออกไปเพื่อจุดประสงค์อะไร  เพราะต้องการทำหน้าที่สื่อในแบบ &#8220;พนักงานส่งเอกสาร&#8221; ที่ไม่ต้องสนใจว่าอะไรอยู่ในซองเอกสาร เพียงแต่ส่งให้ถึงที่หมายตามกำหนด หรือว่าสื่อต้องการที่จะ <strong>&#8220;ขายความขัดแย้ง&#8221; </strong>ที่เล็งเห็นไว้ล่วงหน้าแล้ว</p>
<p>นี่เป็นคำถามที่จะต้องถามสื่อ  และสื่อควรจะต้องหาคำตอบให้ได้  ไม่ต้องตอบที่บล็อกนี้ หากแต่ตอบตัวเองให้ได้ว่า เพราะอะไร เพื่ออะไร  ไม่เฉพาะกรณีของสายัณห์-ยอดรักนี้เท่านั้น หากแต่เป็นกรณีอื่นๆที่เกิดขึ้นมาแล้วมากมาย ที่สื่อเป็นผู้จุดชนวน</p>
<p>และคำถามนี้ ไม่ได้ถามเพียงเฉพาะสื่อที่เป็นผู้เริ่มต้นกรณีนี้เท่านั้น หากแต่ทุกสื่อที่นำไปขยายผล  โดยไม่มีสักรายที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย  หาทางให้ทั้งสองฝ่ายยุติเรื่องความขัดแย้ง  ทั้งๆที่หากต้องการทำหน้าที่นี้ สื่อก็มีศักยภาพที่จะทำได้ หรือว่าสื่อคิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของตน</p>
<p>อีกครั้งหนึ่ง ถามว่า สื่อคิดหรือต้องการเพียงแค่ทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ?</p>
<p><strong>ถ้าสื่อต้องการหรือพอใจแค่ทำหน้าที่พนักงานส่งเอกสาร กรณีแบบสายัณห์-ยอดรักจะไม่ใช่กรณีสุดท้าย  ดังนั้น  ผู้ที่ให้สัมภาษณ์สื่อที่เรียกโก้ๆว่า &#8220;แหล่งข่าว&#8221; ทั้งหลายควรระมัดระวังตัวเอง  การใช้คำพูดก็ดี การให้ข้อมูลก็ดี ควรจะต้องเข้มงวดกวดขันกับตัวเองให้มากไว้  ซึ่งสายัณห์ สัญญา คงจะรู้ซึ้งถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว.</strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/41/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/41/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/41/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=41&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/22/sayan-yodrak-and-media/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/yodrak.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">ยภ??รัก สลักใจ</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/sayan.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">สายัณห์ สัญญา</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>&#8220;อินแฮง&#8221; กับคำไทยลูกครึ่งฝรั่งและคำฝรั่งสัญชาติไทย : การสื่อความหมายแบบกลายพันธุ์</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/20/inhang-wording/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/20/inhang-wording/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Mar 2008 19:13:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนต์และทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[คำไทย-คำเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[อินแฮง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=38</guid>
		<description><![CDATA[ความคิดในการเขียนเรื่องนี้ เกิดจากที่ได้ฟังเพลงทางหน้าปัดวิทยุและดูหนังบรรยายเพลง (Music Video-MV ) ผ่านทางโทรทัศน์และเว็บไซต์อยู่ตูบ (YouTube.com) เพลงที่ว่านี้คือ &#8220;อินแฮง&#8221; ขับร้องโดย ไอดิน อภินันท์ ที่แสดงเป็นพระเอกใน MV เองด้วย
            เมื่อได้ยินครั้งแรกผ่านรายการ &#8220;ลูกทุ่งมหานคร&#8221; ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 95 อสมท. ผมติดใจชื่อเพลง &#8220;อินแฮง&#8221; เป็นคำที่คล้ายว่าจะเข้าใจความหมาย แต่ไม่เข้าใจ  ซึ่งไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่สงสัย เพราะมีผู้ฟังได้ส่งคำถามไปสอบถามนักจัดรายการ เมื่อได้ฟังนักจัดรายการเฉลยจึงเข้าใจ
      
      คำว่า &#8220;อินแฮง&#8221; เป็นคำลูกครึ่ง มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า &#8220;อิน&#8221; ในภาษาอังกฤษ กับคำว่า &#8220;แฮง&#8221; ในภาษาไทย (อีสาน) กลายเป็นคำลูกครึ่งว่า &#8220;อินแฮง&#8221;
            คำว่า &#8220;อิน&#8221; ที่มาจากคำภาษาอังกฤษนั้น  มาจากคำว่า &#8220;IN&#8221; หรือ &#8220;INNER&#8221; ความหมายที่ใช้กันทั่วไปคือ ใน,ข้างใน, ภายใน
            เมื่อนำมาใช้ในบริบทภาษาไทยที่เข้าใจกันนั้น เป็นไปในลักษณะที่ &#8220;เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้&#8221; หรือ &#8220;เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้น&#8221;  หรือ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=38&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ความคิดในการเขียนเรื่องนี้ เกิดจากที่ได้ฟังเพลงทางหน้าปัดวิทยุและดูหนังบรรยายเพลง (Music Video-MV ) ผ่านทางโทรทัศน์และเว็บไซต์อยู่ตูบ (YouTube.com) เพลงที่ว่านี้คือ <strong>&#8220;อินแฮง&#8221;</strong> ขับร้องโดย ไอดิน อภินันท์ ที่แสดงเป็นพระเอกใน MV เองด้วย</p>
<p>            เมื่อได้ยินครั้งแรกผ่านรายการ <strong>&#8220;ลูกทุ่งมหานคร&#8221;</strong> ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 95 อสมท. ผมติดใจชื่อเพลง &#8220;อินแฮง&#8221; เป็นคำที่คล้ายว่าจะเข้าใจความหมาย แต่ไม่เข้าใจ  ซึ่งไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่สงสัย เพราะมีผู้ฟังได้ส่งคำถามไปสอบถามนักจัดรายการ เมื่อได้ฟังนักจัดรายการเฉลยจึงเข้าใจ</p>
<p>     <span id="more-38"></span> </p>
<p>     <strong> คำว่า &#8220;อินแฮง&#8221; เป็นคำลูกครึ่ง มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า &#8220;อิน&#8221; ในภาษาอังกฤษ กับคำว่า &#8220;แฮง&#8221; ในภาษาไทย (อีสาน) กลายเป็นคำลูกครึ่งว่า &#8220;อินแฮง&#8221;</strong></p>
<p>            คำว่า<strong> &#8220;อิน&#8221;</strong> ที่มาจากคำภาษาอังกฤษนั้น  มาจากคำว่า &#8220;IN&#8221; หรือ &#8220;INNER&#8221; ความหมายที่ใช้กันทั่วไปคือ <strong>ใน,ข้างใน, ภายใน</strong></p>
<p>            เมื่อนำมาใช้ในบริบทภาษาไทยที่เข้าใจกันนั้น เป็นไปในลักษณะที่ &#8220;เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้&#8221; หรือ &#8220;เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้น&#8221;  หรือ &#8220;เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง&#8221; หรือ &#8220;เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก&#8221; เช่น &#8220;เธอดูหนังเรื่องนี้แล้วอินมาก ร้องห่มร้องไห้สงสารนางเอก&#8221; นี่คงพอจะอธิบายความหมายของคำว่า &#8220;อิน&#8221; ได้ตามที่เข้าใจกัน</p>
<p>            หากพิเคราะห์ตามความหมายของคำว่า &#8220;IN&#8221; กับ &#8220;INNER&#8221; ในภาษาอังกฤษกับความหมายที่นำมาใช้ในภาษาไทย ก็มีความแตกต่างกันมากทีเดียว</p>
<p>            ส่วนคำว่า <strong>&#8220;แฮง&#8221;</strong>  ในภาษาไทย(อีสาน) ความหมายที่ถอดออกมาตรงตามเสียงก็คือ &#8220;แรง&#8221; ความหมายโดยนัยก็คือ &#8220;มาก&#8221;  เมื่อรวมกับ &#8220;อิน&#8221; เป็น &#8220;อินแฮง&#8221; ก็พอจะแปลความหมายได้ว่า &#8220;เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้&#8221; หรือ &#8220;เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างมาก&#8221; หรือ &#8220;เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก&#8221; หรือ &#8220;เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก&#8221;</p>
<p>           <img border="0" vspace="15" align="middle" width="419" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/inhang.jpg?w=419&#038;h=248" hspace="15" alt="พระเภ??นางเภ?? MV เพลง “ภ??นแฮง”" height="248" /></p>
<p align="center"><font color="#ff0000"><strong>พระเอกนางเอกในภาพยนตร์เรื่อง &#8220;อินแฮง&#8221;</strong></font></p>
<p align="center"><strong><font color="#ffffff">&#8230;</font></strong></p>
<p> <font color="#ffffff">&#8230;&#8230;&#8230;</font>เรื่องก็เป็นไปตามความหมายที่ให้ไว้ข้างบนนั้น กล่าวคือ เนื้อเพลงบรรยายถึงความรักของพระเอกที่มีต่อนางเอก เคยรักกันมาก แต่ต่อมานางเอกไปมีแฟนใหม่ แต่พระเอกตัดใจเลิกรักไม่ได้ ดังปรากฏตามฉากเปิดเรื่องใน MV [<strong><a href="http://www.kosolanusim.com/newboarddetail.asp?id=249">ดูได้ที่นี่</a></strong>] ที่พระเอกยืนดักหน้ามอเตอร์ไซค์ที่นางเอกซ้อนท้ายมากับแฟนใหม่ นางเอกลงมาต่อว่าพระเอก บอกว่าน้องมีแฟนใหม่แล้ว ให้เลิกตอแยเสียที &#8220;น้องบอกแล้วไง ว่าน้องมีแฟนใหม่แล้ว จะมาอินอะไรกับน้องกันนักกันหนา&#8221; นางเอกว่างั้น แล้วก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แฟนใหม่ไป ทิ้งให้พระเอกอกหักมองตามตาละห้อย     พระเอกก็ร้องเพลงที่มีเนื้อหาบรรยายความรักที่มีต่อนางเอก บอกว่าตนเลิกรักไม่ได้เพราะ &#8220;&#8230;ใจอ้ายยังฮักบ่มีเปลี่ยนแปลง อินแฮง เด้หล่า&#8230;&#8221;  หมายความว่า &#8220;ใจของพี่นั้นยังรักน้องไม่มีเปลี่ยนแปลง เพราะมันเข้าไปอยู่ในใจพี่จนยากที่จะลบล้างออกไปได้&#8221; ทำน้องนี้</p>
<p>            เฮ้อ แค่แปลความหมายบรรยายคำ &#8220;อินแฮง&#8221; ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะครับ</p>
<p>            เมื่อได้รู้ความหมายของคำว่า &#8220;อินแฮง&#8221; แล้วทำให้ผมนึกถึงการนำคำจากภาษาอังกฤษ (รวมถึงภาษาอื่นๆด้วย) มาใช้แทนคำภาษาไทย หรือ นำมาผสมกับคำในภาษาไทย ทำให้เกิดความหมายใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากความหมายดั้งเดิมของคำนั้นๆ กลายเป็นลักษณะ &#8220;คำอังกฤษสัญชาติไทย&#8221; หรือ &#8220;คำลูกครึ่งไทย-อังกฤษ&#8221; (ภาษาอื่นๆก็เช่นกัน ทั้งฝรั่งชาติอื่นๆ และ จีน แขก ฯลฯ)</p>
<p>            ตัวอย่างของคำภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆของชาติตะวันตก (ขอเรียกรวมว่าฝรั่ง) ที่อยู่ในประเภท &#8220;คำฝรั่งสัญชาติไทย&#8221; และ &#8220;คำลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง&#8221; ที่ใช้กันอยู่ในภาษาไทย มีมากมาย เช่น</p>
<p>           <strong> เวอร์</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า OVER เราตัดพยางค์ต้นออกเหลือเฉพาะพยางค์ท้าย ความหมายเมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยยังคงมีเค้าความหมายเดิมอยู่  ความหมายในภาษาอังกฤษก็คือ มาก หรือ มากเกินไป เราใช้ในความหมายนั้น แต่เป็นไปในทำนองไม่ค่อยดี ใช้ในเชิงกระแนะกระแหน เช่น &#8220;ยัยคนนั้นแต่งตัวเว่อร์มาก ดูไม่เข้ากับหน้าเลย&#8221; เป็นต้น</p>
<p>            <strong>ม็อบ</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า MOB หมายความว่า ฝูงชนที่บ้างคลั่ง พวกก่อการจลาจล (ดูภาพจำลองของ MOB ขนานแท้ได้ในภาพยนต์เรื่อง <a href="http://www.imdb.com/title/tt0217505/">Gangs of New York </a>ที่มีฉากปราบม็อบแบบเลือดท่วมเมือง) เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยกลับหมายความว่า การชุมนุมของมวลชน,กลุ่มคน เพื่อประท้วงหรือแสดงออกในทางการเมืองหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างสงบ  ลองคิดดู ถ้าเกิดชวนฝรั่งว่า &#8220;เฮ้ยยู เราไปม็อบที่สนามหลวงกันเถอะ&#8221; คงมีฝรั่งน้อยคนที่อยากจะไปร่วม เพราะเข้าใจคนละความหมาย</p>
<p>            <strong>สตรอเบอรี่</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า STRAWBERRY เป็นผลไม้ลูกเล็กๆชนิดหนึ่ง รสอร่อย เป็นที่นิยมกันมาก แต่เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยกลับเป็นคำแสลงของวัยรุ่นเขา มีความหมายว่า โกหกตอแหล  ทีนี้ลองคิดดูนะครับ เกิดมีคนบอกเพื่อนฝรั่งว่า &#8220;แหม ยูนี่ สตรอบเบอรี่จัง&#8221;  เมื่อรู้ความหมายของคำแสลงแล้ว เพื่อนฝรั่งคงยิ้มไม่ออก</p>
<p>            <strong>เดิ้น</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า MODERN แปลว่า ของใหม่ๆ แบบใหม่ๆ สมัยใหม่ เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยก็ตัดพยางแรกออก (โปรดสังเกต เรามักตัดคำในภาษาอื่นให้สั้นลงเพื่อให้เรียกง่ายๆ) คำนี้ความหมายก็ยังอยู่ในกรอบเดิม แต่มีความเข้มข้นมากขึ้น  อาจเติมคำภาษาไทยเพิ่มเข้าไปข้างหน้าหรือข้างหลังเพื่อเพิ่มความเข้มข้น เช่น &#8220;โคตรเดิ้น&#8221; หรือ &#8220;เดิ้นมากๆ&#8221; หมายความว่า ทันสมัยที่สุดไม่มีใครเท่า เป็นต้น</p>
<p>            <strong>ไฮโซ</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า High Society มีความหมายว่าชนชั้นสูง ซึ่งเป็นความหมายในทางที่ดี เป็นพวกผู้ดีมีสกุลของชาวอังกฤษเขา เมื่อเรานำมาใช้ก็ตัดคำให้สั้นลงเหลือเพียง &#8220;ไฮโซ&#8221;  ความหมายก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก  เพราะเรานำมาใช้กับพวกที่ร่ำรวยมีเงินถุงเงินถัง ใครรวยหน่อยก็เรียกไฮโซ มีชีวิตอยู่แบบฟุ้งเฟ้อไร้สาระ อาศัยมีเงิน ออกงานสังคม ก็เป็นไฮโซ  ไม่ว่าจะเป็น &#8220;ผู้ดีมีสกุล&#8221; ผู้ร่ำรวย &#8220;มีสถุล&#8221; เราก็เรียกไฮโซ กันไปหมด ฝรั่งไฮโซจริงๆเมื่อมาเห็นเขาอาร้อง &#8220;โอ้มายก๊อด&#8221; แบบไม่อยากเชื่อก็เป็นได้</p>
<p>            นี่เป็นตัวอย่างคำที่เรานำมาจากภาษาอื่นมาใช้ในบริบทของสังคมไทยกลายเป็นคำสัญชาติไทย หรือนำมาผสมกับคำไทยเป็นคำใหม่กลายเป็นคำลูกครึ่งไทย-เทศ โดยคำทั้งสองประเภท ทั้ง ที่มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เรียกว่าเป็นพวกคำ &#8220;กลายพันธุ์&#8221; จากความหมายในภาษาเดิม</p>
<p>            นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เป็นเรื่องธรรมดา ที่เกิดขึ้นได้กับทุกภาษา  แม้คำในภาษาเดียวกันแต่ใช้ในต่างสังคมก็มีความหมายที่แตกต่างกันได้ ดังคำหลายคำในภาษาอังกฤษที่ใช้ใน อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา ก็มีความหมายที่แตกต่างกันได้ ตามสภาพสังคมนั้นๆ</p>
<p>            คำในภาษาไทยก็เช่นกัน  คำๆหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งในภาษาไทย เมื่อชาวต่างชาตินำไปใช้อาจมีความหมายที่แตกต่างจากเดิมจนไม่เหลือเค้าก็อาจเป็นได้  เหมือนคำภาษอังกฤษที่กลายเป็นคำแสลงในภาษาไทย ดังนั้น คำในภาษาไทยก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นคำแสลงในภาษาอังกฤษได้เช่นกัน  เช่น ต้มยำกุ้ง(Tomyamkung)  นอกจากจะหมายความว่า อาหารไทยชนิดหนึ่งแล้ว ยังมีความหมายว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากประเทศไทย (Tomyamkung Crisis) อันโด่งดังเมื่อปี 2540 อีกด้วย</p>
<p>            ต่อไปคำว่า &#8220;น่าคบ&#8221; อาจมีความหมายว่า &#8220;น่าตบ&#8221; ในคำแสลงของฝรั่งก็อาจเป็นได้</p>
<p>            ภาษาคือเครื่องมือในการสื่อสาร ซึ่งผู้ใช้นำไปใช้เพื่ออธิบายสิ่งต่างๆในสภาพแวดล้อมทางสังคมของตนปัจจุบันการแลกเปลี่ยนกันทางภาษามีมากขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ  ดังนั้น แนวโน้มที่รับเอาคำจากภาษาอื่นมาใช้ในภาษาของตนจึงมีมากขึ้น  ในอนาคตข้างหน้า เราคงมีคำต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาจากภาษาอื่นๆที่มีความหมายแบบกลายพันธุ์มากยิ่งขึ้น</p>
<p>            คำไหนที่สังคม &#8220;อินแฮง&#8221; คำนั้นก็จะคงอยู่ต่อไป ส่วนคำไหนที่ไม่ &#8220;อิน&#8221;  ก็จะค่อยๆตายไปในที่สุด</p>
<p>            <strong>ว่าแต่ว่า วันนี้คุณมีคำไหนที่ &#8220;อินแฮง&#8221; บ้างหรือไม่  ถ้ามีก็บอกด้วยจะได้ช่วย &#8220;อิน&#8221; อีกแรง เหอๆ.</strong>         <br />
&#8230;&#8230;..</p>
<p><strong>Media Talk Blog </strong>ย้ายไปอยู่บ้านของตัวเองที่ <strong>http://citizenjournal.kosolnet.com </strong>ขอเชิญตามไปเยี่ยมเยือนด้วยนะครับ.</p>
<p>           </p>
<p>           </p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=38&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/20/inhang-wording/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/inhang.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">พระเภ??นางเภ?? MV เพลง “ภ??นแฮง”</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>วิทยุชุมชน : Web2.0 บนหน้าปัดวิทยุ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/19/community-radio-station/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/19/community-radio-station/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Mar 2008 07:31:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฎหมายสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[Community Radio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[

ภาพประกอบจาก songpak16.com/chumchon/  

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้เปิดมิติใหม่ๆหลายอย่างให้แก่สังคมไทย  ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่มีผลบังคับใช้  สังคมไทยได้เกิดพัฒนาการใหม่ในหลายด้าน  แม้จะถูกคณะรัฐประหารฉีกทิ้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังส่งผลต่อสังคมไทย รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ได้นำหลายสิ่งหลายอย่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบรรจุไว้
            ผลพวงอย่างหนึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็คือ การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนซึ่งเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน ที่ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเองได้อย่างเด็ดขาด โดยมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 บัญญัติเรื่องการใช้ประโยชน์คลื่นวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ไว้ว่า
            &#8220;คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากร สื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ      
            ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรร คลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมาย บัญญัติ
            การดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุด ของประชาชนใน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=36&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center"><img border="0" align="top" width="383" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/picradio01.jpg?w=383&#038;h=192" hspace="15" alt="วิทยุชุมชน" height="192" /></p>
<div align="center">
<pre>ภาพประกอบจาก <a href="http://www.songpak16.com/chumchon/pic/pic_radio01_221045.jpg">songpak16.com/chumchon/</a>  </pre>
</div>
<p align="justify"><strong>รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540</strong> ได้เปิดมิติใหม่ๆหลายอย่างให้แก่สังคมไทย  ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่มีผลบังคับใช้  สังคมไทยได้เกิดพัฒนาการใหม่ในหลายด้าน  แม้จะถูกคณะรัฐประหารฉีกทิ้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังส่งผลต่อสังคมไทย รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ได้นำหลายสิ่งหลายอย่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบรรจุไว้</p>
<p>            ผลพวงอย่างหนึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็คือ การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนซึ่งเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน ที่ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเองได้อย่างเด็ดขาด โดยมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 บัญญัติเรื่องการใช้ประโยชน์คลื่นวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ไว้ว่า</p>
<p>            <strong>&#8220;คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากร สื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ  </strong><strong>    </strong></p>
<p><strong>            ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรร คลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมาย บัญญัติ<br />
            การดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุด ของประชาชนใน ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม&#8221; </strong></p>
<p>            นั่นคือ การเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าถึงสื่อมากขึ้น  โดยกำหนดให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุให้ชุมชนสามารถเป็นเจ้าของได้  ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้เกิด<a href="http://www.songpak16.com/chumchon/comunity_radio.html">วิทยุชุมชน</a>ขึ้นอย่างมากมาย  ทั้งในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด</p>
<p>            ปัจจัยที่ทำให้วิทยุชุมชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ก็คือ</p>
<p><span id="more-36"></span></p>
<p>            1.ผลจากบทบัญญัติในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่เปิดช่องว่างให้ชุมชนสามารถเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุได้ นำมาสู่การออกกฎหมายลูกเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการใช้คลื่นวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กำหนดเงื่อนไขข้อบังคับต่างๆ และตั้งองค์ขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะ</p>
<p>            2.พัฒนาการทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยและราคาถูกลง  การติดตั้งทำได้ง่ายขึ้น  การใช้งานก็ไม่มีความซับซ้อน ทำให้สามารถจัดสร้างสถานีวิทยุได้โดยไม่ต้องใช้ทุนและความรู้ทางเทคนิคมากเหมือนสมัยก่อน</p>
<p>            3.ความต้องการช่องทางการสื่อสารใหม่ๆของประชาชน  เนื่องมาจากช่องทางเดิมคือสถานีวิทยุหลักที่มีอยู่ล้วนแต่เป็นของหน่วยงานราชการที่ให้เอกชนสัมปทาน  การกำหนดเนื้อหาจึงขึ้นอยู่กับผู้สัมปทานซึ่งส่วนมากแล้วล้วนแต่ดำเนินการเพื่อแสวงหากำไรทางธุรกิจ   ส่วนวิทยุชุมชนนั้น  ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสามารถกำหนดเนื้อหาและการบริหารจัดการเองได้อย่างเต็มที่  ดังนั้น วิทยุชุมชนจึงมีความหลากหลายด้านเนื้อหา  ตามความสนใจของผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งมีทั้งในรูปขององค์กรการกุศลต่างๆ ในรูปของชุมชน รวมทั้งกลุ่มบุคคลด้วย</p>
<p>            แม้ในปัจจุบันนี้วิทยุชุมชนส่วนมากที่จัดตั้งขึ้นก่อนกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญมีผลบังคับนั้น จะยังเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องสถานะทางกฎหมายอยู่ ในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงเรื่องดังกล่าว  แต่จะพิเคราะห์ถึงในฐานะสื่อและช่องทางการสื่อสาร  ที่ส่งผลสะเทือนต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเท่านั้น</p>
<p>            ย้อนหลังไปก่อนหน้าที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ผู้ที่เป็นเจ้าของคลื่นวิทยุได้นั้นมีเพียงหน่วยงานราชการเท่านั้น  เอกชนหรือประชาชนจะใช้คลื่นวิทยุได้ก็โดยการสัมปทานจากรัฐ  ซึ่งส่วนมากแล้วผู้ที่ได้รับสัมปทานก็คือองค์กรธุรกิจที่นำคลื่นวิทยุมาแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540           ประกาศใช้ ประกอบกับเทคโนโลยีราคาถูกลง ประชาชนจึงสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุได้ในที่สุด</p>
<p>            หากเปรียบวิทยุชุมชนในขณะนี้ ก็คงไม่ต่างจากการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตในรูปแบบ Web2.0 ที่คนทั่วไปสามารถสร้างเว็บไซต์ของตนเองได้  เพื่อเผยแพร่ข่าวสารตามความรู้ความเข้าใจของตนสู่สาธารณะ  โดยสามารถกำหนดเนื้อหา (Content) ได้ด้วยตัวเอง บริหารจัดการเว็บไซต์ของตนได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายในโลกอินเตอร์เน็ต </p>
<p>            วิทยุชุมชนก็เช่นกัน  ชุมชน องค์กรภาคประชาชน หรือกลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าของ มีอำนาจในการบริหารจัดการ กำหนดเนื้อหา และแสวงหาผลประโยชน์จากวิทยุชุมชนได้อย่างเต็มที่  หรือจะใช้เป็นเครื่องมือและช่องทางในการเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลของตนโดยไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจก็สามารถทำได้ เนื่องจากต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำ  ค่าใช้จ่ายจึงน้อย  เนื้อหาข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชนจึงมาความหลากหลายตามความสนใจของผู้เป็นเจ้าของ</p>
<p>            การที่เทคโนโลยีราคาถูกลงและใช้งานง่ายขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายวิทยุชุมชนของกลุ่มคนที่สนใจเนื้อหาเดียวกันมากขึ้น  ดังเช่น  เครือข่ายวิทยุชุมชนเพื่อการเผยแผ่ธรรมะของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ ที่มีอยู่ในขอบข่ายทั่วประเทศ รวมทั้งการถ่ายทอดผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก  โดยการขยายเครือข่ายสถานีนั้น จัดสร้างขึ้นโดยผู้ศรัทธาหลวงตามหาบัวที่มีอยู่ทั่วประเทศ แล้วถวายเป็นสมบัติของสงฆ์ โดยผู้จัดสร้างรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการทั้งหมด  การเผยแพร่ข่าวสารของวิทยุในเครือข่ายเป็นการถ่ายทอดรายการธรรมะของหลวงตามหาบัวจากสถานีวิทยุชุมชนวัดป่าบ้านตาดซึ่งเป็นสถานีแม่ข่าย  กลุ่มเป้าหมายอันได้แก่ประชาชนผู้ศรัทธาหลวงตามหาบัว ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศและทั่วโลก จึงสามารถเข้าถึงข่าวสารคือคำเทศนาของหลวงตามหาบัวได้พร้อมกัน ผ่านเครือข่ายวิทยุชุมชนทั่วประเทศ และผ่านอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก</p>
<p>            กรณีของวิทยุชุมชนเพื่อการเผยแพร่ธรรมะของหลวงตามหาบัว เป็นเพียงกรณีตัวอย่างเพียงกรณีเดียวเท่านั้น ซึ่งเชื่อแน่ว่า เครือข่ายลักษณะนี้ต้องมีอีกมาก  ที่เผยแพร่ข่าวสารชุดเดียวกัน  ไปสู่กลุ่มเป้าหมายเดียวกันในต่างพื้นที่  ด้วยการบริหารจัดการของชุมชน หรือองค์กรทางสังคมภาคประชาชน</p>
<p>            ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการสื่อสาร (Information Technology -IT) พัฒนาไปในทิศทางที่มีคาราถูกและใช้งานง่าย  ทำให้กระจายสู่ประชาชนได้กว้างขวางขึ้น  ปัจเจกบุคคลและชุมชนสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้มากขึ้น จึงทำให้เกิดช่องทางการสื่อสารใหม่ๆที่เป็นทางเลือกของปัจเจกบุคคลและชุมชน </p>
<p>            วิทยุชุมชนก็เป็นหนึ่งในผลพวงของพัฒนาการเทคโนโลยีการสื่อสารตามทิศทางดังกล่าว  ประกอบกับช่องทางกฎหมายที่เปิดกว้างโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 จึงทำให้ภาคประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของสื่อวิทยุและกำหนดเนื้อหาเองได้  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาด้านอื่นๆต่อไปในระยะยาว</p>
<p>            หากเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตสร้าง Web 2.0 ขึ้นมาให้ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของเว็บไซต์ได้ง่ายและกำหนดเนื้อหาได้ตามความต้องการ ทำให้ข่าวสาร และความรู้  ไหลทะลักสู่ฐานข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตมากมายมหาศาล การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ผลิตเครื่องรับส่งวิทยุแบบใช้ง่ายและคาราถูก ก็ทำให้ข้อมูล ข่าวสาร ภาคประชาชนไหลทะลักผ่านคลื่นวิทยุชุมชนอย่างมากมายมหาศาลเช่นกัน</p>
<p>            คงไม่ผิดเลยหากเรียกวิทยุชุมชนว่า เป็น <a href="//track3.mybloglog.com/js/jsserv.php?mblID=2008031702422232'&gt;&lt;/script&gt;">Web 2.0</a> ฉบับหน้าปัดวิทยุ  เพราะวิทยุชุมชนนั้น ทำหน้าที่ไม่ต่างจาก Web 2.0  ที่ชุมชนและปัจเจกบุคคลสามารถเป็นเจ้าของ กำหนดเนื้อหา และบริหารจัดการได้โดยอิสระเช่นเดียวกัน.</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=36&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/19/community-radio-station/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/picradio01.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">วิทยุชุมชน</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สงครามผ่านสื่อ : ผู้บริโภคคือเหยื่อที่แท้จริง</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/15/media-of-wars/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/15/media-of-wars/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Mar 2008 18:16:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[การบริโภคสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การวิเคราะห์สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามสื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=34</guid>
		<description><![CDATA[ ปัจจุบันสื่อมีความหลากหลายและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น  นอกจากช่องทางแบบเก่าคือ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมห์แล้ว มีช่องทางใหม่ๆผ่านสื่อดิจิตอล ได้แก่ เว็บ บล็อก โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (ipod) ข้อมูลข่าวสารทั้งหลายจึงทะลักสู่ผู้รับเป็นจำนวนมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน ผู้ส่งข่าวสารจึงกลายเป็นผู้กำหนดการรับรู้ข่าวสารของผู้รับไปโดยปริยาย
ตามทฤษฎีของนักคิดด้านสังคมคนสำคัญคือ มิเชล ฟูโกต์(Michel Foucault) เสนอว่า  สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างและรักษาอำนาจของเจ้าของสื่อหรือผู้ที่สามารถควบคุมสื่อไว้ในมือ  อธิบายได้ว่า การใช้สื่อเผยแพร่แนวคิด อุดมคติ ความเชื่อ ให้แก่คนทั้งหลาย ตอกย้ำซ้ำเติมอยู่ตลอดเวลา จนผู้ที่รับข่าวสารเกิดความคล้อยตาม เชื่อ และทำตามผู้ที่เป็นเจ้าของหรือควบคุมสื่อต้องการในที่สุด
จะเห็นได้ชัดเจนในทางการเมืองที่รัฐจะใช้สื่อในการสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองขึ้น ให้คนในชาติเกิดความ มีความคิดความเชื่อเป็นหนึ่งเดียว คล้อยตามการชี้นำของรัฐ  นำไปสู่การจงรักภักดีต่อรัฐ  จนในที่สุดรัฐหรือรัฐบาลสามารถบงการประชาชนให้เชื่อฟังและทำตามความต้องการได้  การอยู่ในอำนาจของรัฐบาลและรักษาอำนาจของตนก็ทำได้โดยง่ายดาย
ปัจจุบัน สื่อก็เป็นเครื่องมือ ในการสร้างอำนาจให้แก่ผู้ใช้สื่ออยู่เช่นเดิม  เพียงแต่อำนาจที่ว่านั้น ไม่ใช่อำนาจทางการเมืองเสมอไป  เพราะการเป็นเจ้าของสื่อไม่ได้จำกัดอยู่ที่รัฐเพียงเท่านั้น  เอกชนก็สามารถเป็นเจ้าของสื่อได้  ดังนั้น ผู้ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างและรักษาอำนาจของตน จึงเปิดกว้างมากขึ้น  แต่ทั้งนี้ก็ยังอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของรัฐ ผ่านการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ
เมื่อการเป็นเจ้าของสื่อเปิดกว้างขึ้น การใช้สื่อก็กว้างขวางขึ้น ผู้ที่มีสื่อในมือก็สามารถใช้สื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเองได้อย่างแทบไม่มีข้อจำกัด เช่น

ในทางการเมือง รัฐก็ยังคงใช้สื่อภายใต้การกำกับหรือสื่อที่รัฐเป็นเจ้าของ ในการเผยแพร่ความ คิดอุดมการณ์ทางการเมืองอยู่เช่นเดิม  ดังเช่น สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  สถานีโทรทัศน์ช่อง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=34&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="justify"><img border="0" vspace="15" align="left" width="256" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/mediawars.jpg?w=256&#038;h=226" hspace="15" alt="Medai of wars" height="226" /> ปัจจุบันสื่อมีความหลากหลายและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น  นอกจากช่องทางแบบเก่าคือ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมห์แล้ว มีช่องทางใหม่ๆผ่านสื่อดิจิตอล ได้แก่ เว็บ บล็อก โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (ipod) ข้อมูลข่าวสารทั้งหลายจึงทะลักสู่ผู้รับเป็นจำนวนมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน ผู้ส่งข่าวสารจึงกลายเป็นผู้กำหนดการรับรู้ข่าวสารของผู้รับไปโดยปริยาย</p>
<p align="justify">ตามทฤษฎีของนักคิดด้านสังคมคนสำคัญคือ <a href="http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9762.html">มิเชล ฟูโกต์</a>(<a href="http://www.michel-foucault.com/">Michel Foucault</a>) เสนอว่า  สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างและรักษาอำนาจของเจ้าของสื่อหรือผู้ที่สามารถควบคุมสื่อไว้ในมือ  อธิบายได้ว่า การใช้สื่อเผยแพร่แนวคิด อุดมคติ ความเชื่อ ให้แก่คนทั้งหลาย ตอกย้ำซ้ำเติมอยู่ตลอดเวลา จนผู้ที่รับข่าวสารเกิดความคล้อยตาม เชื่อ และทำตามผู้ที่เป็นเจ้าของหรือควบคุมสื่อต้องการในที่สุด</p>
<p align="justify">จะเห็นได้ชัดเจนในทางการเมืองที่รัฐจะใช้สื่อในการสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองขึ้น ให้คนในชาติเกิดความ มีความคิดความเชื่อเป็นหนึ่งเดียว คล้อยตามการชี้นำของรัฐ  นำไปสู่การจงรักภักดีต่อรัฐ  จนในที่สุดรัฐหรือรัฐบาลสามารถบงการประชาชนให้เชื่อฟังและทำตามความต้องการได้  การอยู่ในอำนาจของรัฐบาลและรักษาอำนาจของตนก็ทำได้โดยง่ายดาย</p>
<p align="justify">ปัจจุบัน สื่อก็เป็นเครื่องมือ ในการสร้างอำนาจให้แก่ผู้ใช้สื่ออยู่เช่นเดิม  เพียงแต่อำนาจที่ว่านั้น ไม่ใช่อำนาจทางการเมืองเสมอไป  เพราะการเป็นเจ้าของสื่อไม่ได้จำกัดอยู่ที่รัฐเพียงเท่านั้น  เอกชนก็สามารถเป็นเจ้าของสื่อได้  ดังนั้น ผู้ที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างและรักษาอำนาจของตน จึงเปิดกว้างมากขึ้น  แต่ทั้งนี้ก็ยังอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของรัฐ ผ่านการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ</p>
<p align="justify">เมื่อการเป็นเจ้าของสื่อเปิดกว้างขึ้น การใช้สื่อก็กว้างขวางขึ้น ผู้ที่มีสื่อในมือก็สามารถใช้สื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเองได้อย่างแทบไม่มีข้อจำกัด เช่น</p>
<p align="justify"><span id="more-34"></span></p>
<p align="justify">ในทางการเมือง รัฐก็ยังคงใช้สื่อภายใต้การกำกับหรือสื่อที่รัฐเป็นเจ้าของ ในการเผยแพร่ความ คิดอุดมการณ์ทางการเมืองอยู่เช่นเดิม  ดังเช่น สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็นสื่อที่รัฐเป็นเจ้าของ จึงทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ของรัฐเป็นหลัก</p>
<p align="justify">ในการต่อสู้ทางการเมือง สื่อยิ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของแต่ละฝ่าย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ฝ่ายตนและทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงกันข้าม  ดังเช่น ความขัดแย้งทางการเมืองในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี พ.ศ.2547-2549 โดยสองฝ่ายคือ ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่รวมตัวกันในนาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการกระทำอันมิชอบของรัฐบาล และดำเนินการชุมนุมต่อต้านขับไล่รัฐบาลให้พ้นจากตำแหน่ง โดยมีประชาชนเป็นจำนวนมากเข้าร่วม  ทั้งสองฝ่ายต่างใช้สื่อที่ตนครอบครองอยู่เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ในมุมของตนออกสู่สาธารณชน</p>
<p align="justify">ในทางการค้า ปัจจุบันสื่อกลายเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งให้เจ้าของสินค้าใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ให้คนทั่วไปได้รับรู้ในสินค้าและบริการของตน  รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเชื่อถือและความนิยมในสินค้า  ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม  รูปแบบการนำเสนอได้ถูกคิดค้นขึ้นมานานาชนิด เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างความประทับใจให้ได้มากที่สุด อันจะนำไปสู่การซื้อสินค้าของกลุ่มเป้าหมาย</p>
<p align="justify">ด้วยเหตุที่สื่อเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ทำให้ผู้คนรับรู้ เชื่อถือ คล้อยตาม และนำไปสู่การยอมรับ ดังนั้นเราจึงเห็นการขับเคี่ยวแข่งขันกันผ่านสื่อของเจ้าของสินค้าและบริการ  รวมถึงในกรณีที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้น คู่ขัดแย้งก็ใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความถูกต้องให้แก่ฝ่ายตนและทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงกันข้าม  คำถามก็คือ ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อนั้น มีข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด</p>
<p align="justify">ความชอบธรรม ความถูกต้อง ของฝ่ายตนกล่าวอ้างผ่านสื่อนั้น แท้จริงแล้วเป็นความถูกต้องความชอบธรรมที่แท้จริงหรือไม่  และความผิด ความไม่ชอบธรรมของฝ่ายตรงกันข้าม เป็นความจริงหรือไม่  นี่ย่อมเป็นคำถามที่มีต่อทุกฝ่ายที่ใช้สื่อ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล</p>
<p align="justify">หรือคุณภาพของสินค้าและบริการที่เผยแพร่ผ่านสื่อนั้น  มีความถูกต้องตรงตามความเป็นจริงหรือไม่  โดยเฉพาะการโฆษณาที่มุ่งเสนอคุณภาพของสินค้าและบริการนั้น  ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเพียงใด เป็นความจริงที่แท้จริงของสินค้า หรือเป็นความจริงสมมติที่ถูกสร้างขึ้นเฉพาะในโฆษณาเท่านั้น </p>
<p align="justify">สื่อจึงเป็นเหมือนสนามรบให้ทั้งสองฝ่ายทำสงครามกันอย่างดุเดือด สงครามข้อมูลผ่านสื่อนั้น ไม่ว่าเป็นสงครามแบบไหน  ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือผู้รับสื่อ คือเราๆท่านๆที่บริโภคข่าวสาร ผ่านช่องทางต่างๆ  อันเป็นกลุ่มเป้าหมายของคู่สงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามการเมือง การค้า การตลาด การบริการ</p>
<p align="justify">ผู้รับสื่อจึงต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ ก่อนที่จะเชื่อ จะเห็นด้วย และคล้อยตามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือสินค้าตัวใดตัวหนึ่งเพราะกระบวนการตกแต่งข้อมูล บิดเบือนข้อเท็จจริงนั้น สามารถทำได้ ไม่ว่าจากฝ่ายใด</p>
<p align="justify">วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ผู้บริโภคสื่อ คือตัวเรานั้น เป็นเหยื่อ  เป็นเหยื่อและเป็นเหยื่อ</p>
<p align="justify">จากนั้นก็คิดวิธีรักษาตัวให้รอดจากการตกเป็นเหยื่อให้ได้เป็นลำดับถัดมา</p>
<p align="justify">ขอให้โชคดีทุกคน.</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/34/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/34/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/34/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/34/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/34/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/34/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/34/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/34/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=34&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/15/media-of-wars/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/mediawars.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Medai of wars</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ป.ล. ฉันยังมีชีวิตอยู่&#8230;คอยดูในตู้จดหมาย</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/08/letter/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/08/letter/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 Mar 2008 18:06:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[โบราณกาลสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[จดหมาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=28</guid>
		<description><![CDATA[
ทุกเย็นเมื่อกลับจากทำงานจนถึงบ้าน  สิ่งหนึ่งที่คนทั้งหลายจะต้องทำก็คือดูที่ตู้จดหมาย ว่าจะมีใครส่งอะไรมาถึงบ้าง 
เมื่อมีจดหมายอยู่ในตู้ ความรู้สึกของเจ้าของตู้รับจดหมายก็คือ ดีใจที่ยังมีคนส่งข่าวมาถึง แม้ว่าเมื่อดูใกล้แล้วจะเป็นจดหมายทวงหนี้ อันได้แก่ ค่าอะไรต่อมิอะไรต่างๆ  ซึ่งอาจทำให้ความดีใจหายไปบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ถ้าหากมีจดหมายจากเพื่อนพ้องน้องพี่ คนรู้จัก  ส่งข่าวมาถึง  คนที่ได้รับจดหมายนอกจากจะดีใจแล้ว ยังมีความสุขเพิ่มขึ้นอีก เพราะสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยใจ  ทำให้มีความสุข นั่นคืออิทธิพลของจดหมายที่มีต่อคนมายาวนาน
จดหมายคือสื่อชนิดหนึ่งที่เป็นช่องทางการส่งสารจากผู้ส่งไปสู่ผู้รับ  น่าจะเป็นการสื่อสารยุคโบราณเพียงอย่างเดียวที่ยังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้  แม้การสื่อสารที่เกิดมาทีหลังอย่างโทรเลขก็หมดความหมายลงแล้ว เมื่อเทคโนโลยีโทรคมนาคมได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนทำให้คนพูดคุยกันได้ทุกแห่งทุกหนหลายช่องทางและทำได้ตลอดเวลา แต่สำหรับจดหมายนั้น  ยังคงมีบทบาทสำคัญในการรับและส่งสาร จากผู้ส่งไปยังผู้รับ  และจะยังคงอยู่อีกต่อไปเป็นเวลานานอย่างแน่นอน

ในปัจจุบันแม้การสื่อสารสมัยใหม่จะมีสื่อมากมายให้เลือกใช้อย่างสะดวกสบาย  ที่สำคัญก็คืออีเมล์ที่ไม่ต้องเสียเวลาซื้อแสตมป์ จ่าหน้าซอง หย่อนตู้ไปรษณีย์แล้วรอเป็นวันสองวันหรือหลายวันกว่าจะถึงมือผู้รับ  เพราะเพียงแค่พิมพ์แล้วคลิกส่งก็ถึงผู้รับแทบจะในทันที  แต่ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่ยังเขียนจดหมายถึงกัน ส่งบัตรอวยพร ข่าวสาร ผ่านจดหมายให้คนที่ตนรักหรือรู้จัก  และมีความปรารถนาที่จะได้รับจดหมายจากใครก็ตามที่จะเขียนถึง ด้วยการดูตู้จดหมายทุกๆวัน
สาเหตุที่จดหมายยังเป็นวิธีการสื่อสารที่คนยังใช้อยู่แม้จะล้าสมัยไปแล้วก็คือ จดหมายเป็นสื่อที่ทำให้ถ่ายทอดความรู้สึกได้อย่างแท้จริง การเขียนจดหมายด้วยลายมือก็ดี หรือด้วยการพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์ก็ดี ล้วนเป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้เขียนคือผู้ส่งสารจะได้ครุ่นคิด ไตร่ตรอง  ระลึกถึงสิ่งที่ตนได้กระทำร่วมกันกับผู้รับจดหมายที่ตนกำลังจะส่งถึง  การที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวหนังสือไปในจดหมาย เป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิด สนิทสนม ผูกพันกันและกันนั่นเอง
การที่ต้องจ่าหน้าซอง หาซื้อแสตมป์  เอาไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ กระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการกระตู้ความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ  ในกรณีของผู้ส่ง การที่ต้องผ่านกระบวนการอันยุ่งยากในการส่งจดหมายแต่ละครั้ง  ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของผู้ที่ตนจะส่งจดหมายไปให้ นำไปสู่ความตั้งใจทำจนสำเร็จ ในกรณีของผู้รับนั้น การได้รับจดหมายสักฉบับหนึ่ง ย่อมหมายถึงคุณค่าที่ตนมีต่อผู้ส่ง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=28&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/letter01.jpg" title="Letter"></a><img border="0" vspace="15" align="left" width="307" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/letter01.jpg?w=307&#038;h=193" hspace="15" alt="Letter" height="193" /></p>
<p align="justify">ทุกเย็นเมื่อกลับจากทำงานจนถึงบ้าน  สิ่งหนึ่งที่คนทั้งหลายจะต้องทำก็คือดูที่ตู้จดหมาย ว่าจะมีใครส่งอะไรมาถึงบ้าง </p>
<p align="justify">เมื่อมีจดหมายอยู่ในตู้ ความรู้สึกของเจ้าของตู้รับจดหมายก็คือ ดีใจที่ยังมีคนส่งข่าวมาถึง แม้ว่าเมื่อดูใกล้แล้วจะเป็นจดหมายทวงหนี้ อันได้แก่ ค่าอะไรต่อมิอะไรต่างๆ  ซึ่งอาจทำให้ความดีใจหายไปบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา</p>
<p align="justify">แต่ถ้าหากมีจดหมายจากเพื่อนพ้องน้องพี่ คนรู้จัก  ส่งข่าวมาถึง  คนที่ได้รับจดหมายนอกจากจะดีใจแล้ว ยังมีความสุขเพิ่มขึ้นอีก เพราะสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยใจ  ทำให้มีความสุข นั่นคืออิทธิพลของจดหมายที่มีต่อคนมายาวนาน</p>
<p align="justify">จดหมายคือสื่อชนิดหนึ่งที่เป็นช่องทางการส่งสารจากผู้ส่งไปสู่ผู้รับ  น่าจะเป็นการสื่อสารยุคโบราณเพียงอย่างเดียวที่ยังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้  แม้การสื่อสารที่เกิดมาทีหลังอย่างโทรเลขก็หมดความหมายลงแล้ว เมื่อเทคโนโลยีโทรคมนาคมได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนทำให้คนพูดคุยกันได้ทุกแห่งทุกหนหลายช่องทางและทำได้ตลอดเวลา แต่สำหรับจดหมายนั้น  ยังคงมีบทบาทสำคัญในการรับและส่งสาร จากผู้ส่งไปยังผู้รับ  และจะยังคงอยู่อีกต่อไปเป็นเวลานานอย่างแน่นอน</p>
<p align="justify"><span id="more-28"></span></p>
<p align="justify">ในปัจจุบันแม้การสื่อสารสมัยใหม่จะมีสื่อมากมายให้เลือกใช้อย่างสะดวกสบาย  ที่สำคัญก็คืออีเมล์ที่ไม่ต้องเสียเวลาซื้อแสตมป์ จ่าหน้าซอง หย่อนตู้ไปรษณีย์แล้วรอเป็นวันสองวันหรือหลายวันกว่าจะถึงมือผู้รับ  เพราะเพียงแค่พิมพ์แล้วคลิกส่งก็ถึงผู้รับแทบจะในทันที  แต่ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่ยังเขียนจดหมายถึงกัน ส่งบัตรอวยพร ข่าวสาร ผ่านจดหมายให้คนที่ตนรักหรือรู้จัก  และมีความปรารถนาที่จะได้รับจดหมายจากใครก็ตามที่จะเขียนถึง ด้วยการดูตู้จดหมายทุกๆวัน</p>
<p align="justify">สาเหตุที่จดหมายยังเป็นวิธีการสื่อสารที่คนยังใช้อยู่แม้จะล้าสมัยไปแล้วก็คือ จดหมายเป็นสื่อที่ทำให้ถ่ายทอดความรู้สึกได้อย่างแท้จริง การเขียนจดหมายด้วยลายมือก็ดี หรือด้วยการพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์ก็ดี ล้วนเป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้เขียนคือผู้ส่งสารจะได้ครุ่นคิด ไตร่ตรอง  ระลึกถึงสิ่งที่ตนได้กระทำร่วมกันกับผู้รับจดหมายที่ตนกำลังจะส่งถึง  การที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวหนังสือไปในจดหมาย เป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิด สนิทสนม ผูกพันกันและกันนั่นเอง</p>
<p align="justify">การที่ต้องจ่าหน้าซอง หาซื้อแสตมป์  เอาไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ กระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการกระตู้ความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ  ในกรณีของผู้ส่ง การที่ต้องผ่านกระบวนการอันยุ่งยากในการส่งจดหมายแต่ละครั้ง  ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของผู้ที่ตนจะส่งจดหมายไปให้ นำไปสู่ความตั้งใจทำจนสำเร็จ ในกรณีของผู้รับนั้น การได้รับจดหมายสักฉบับหนึ่ง ย่อมหมายถึงคุณค่าที่ตนมีต่อผู้ส่ง หากไม่มีคุณค่าเพียงพอแล้ว ก็ยากที่ใครจะส่งจดหมายไปถึงคนที่ตนไม่รู้จักหรือไม่มีความผูกพัน</p>
<p align="justify">ดังนั้น จดหมายที่ส่งผ่านตู้ไปรษณีย์ จึงมีคุณค่าและความหมายแตกต่างจดหมายที่ส่งผ่านสื่ออีเล็กโทรนิกส์ เช่น อีเมล์ ที่ส่งได้ทีละมากๆ กระบวนการส่งก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน  ความสะดวกง่ายดายทำให้คนไม่เห็นคุณค่าและความหมายของถ้อยคำที่ส่งไปถึงกัน  จดหมายอีเล็กโทรนิกส์จึงแฝงไปด้วยอันตรายอยู่เป็นอันมาก  คนสามารถใช้เป็นช่องทางในการทำลายและทำร้ายกันให้เกิดความเสียหาย ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักหรือโกรธแค้นขุ่นเคืองกัน</p>
<p align="justify">จดหมายเป็นทั้งสื่อและเป็นทั้งช่องทางการสื่อสารที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกและสะท้อนบุคลิกของผู้คนให้ถ่ายทอดถึงกันได้อย่างใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด  ดังนั้น ลมหายใจของจดหมายจึงยังคงอยู่ในปัจจุบันและจะอยู่อีกยาวนานในอนาคต แม้ปริมาณจะลดน้อยลงไปมากก็ยิ่งทำให้เห็นถึงคุณค่าของจดหมายมากยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่มีช่องทางการสื่อสารอื่นอีกมากมายให้เลือกใช้อย่างสะดวกสบาย  แต่หากใครสักคนเลือกที่จะเขียนจดหมายส่งไปรษณีย์ถึงใครอีกคนหนึ่ง จดหมายนั้นย่อมมีคุณค่าความหมายเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ</p>
<p align="justify">ลองสังเกตตัวเราเองว่า เมื่อได้รับจดหมายจากใครสักคน เป็นจดหมายจริงๆมิใช่ใบทวงหนี้หรือจดหมายทางการ เราจะรู้สึกอย่างไร  หากมีความดีใจและสุขใจ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า จดหมายนั้นมีคุณค่าและความหมายต่อเราอย่างแน่นอน</p>
<p align="justify">หลังเลิกงานเมื่อกลับถึงบ้านแล้วดูตู้จดหมายก่อนเข้าบ้าน หากได้รับจดหมายสักฉบับ หรือบัตรอวยพรสักใบ จากคนที่เรารู้จัก  ย่อมแสดงให้เห็นว่า จดหมายยังมีลมหายใจอยู่ เพื่อสร้างชีวิตชีวาให้แก่เรา</p>
<p align="justify">หากเขียนจดหมายถึงใครสักคน ย่อมหมายความว่า เรากำลังบอกเขาด้วยถ้อยคำของเราเองว่า ฉันยังมีชีวิตอยู่ คอยดูในตู้จดหมาย</p>
<p align="justify"><strong>ป.ล.อย่าลืมเขียนจดหมายถึงใครสักคนเดียวนี้!</strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/28/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/28/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/28/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/28/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/28/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/28/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/28/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/28/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=28&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/08/letter/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/letter01.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Letter</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Big Blog : Suthichai yoon &#8211; ดูคนใหญ่มาเดินในบล็อก</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/06/suthichaiyoon-big-blog/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/06/suthichaiyoon-big-blog/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Mar 2008 17:40:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสมัยใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สุทธิชัย หยุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Blog Talk]]></category>
		<category><![CDATA[Blogger]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[Blog เป็นทั้งสื่อและเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลัง    พลังของบล็อกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆได้  เช่น เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ  ซึ่งสื่อหลักอื่นๆไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่บล็อกเกอร์นำมาเผยแพร่ผ่านบล็อกได้อย่างฉับพลันทันที  ล่าสุด เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ศูนย์การค้าในกรุงย่างกุ้งประเทศพม่า โลกได้รู้ข่าวครั้งแรกผ่านบล็อก
เมื่อเป็นเช่นนี้  คนทั้งหลายจึงนิยมเขียนบล็อกเผยแพร่ความคิดที่ตนคิดและข้อมูลที่ตนมี  ออกสู่สายตาสาธารณชน เป็นสื่อที่สามารถส่งสารได้อย่างไม่จำกัด  ทั้งเวลา สถานที่ และชนิดของสาร
คนใหญ่คนโตในทุกแวดวงจึงมีบล็อกของตนเองเพื่อที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ  และในที่นี้ผมขอคุยถึงบล็อกของ สุทธิชัย หยุ่น  คนใหญ่แห่งเครือเนชั่น ซึ่งชื่อนี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรเพิ่มเติม 
ผมยอมรับว่าเป็นแฟนประจำของ สุทธิชัย หยุ่น มานานแล้ว  คอลัมน์กาแฟดำ ของเขานั้นเป็นคอลัมน์แรก หรือไม่เกินลำดับที่สามที่ต้องอ่านเมื่ออ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  แม้ว่าหลายๆครั้งผมจะไม่เห็นด้วย หรือเห็นขัดแย้งกับสิ่งที่เขานำเสนอผ่านคอลัมน์นั้น แต่ก็ต้องอ่าน เหมือนดื่มกาแฟแหละครับ  ถึงบางครั้งจะไม่อร่อยแต่ก็ต้องดื่ม
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นรึ&#8230;

เพราะอ่านคอลัมน์กาแฟดำแล้ว สิ่งที่ได้ก็คือ ได้ความคิดใหม่ๆ ยิ่งเมื่อใดก็ตามที่ผมเห็นแย้งกับกาแฟดำ นั่นยิ่งทำให้ได้ความคิดใหม่ๆมากขึ้น เพราะต้องคิดเพื่อที่จะแย้งเขาให้ได้  ให้มีเหตุผลเพียงพอที่จะมาคัดง้างกับเขา  และโปรดทราบว่า ถึงแม้ผมจะติดคอลัมน์เขาก็จริง แต่ผมไม่ได้เออออห่อหมกจนตกเป็นทาสความคิดของเขา
เขาทำให้ผม &#8220;ได้คิด&#8221; และ &#8220;คิดได้&#8221;   เขาเป็นคนเขียนหนังสือที่ทำให้ผมมักต้องคิดแย้งอยู่เสมอๆ  ซึ่งผมก็ดีใจอยู่เงียบๆว่า ผมสามารถคิดต่างจากคนระดับ &#8220;บิ๊กหยุ่น&#8221; ได้ ก็นับว่าเกิดปัญญาแก่ตนเองเป็นอย่างมาก
นอกจากการเขียนแล้วยังมีการวิเคราะห์ข่าวทางโทรทัศน์  การวิเคราะห์ของสุทธิชัย หยุ่น นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ &#8220;ข้อมูล&#8221;  ซึ่งต้องนำมาแปลงเป็น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=24&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="justify"><strong><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/suthichai-copy.jpg" title="Suthichai Yoon’s Blog"></a><img border="0" align="left" width="314" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/suthichai-copy.jpg?w=314&#038;h=200" hspace="20" alt="Suthichai Yoon’s Blog" height="200" />Blog</strong> เป็นทั้งสื่อและเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลัง    พลังของบล็อกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆได้  เช่น เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ  ซึ่งสื่อหลักอื่นๆไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่บล็อกเกอร์นำมาเผยแพร่ผ่านบล็อกได้อย่างฉับพลันทันที  ล่าสุด เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ศูนย์การค้าในกรุงย่างกุ้งประเทศพม่า โลกได้รู้ข่าวครั้งแรกผ่านบล็อก</p>
<p align="justify">เมื่อเป็นเช่นนี้  คนทั้งหลายจึงนิยมเขียนบล็อกเผยแพร่ความคิดที่ตนคิดและข้อมูลที่ตนมี  ออกสู่สายตาสาธารณชน เป็นสื่อที่สามารถส่งสารได้อย่างไม่จำกัด  ทั้งเวลา สถานที่ และชนิดของสาร</p>
<p align="justify">คนใหญ่คนโตในทุกแวดวงจึงมีบล็อกของตนเองเพื่อที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ  และในที่นี้ผมขอคุยถึงบล็อกของ <strong>สุทธิชัย หยุ่น</strong>  คนใหญ่แห่งเครือเนชั่น ซึ่งชื่อนี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรเพิ่มเติม </p>
<p align="justify">ผมยอมรับว่าเป็นแฟนประจำของ สุทธิชัย หยุ่น มานานแล้ว  <a href="http://www.bangkokbiznews.com/index_opin.php"><strong>คอลัมน์กาแฟดำ</strong> </a>ของเขานั้นเป็นคอลัมน์แรก หรือไม่เกินลำดับที่สามที่ต้องอ่านเมื่ออ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  แม้ว่าหลายๆครั้งผมจะไม่เห็นด้วย หรือเห็นขัดแย้งกับสิ่งที่เขานำเสนอผ่านคอลัมน์นั้น แต่ก็ต้องอ่าน เหมือนดื่มกาแฟแหละครับ  ถึงบางครั้งจะไม่อร่อยแต่ก็ต้องดื่ม</p>
<p align="justify">ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นรึ&#8230;</p>
<p align="justify"><span id="more-24"></span></p>
<p align="justify">เพราะอ่านคอลัมน์กาแฟดำแล้ว สิ่งที่ได้ก็คือ ได้ความคิดใหม่ๆ ยิ่งเมื่อใดก็ตามที่ผมเห็นแย้งกับกาแฟดำ นั่นยิ่งทำให้ได้ความคิดใหม่ๆมากขึ้น เพราะต้องคิดเพื่อที่จะแย้งเขาให้ได้  ให้มีเหตุผลเพียงพอที่จะมาคัดง้างกับเขา  และโปรดทราบว่า ถึงแม้ผมจะติดคอลัมน์เขาก็จริง แต่ผมไม่ได้เออออห่อหมกจนตกเป็นทาสความคิดของเขา</p>
<p align="justify">เขาทำให้ผม <strong>&#8220;ได้คิด&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;คิดได้&#8221;</strong>   เขาเป็นคนเขียนหนังสือที่ทำให้ผมมักต้องคิดแย้งอยู่เสมอๆ  ซึ่งผมก็ดีใจอยู่เงียบๆว่า ผมสามารถคิดต่างจากคนระดับ <strong>&#8220;บิ๊กหยุ่น&#8221;</strong> ได้ ก็นับว่าเกิดปัญญาแก่ตนเองเป็นอย่างมาก</p>
<p align="justify">นอกจากการเขียนแล้วยังมีการวิเคราะห์ข่าวทางโทรทัศน์  การวิเคราะห์ของสุทธิชัย หยุ่น นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ &#8220;ข้อมูล&#8221;  ซึ่งต้องนำมาแปลงเป็น &#8220;เนื้อสาร&#8221; ส่งถึงผู้รับ  หากการวิเคราะห์ใดๆที่มีข้อมูลไม่ดีพอแล้ว ก็เป็นแค่การโม้เรื่อยเปื่อยหาประโยชน์อันใดไม่ได้  แต่สำหรับการวิเคราะห์ของ สุทธิ ชัยหยุ่น นั้นมีข้อมูลที่หนักแน่น อ้างอิงได้  แม้บางครั้งเขาจะทำหน้าที่เป็นนักพยากรณ์ไปบ้าง แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่มี</p>
<p align="justify">ผมจึงชอบอ่านและชอบฟัง (หรือดู) สุทธิชัย หยุ่น  แต่ส่วนมากแล้ว จะอ่านมากกว่าฟัง</p>
<p align="justify">ผมอ่านเขาผ่านคอลัมน์ในกรุงเทพธุรกิจ และตามอ่านที่เว็บไซต์ <a href="http://ww.suthichaiyoon.com">Suthichaiyoon.com</a> และที่บล็อก ของเขาที่ <a href="http://www.oknation.net/blog/black/">Oknation.net</a>  ซึ่งมีคลิปวีดิโอข่าวให้ดูอย่างจุใจด้วย</p>
<p align="justify">โดยส่วนตัว ผมยกให้สุทธิชัย หยุ่น เป็นหนึ่งในต้นแบบหรือ Role Model ของคนข่าว หรือ &#8220;สื่อมวลชน&#8221; เขาคือคนระดับเดียวกับ สนธิ ลิ้มทองกุล, สมเกียรติ อ่อนวิมล, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (นับเฉพาะในฐานะคนทำสื่อไม่นับบทบาททางการเมืองหรือบทบาทอื่นๆ)  ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆแก่วงการสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทั้งรูปแบบและเนื้อหาของสื่อให้มีความเป็น &#8220;มืออาชีพ&#8221; มากขึ้น ดังนั้น การที่เขาได้ก้าวเข้ามาเป็น Blogger ก็ย่อมเป็นการยืนยันถึงพลังดึงดูดของ Blog ที่มีอยู่มหาศาล  ความคิด ความรู้ และข้อมูลที่เขาเผยแพร่ผ่านบล็อก ย่อมเป็น &#8220;สาร&#8221; ที่จะก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆแก่สาธารณชนอีกทางหนึ่ง  ซึ่งตัวเลขของผู้ที่คลิกเข้าอ่านบล็อกของเขานั้นนับเป็นลำดับหนึ่งของบล็อก oknation.net  อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมในตัวบล็อกเกอร์ระดับบิ๊กของเนชั่นผู้นี้</p>
<p align="justify">คนใหญ่คนโตในวงการต่างๆนิยมเขียนบล็อกกันมากขึ้น แม้แต่ บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟต์ก็มีบล็อกของตัวเองที่ <a href="http://www.facebook.com/">Facebook.com</a> แต่ได้ข่าวว่าประกาศแขวนคีบอร์ดถอดใจไปเสียแล้ว เนื่องจากทนต่อการถูก add จากผู้ใช้ไม่ไหว เพราะมีผู้ขอ add เป็นเพื่อนถึงวันละนับพันราย  และผู้บริหารของยักษ์ใหญ่ Google เช่น <a href="http://www.mattcutts.com/blog/">Matt Cutts</a> ก็มีบล็อกเป็นของตัวเองเช่นกัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีบล็อกที่ <a href="http://www.hi5.com/">Hi5</a> ซึ่งมีคน add เป็นเพื่อนจำนวนมาก และสุทธิชัย หยุ่น ก็มีคนคลิกอ่านบล็อกของเขาแล้วนับแสนครั้ง</p>
<p align="justify">ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บล็อกเป็นสื่อและช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงผู้คนได้เป็นจำนวนมากอีกทางหนึ่ง  มีความได้เปรียบสื่ออื่นๆตรงที่สามารถจัดเก็บข้อมูลหรือ &#8220;สาร&#8221; ไว้ได้ตลอดเวลา การจะค้นหาซ้ำ หรือ ย้อนหลัง ก็สามารถทำได้อย่างสะดวก ต่างจาก สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นอย่างมาก รวมถึงมีความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวสารอย่างไม่มีขีดจำกัด ดังนั้น บล็อกจึงเป็นสื่อที่ทรงพลังโดยแท้</p>
<p align="justify">นับแต่นี้ไปเราคงเห็นคนใหญ่คนโตมาเดินขวักไขว่ในบล็อก  หนึ่งในนั้นก็คือสุทธิชัย หยุ่น  แม้สิ่งที่เขานำเสนอนั้นจะเป็นการ &#8220;ทำซ้ำ&#8221; กับสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์  แต่ก็เป็นการเผยแพร่ให้กว้างขวางขึ้น  และเป็นการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารที่ทำให้สามารถค้นหานำมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา</p>
<p align="justify"><strong>แต่บอกตามตรง ผมชอบกาแฟดำบนหน้าหนังสือพิมพ์มากกว่า เพราะอ่านไปดมกลิ่นหมึกไปได้รสดียิ่ง.</strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/24/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/24/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/24/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=24&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/06/suthichaiyoon-big-blog/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/suthichai-copy.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Suthichai Yoon’s Blog</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/communications/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/communications/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Feb 2008 19:02:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ ชินวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[Communications]]></category>
		<category><![CDATA[Media Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Politic Communications]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=10</guid>
		<description><![CDATA[

&#160;
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้สื่ออย่างหาตัวจับยาก  เริ่มตั้งแต่การใช้ประโยชน์ทางธุรกิจจากสื่อ ด้วยการก่อตั้งบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ ขยายกิจการเข้าสู่สื่อสมัยใหม่คือธุรกิจโทรศัพท์มือถือ จนกระทั่งเปิดศักราชใหม่ให้แก่ประเทศไทยด้วยการเป็นเจ้าของดาวเทียมดวงแรกของไทย คือ ไทยคม 1  กิจกรรมทางธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจึงเกี่ยวข้องกับสื่อ  กลายเป็นมหาเศรษฐีเพราะธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม
การที่ได้รับฉายาอัศวินคลื่นลูกที่สาม จึงไม่ใช่ฉายาที่เกินเลยความจริงเลย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าในงานธุรกิจหรืองานการเมือง  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองอย่างได้ผล  โดยเฉพาะสื่อสาธารณะ อันได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นั้น กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้แก่อัศวินคลื่นลูกที่สามได้อย่างเต็มที่
กล่าวเฉพาะในงานการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้ประโยชน์จากสื่ออย่างที่ไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดทำได้ขนาดนี้มาก่อน  มีกรณีที่ควรค่าแก่การศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก  หลายกรณีถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการใช้ประโยชน์จากสื่อสาธารณะ  ซึ่งในที่นี้จะขอยกมาพิจารณาสัก 4 กรณี คือ

1. การใช้สื่อในการสร้างพรรคไทยรักไทย  ด้วยการประกาศเปิดให้ประชาชนตั้งชื่อพรรคการเมืองที่ตนกำลังจัดตั้งขึ้น  เหมือนการประกวดคำขวัญของบริษัท ห้างร้าน หรือหน่วยงานต่างๆ  แต่ที่ต่างกันก็คือ  นี่เป็นเรื่องระดับชาติ เป็นจุดสนใจของผู้คนทั้งประเทศ  และเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินการเช่นนี้   การประกาศให้คนมีส่งส่วนร่วมในการตั้งชื่อพรรคการเมืองเช่นนี้  เป้าหมายที่แท้จริงย่อมไม่ใช่ต้องการชื่อพรรคการเมือง หากแต่เป็นการกระตุ้นให้คนสนใจ เมื่อคนสนใจแล้วการที่จะตั้งชื่อว่าพรรคอะไรก็ไม่สำคัญ  เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคอะไร ผู้คนก็จะจดจำได้ในทันที  ซึ่งกาลต่อมาปรากฏว่า  คนรู้จักและจำชื่อพรรคไทยรักไทยได้  ทำให้พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคระดับชาติตั้งแต่ยังไม่มีการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป
2. การใช้สื่อเบี่ยงความสนใจของสาธารณชน ดังจะเห็นได้จากช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=10&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/taksinkrab.jpg" title="ทักษิณกราบแผ่นดิน"></a></p>
<p align="center"><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/taksinkrab1.jpg" title="ทักษิณกราบแผ่นดิน"><img border="0" align="top" width="500" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/taksinkrab1.jpg?w=500&#038;h=294" hspace="20" alt="ทักษิณกราบแผ่นดิน" height="294" style="width:372px;height:217px;" /></a></p>
<p align="justify">&nbsp;</p>
<p align="justify">พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้สื่ออย่างหาตัวจับยาก  เริ่มตั้งแต่การใช้ประโยชน์ทางธุรกิจจากสื่อ ด้วยการก่อตั้งบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ ขยายกิจการเข้าสู่สื่อสมัยใหม่คือธุรกิจโทรศัพท์มือถือ จนกระทั่งเปิดศักราชใหม่ให้แก่ประเทศไทยด้วยการเป็นเจ้าของดาวเทียมดวงแรกของไทย คือ ไทยคม 1  กิจกรรมทางธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจึงเกี่ยวข้องกับสื่อ  กลายเป็นมหาเศรษฐีเพราะธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม</p>
<p>การที่ได้รับฉายาอัศวินคลื่นลูกที่สาม จึงไม่ใช่ฉายาที่เกินเลยความจริงเลย</p>
<p>ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าในงานธุรกิจหรืองานการเมือง  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองอย่างได้ผล  โดยเฉพาะสื่อสาธารณะ อันได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นั้น กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้แก่อัศวินคลื่นลูกที่สามได้อย่างเต็มที่</p>
<p>กล่าวเฉพาะในงานการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้ประโยชน์จากสื่ออย่างที่ไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดทำได้ขนาดนี้มาก่อน  มีกรณีที่ควรค่าแก่การศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก  หลายกรณีถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการใช้ประโยชน์จากสื่อสาธารณะ  ซึ่งในที่นี้จะขอยกมาพิจารณาสัก 4 กรณี คือ</p>
<p><span id="more-10"></span></p>
<p><strong>1. การใช้สื่อในการสร้างพรรคไทยรักไทย</strong>  ด้วยการประกาศเปิดให้ประชาชนตั้งชื่อพรรคการเมืองที่ตนกำลังจัดตั้งขึ้น  เหมือนการประกวดคำขวัญของบริษัท ห้างร้าน หรือหน่วยงานต่างๆ  แต่ที่ต่างกันก็คือ  นี่เป็นเรื่องระดับชาติ เป็นจุดสนใจของผู้คนทั้งประเทศ  และเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินการเช่นนี้   การประกาศให้คนมีส่งส่วนร่วมในการตั้งชื่อพรรคการเมืองเช่นนี้  เป้าหมายที่แท้จริงย่อมไม่ใช่ต้องการชื่อพรรคการเมือง หากแต่เป็นการกระตุ้นให้คนสนใจ เมื่อคนสนใจแล้วการที่จะตั้งชื่อว่าพรรคอะไรก็ไม่สำคัญ  เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคอะไร ผู้คนก็จะจดจำได้ในทันที  ซึ่งกาลต่อมาปรากฏว่า  คนรู้จักและจำชื่อพรรคไทยรักไทยได้  ทำให้พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคระดับชาติตั้งแต่ยังไม่มีการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป</p>
<p><strong>2. การใช้สื่อเบี่ยงความสนใจของสาธารณชน </strong>ดังจะเห็นได้จากช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อมีปัญหาภายในรัฐบาลที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเมือง  อัศวินคลื่นลูกที่สามมักสร้างจุดสนใจให้แก่สื่อมวลชนเพื่อดึงความสนใจของสาธารณชนออกไปจากปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น เช่น ในกรณีที่ประกาศจะซื้อทีมฟุตบอลอังกฤษ มีการออกข่าวส่งคนใกล้ชิดเดินทางไปเจรจาเรื่องซื้อขาย  สื่อและสาธารณชนให้ความสนใจในเรื่องการซื้อขายทีมฟุตบอลจนข่าวเรื่องปัญหาของรัฐบาลลดความสำคัญลงไป  กว่าจะกลับมานึกถึงได้อีกครั้ง ปัญหาดังกล่าวก็สงบลงแล้ว</p>
<p> <strong>3.การประกาสนโยบายและการสั่งงานผ่านสื่อ</strong> เป็นการใช้ประโยชน์จากสื่อในทางอ้อมที่ได้ผล  นั่นคือ การพูดคุยผ่านรายการ &#8220;นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน&#8221;  ซึ่งเป็นการพูดคุยถึงเรื่องการทำงานของรัฐบาล ว่ารัฐบาลทำอะไรบ้างแล้ว และจะทำอะไรต่อไป  อันเป็นการประกาศนโยบายผ่านรายการวิทยุ และข้าราชการทั้งหลายที่มีหน้าที่ปฏิบัติงาน จะต้องคอยฟังสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดเพื่อที่จะสามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที </p>
<p><strong>4. การใช้สื่อสร้างภาพพจน์ในทางบวก</strong> อันได้แก่  การเดินทางไปเยี่ยมประชาชนตามภาคต่างในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  และใช้ชีวิตอย่างธรรมดาสามัญเหมือนชาวบ้าน  เช่น นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำ  กินอาหารพื้นบ้านร่วมกับชาวบ้าน  เป็นต้น  ซึ่งสื่อสาธารณะทั้งหลายต่างนำเสนอภาพและเสียงของนายกรัฐมนตรีในขณะที่อยู่กับชาวบ้านอย่างขนานใหญ่ ตอกย้ำนำเสนอถี่ยิบ ทำให้ภาพพจน์นายกรัฐมนตรีเป็นคนติดดิน ไม่ถือยศถืออย่าง กลายเป็นขวัญใจชาวบ้าน  เป็นภาพประทับที่ยากจะทำให้ชาวบ้านลืมเลือนได้ง่ายๆ </p>
<p>การประโยชน์จากสื่อครั้งล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คือ การกราบลงบนแผ่นดินไทยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551  เมื่อกลับถึงประเทศไทยหลังจากเร่ร่อนในต่างประเทศกว่า 1 ปี เพราะถูก คมช. ปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549  ทำให้ภาพขณะที่กราบลงที่พื้นเผยแพร่ผ่านสื่อไปทั่วประเทศ  จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะใช้ประโยชน์จากสื่อก็ตาม   นับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์จากสื่อไปอย่างเต็มๆแล้ว</p>
<p>นี่นับว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากสื่อของมือระดับเทพโดยแท้  กราบเพียงครั้งเดียว แต่ทำให้ภาพที่เผยแพร่ออกไปนั้นกระทบใจคนเป็นจำนวนมากที่ชมผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์  และเป็นที่แน่นอนว่า โทรทัศน์ทุกช่องต่างนำภาพที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดินมาเผยแพร่ซ้ำในอัตราความถี่ที่สูงมากตลอดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 ยิ่งตอกย้ำให้คนที่นิยมชมชอบมีความแนบแน่นมากยิ่งขึ้น  แม้ในหมู่คนที่เป็นกลางๆและคนที่ไม่ชอบ ก็อาจมีความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจ ใจอ่อน และมีโอกาสพัฒนาไปสู่ความชื่นชมในระยะยาวได้</p>
<p>ในยุคสมัยที่การสื่อสารรวดเร็วฉับไวเช่นปัจจุบันนี้ การยึดครองพื้นที่สื่อได้มากเพียงใด ย่อมมีโอกาสที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเองได้มากเท่านั้น  เพราะสื่อในปัจจุบันมิใช่เพียงเครื่องมือในการสื่อสารเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไปแล้ว  การตดอยู่ในพื้นที่สื่อ ไม่ว่าจะเรื่องบวกหรือลบ ก็นับว่าได้ประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่เกี่ยงวิธีการบรรลุเป้าหมายต้องการ</p>
<p>กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นกรณีที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนักศึกษาวิชาสื่อสารการเมือง นั้น ควรจะศึกษาความสำเร็จในการใช้สื่อของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เชื่อแน่ว่าจะได้ความรู้อันเป็นประโยชน์อีกมากมายเลยทีเดียว.</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong></p>
<p>1 มีนาคม 2551 </p>
<p>           </p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/10/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/10/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/10/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/10/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/10/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/10/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/10/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=10&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/communications/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/taksinkrab1.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">ทักษิณกราบแผ่นดิน</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-and-communications/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-and-communications/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Feb 2008 15:00:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนต์และทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[มิเชล ฟูโกต์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Communication]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=6</guid>
		<description><![CDATA[  
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)                                                   นักคิดทฤษฎีผู้มีชื่อเสียงชาวเมืองไวน์ฝรั่งเศส   กล่าวว่า  สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจอันได้ผลชะงัด  ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นก็เป็นเจ้าของอำนาจ  หากพูดถึงอำนาจแล้ว ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืออำนาจทางการเมือง ดังนั้น จึงปรากฏอยู่เสมอว่า ใครๆที่เป็นนักการเมืองจึงชอบสื่อ


โลกของสื่อกับโลกของนักการเมือง จึงต้องผู้ติดอยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก  ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือต่างประเทศ  ไม่ว่าในประเทศร่ำรวยหรือยากจน  ในหลายประเทศเจ้าของสื่อเข้าไปเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองหาทางเข้าครอบครองสื่อ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง หรือไม่ก็ใช้อำนาจควบคุมสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  เพื่อไม่ให้สื่อบ่อนเซาะอำนาจของตน

นักการเมืองทั้งหลายชอบสื่อ  เพราะสื่อเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้สามารถแสดงตนต่อสาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว  เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน  จนอาจกล่าวได้ว่า  โทรทัศน์คือผู้มีอิทธิพลตัวจริงต่อผู้คน  เป็นผู้กำหนดเวลาทำกิจกรรมต่างๆในชีวิต  ทั้งเวลาตื่น เวลานอน เวลาออกจากบ้าน เวลากลับบ้าน  เรื่องราวทั้งหลายที่เสนอผ่านจอโทรทัศน์ล้วนส่งผลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ตัวอย่างง่ายๆก็คือแม้แต่นักแสดงเป็นตัวร้ายในละครน้ำเน่ายังถูกมองด้วยความเกลียดชังจากคนดูผู้สงสารนางเอก เมื่อนักแสดงคนนั้นไปเดินซื้อของในตลาด 

จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดเมื่อมีกิจกรรมทางการเมือง อย่างเช่น การประชุมสภาก็ดี หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ดี  เมื่อมีการถ่ายทอดผ่านสื่อ บรรดานักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลต่างก็พยายามเสนอหน้าผ่านอภปรายเพื่อให้ได้ปรากฎในสื่อ ส่งสารไปถึงประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนว่ากำลังทำหน้าที่ผู้แทนอย่างขันแข็ง            
แต่ถ้าหากในอีกกรณีตรงกันข้าม  นั่นคือ การที่สื่อขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีไม่งามที่ตนมีส่วนหรือจะเกิดความเสียหายแก่ตน  นักการเมืองทั้งหลายมักจะโยนความผิดไปให้สื่อ  ซึ่งหนีไม่พ้นข้อหาบิดเบือน ลงข่าวไม่หมด  หรือสื่อพูดไปเอง เขียนไปเอง เป็นต้น  เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น ใครๆที่เกี่ยวข้องก็ไม่ชอบสื่อ             ดังนั้นจึงปรากฏเสมอมาว่า นักการเมืองผู้ที่อยู่กับอำนาจจึงทั้งรกและทั้งเกลียดสื่อ  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=6&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/namwanbizlogo.jpg" title="ใครๆก็(ไม่)ชภ??สื่ย&gt;&lt;img border="></a></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/namwanbizlogo1.jpg" title="ใครๆก็ไม่ชภ??สื่ย&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="></a></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><u></u></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/fuko01.jpg" title="Michel Foucault"></a><img border="0" vspace="15" align="left" width="205" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/fuko01.jpg?w=205&#038;h=295" hspace="15" alt="Michel Foucault" height="295" /> <span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></p>
<p align="left"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong>มิเชล ฟูโกต์</strong><span> <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Michel_Foucault">(Michel Foucault)</a>                                                   </span>นักคิดทฤษฎีผู้มีชื่อเสียงชาวเมืองไวน์ฝรั่งเศส<span>   </span>กล่าวว่า<span>  </span>สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจอันได้ผลชะงัด<span>  </span>ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นก็เป็นเจ้าของอำนาจ<span>  </span>หากพูดถึงอำนาจแล้ว ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืออำนาจทางการเมือง ดังนั้น จึงปรากฏอยู่เสมอว่า ใครๆที่เป็นนักการเมืองจึงชอบสื่อ</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p></span></font></font></p>
<p style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>โลกของสื่อกับโลกของนักการเมือง จึงต้องผู้ติดอยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก<span>  </span>ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือต่างประเทศ<span>  </span>ไม่ว่าในประเทศร่ำรวยหรือยากจน<span>  </span>ในหลายประเทศเจ้าของสื่อเข้าไปเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองหาทางเข้าครอบครองสื่อ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง หรือไม่ก็ใช้อำนาจควบคุมสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง<span>  </span>เพื่อไม่ให้สื่อบ่อนเซาะอำนาจของตน</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>นักการเมืองทั้งหลายชอบสื่อ<span>  </span>เพราะสื่อเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้สามารถแสดงตนต่อสาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว<span>  </span>เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<span>  </span>โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน<span>  </span>จนอาจกล่าวได้ว่า<span>  </span>โทรทัศน์คือผู้มีอิทธิพลตัวจริงต่อผู้คน<span>  </span>เป็นผู้กำหนดเวลาทำกิจกรรมต่างๆในชีวิต<span>  </span>ทั้งเวลาตื่น เวลานอน เวลาออกจากบ้าน เวลากลับบ้าน<span>  </span>เรื่องราวทั้งหลายที่เสนอผ่านจอโทรทัศน์ล้วนส่งผลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง<span>  </span>ตัวอย่างง่ายๆก็คือแม้แต่นักแสดงเป็นตัวร้ายในละครน้ำเน่ายังถูกมองด้วยความเกลียดชังจากคนดูผู้สงสารนางเอก เมื่อนักแสดงคนนั้นไปเดินซื้อของในตลาด </span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดเมื่อมีกิจกรรมทางการเมือง อย่างเช่น การประชุมสภาก็ดี หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ดี<span>  </span>เมื่อมีการถ่ายทอดผ่านสื่อ บรรดานักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลต่างก็พยายามเสนอหน้าผ่านอภปรายเพื่อให้ได้ปรากฎในสื่อ ส่งสารไปถึงประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนว่ากำลังทำหน้าที่ผู้แทนอย่างขันแข็ง</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>แต่ถ้าหากในอีกกรณีตรงกันข้าม<span>  </span>นั่นคือ การที่สื่อขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีไม่งามที่ตนมีส่วนหรือจะเกิดความเสียหายแก่ตน<span>  </span>นักการเมืองทั้งหลายมักจะโยนความผิดไปให้สื่อ<span>  </span>ซึ่งหนีไม่พ้นข้อหาบิดเบือน ลงข่าวไม่หมด<span>  </span>หรือสื่อพูดไปเอง เขียนไปเอง เป็นต้น<span>  </span>เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น ใครๆที่เกี่ยวข้องก็ไม่ชอบสื่อ<span>  </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>           </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>ดังนั้น</span><span>จึงปรากฏเสมอมาว่า นักการเมืองผู้ที่อยู่กับอำนาจจึงทั้งรกและทั้งเกลียดสื่อ<span>  </span>ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ว่าสื่อจะส่งผลเช่นใดแก่ตน<span>   </span>ในกรณีที่รู้จักใช้สื่อให้เป็นประโยชน์พอเหมาะ<span>  </span>ก็จะทำให้สามารถอยู่ในอำนาจนานได้เช่นกัน</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>สื่อจึงมีคุณสมบัติพิเศษ ที่นักการเมืองและผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะทั้งรักทั้งเกลียด<span>  </span>ซึ่งสื่อแต่ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะของมัน ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติร่วมในฐานะสื่อ<span>  </span>ซึ่งจะกล่าวต่อไป</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">อันที่จริงแล้ว คุณสมบัติที่จะเขียนถึงต่อไปนี้<span>  </span>เป็นเรื่องที่คนทั้งหลายทราบกันดีแล้ว แต่อาจจะลืมกันไปบ้าง<span>  </span>จึงขอยกขึ้นมากล่าวถึงเพื่อเตือนความทรงจำ และเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของสื่อ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span> คือ</span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span><span id="more-6"></span>           </span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>เริ่มต้นจาก สื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อชนิดแรกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อที่เผยแพร่ไปสู่คนหมู่มากได้รวดเร็วและในเวลาพร้อมๆกันหรือใกล้เคียงกัน<span>  </span>อันเป็นที่มาของคำว่า สื่อมวลชน<span>  </span>อิทธิพลของหนังสือพิมพ์ในยุคเมื่อสองร้อยปีก่อนนับว่ามีอิทธิฤทธิ์อย่างสูง<span>  </span>เพราะทำให้เกิดมติมหาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้<span>  </span>บรรดาผู้ครองอำนาจรัฐยังกลัวเกรง หาทางคุมกำเนิดหนังสือพิมพ์<span>  </span>เจ้าของหนังสือพิมพ์ทั้งหลายก็ใช้สื่อของตนต่อสู้เพื่อคงสถานะตัวเองไว้<span>  </span>มาจนถึงปัจจุบันนี้ หนังสือพิมพ์ก็ยังคงสถานะอันมีอิทธิพลของตัวเองเอาไว้ได้อยู่ แม้จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม<span>  </span>แต่คำว่าสื่อมวลชนก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่<span>  </span>จนพอที่จะทำให้บรรดาใครๆที่เป็นนักการเมืองยังเกรงใจหนังสือพิมพ์อยู่<span>  </span>เว้นเสียแต่ผู้ที่มีอำนาจต่อรองที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน เช่น เป็นเจ้าของบริษัทสินค้าที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ด้วยมูลค่าสูงๆ<span>  </span>หนังสือพิมพ์ก็เกรงใจอยู่<span>  </span>ไม่กล้าจะวิพากษ์อะไรมาก<span>  </span>เพราะกลัวจะถูกถอนโฆษณา เป็นต้น </span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ต่อมาคือ สื่อวิทยุ<span>   </span>นี่ยิ่งกระจายข่าวสารสู่ผู้ฟังได้รวดเร็วและกว้างขวางกว่าหนังสือพิมพ์อีก<span>  </span>จึงปรากฏเสมอมาในประวัติศาสตร์ว่า วิทยุมีบทบาทสำคัญในการสร้างอำนาจทางการเมืองอย่างยิ่งยวด<span>  </span>การประกาศความคิด อุดมการณ์<span>  </span>ข่าวสารอันสำคัญ<span>  </span>ล้วนกระทำผ่านวิทยุแทบทั้งสิ้น</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>คงจำกันได้ว่า<span>  </span>ในวันที่กองทัพปลดแอกประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น<span>  </span>ท่านประธานเหมาเจ๋อตุงอ่านแถลงการณ์โดยมีไมโครโฟนอยู่เบื้องหน้า ถ่ายทอดออกอากาศทางวิทยุไปทั่วประเทศจีนและทั่วโลก ว่าบัดนี้ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในโลกแล้ว<span>  </span>เป็นการจบสิ้นสาธารณรับจีนภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็ค ซึ่งได้ถอยข้ามช่องแคบไปตั้งหลักที่เกาะไต้หวันจวบจนปัจจุบันนี้</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>คงจำกันได้ว่า ทุกครั้งที่มีกลุ่มทหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล<span>  </span>เสียงประกาศคณะปฏิวัติได้รับการถ่ายทอดผ่านคลื่นวิทยุของสถานีวิทยุแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เป็นแม่ข่ายถ่ายทอดไปยังสถานีวิทยุต่างๆ<span>  </span>เป็นสัญญาณว่า<span>  </span>คณะปฏิวัติได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลแล้ว<span>  </span>โดยยึดสถานีวิทยุให้ได้ก่อน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่คำสั่ง ข่าวสาร<span>  </span>เพื่อปกครองบ้านเมือง<span>  </span>หลายครั้งที่ฝ่ายรัฐบาลตอบโต้ด้วยคลื่นวิทยุเช่นกัน<span>  </span>จนทำให้ฝ่ายปฏิวัติกลายเป็นฝ่ายกบฏ<span>  </span>พ่ายแพ้ไปในที่สุด</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>คงคุ้นเคยกันดีว่า ปัจจุบันนี้ทุกๆเช้าวันอาทิตย์<span>  </span>นายกรัฐมนตรีจะพบกับประชาชนผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย<span>  </span>ซึ่งอันที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่านายกรัฐมนตรีพบกับข้าราชการมากกว่า<span>  </span>เพราะสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดนั้น<span>  </span>บรรดาข้าราชการทั้งหลายต่างเงี่ยหูฟัง<span>  </span>โดยเฉพาะปลัดกระทรวง อธิบดี<span>  </span>ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นซีอีโอและมิใช่ซีอีโอ<span>  </span>สิ่งใดที่นายกรัฐมนตรีพูดเป็นแนวทางไว้ก็ต้องหาทางปฏิบัติ<span>  </span>ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นผู้ว่าซี้อีโอก็ได้<span>  </span>อันนี้ก็ย่อมถือได้ว่า สื่อเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ครอบครองสื่อในนามรัฐบาล</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ที่นี้ก็ต้องมาถึง สื่อโทรทัศน์ เป็นสื่อที่ใครๆที่เป็นนักการเมืองก็ต้องชอบ<span>  </span>การรณรงค์หาเสียงก็ดี การประกาศผลงานก็ดี<span>  </span>หรือแค่การเสนอหน้าผ่านโทรทัศน์พูดถึงเรื่องไม่เป็นโล้เป็นพายก็ดี<span>  </span>ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อนักการเมืองทั้งสิ้น<span>   </span>อย่างน้อยก็เป็นที่รู้จักหน้าค่าตา<span>  </span>ยิ่งเจอบ่อยก็ยิ่งได้รับการจดจำได้<span>  </span>ดังนั้น จึงมีผู้ที่ออกหน้าโทรทัศน์บ่อยๆ<span>  </span>เช่น พิธีการ นักแสดง นักร้อง นักอ่านข่าว เป็นต้น<span>  </span>ได้รับการเลือกตั้งเป็นนักการเมืองอยู่มากมาย จึงพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า<span>  </span>สื่อโทรทัศน์สร้างอำนาจแก่ผู้ที่ครอบครองหรือผู้ที่ใช้มันได้เป็นอย่างดียิ่ง<span>  </span>แม้ในหมู่นักปฏิวัติหรือรัฐประหารในช่วง </span>20 <span>ปีที่ผ่านมา ก็นิยมยึดสถานีโทรทัศน์ควบคู่กับสถานีวิทยุ<span>  </span>เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประกาศข่าวสารของตน<span>  </span>ฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจก็ใช้สถานีโทรทัศน์ที่ไม่ได้ถูกยึดเผยแพร่ข่าวสารตอบโต้<span>  </span>จนฝ่ายปฏิวัติกลายเป็นกบฏก็หลายครั้งเช่นกัน</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>สุดท้ายขอกล่าวถึงสื่อสมัยใหม่แห่งคลื่นลูกที่สามโดยแท้<span>  </span>นั่นคือ โทรศัพท์มือถือ<span>  </span>ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนใกล้ชิดที่สุด<span>  </span>โดยติดตามตัวผู้ใช้ไปได้ทุกหนทุกแห่งทุกเวลา<span>  </span>เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้เผยแพร่ข่าวสารเพื่อการครอบงำได้ดีที่สุด<span>  </span>โดยแปลงร่างในรูปแบบต่างๆ<span>  </span>ตั้งแต่การส่งข้อความ<span>  </span>การโฆษณา<span>  </span>การชักชวนให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มักเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของบริษัทโทรศัพท์มือถือ หรือเจ้าของธุรกิจที่ให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ<span>  </span>แม้กระทั่งเรื่องการเมือง</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ลองนึกเล่นๆเถิดว่า เกิดบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ร่วมมือกับนายเสาไฟฟ้าผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯ ส่งข้อความไปถึงผู้ใช้โทรศัพท์ว่า โปรดแสดงความจำนงเลือกนายเสาไฟฟ้า<span>  </span>เป็นผู้ว่า สาระขัณฑ์นคร โดยส่ง </span>SMS <span>เป็นหมายเลขประจำตัวของนายเสาไฟฟ้าไปที่ศูนย์<span>  </span>ลุ้นรางวัล </span>1,000,000<span> เหรียญสหรัฐ<span>  </span>จะมีผู้</span>lj&#8217; SMS <span>แสดงความจำนงเลือกนายเสาไฟฟ้ากี่คน<span>  </span>เพื่อเงินหนึ่งล้านฯ</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ถึงแม้คนที่เลือกนายเสาไฟฟ้าจริงๆไม่เท่ากับจำนวนที่ส่ง </span>SMS<span>  </span><span>แต่มั่นใจได้ว่า<span>  </span>เงินที่นายเสาไฟฟ้าได้รับเป็นส่วนแบ่งค่าบริการคงมากกว่าที่ใช้ไปในการรณรงหาเสียงเลือกตั้งเป็นแน่แท้<span>  </span>ถ้าเกิดได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าจริงๆก็ได้กำไรสองต่อ</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ฉะนั้น อย่าประมาทโทรศัพท์มือถือ<span>  </span>ปัจจุบันนี้ผู้ครอบครองสื่อประเภทนี้ ซึ่งหมายถึงเจ้าของบริษัทผู้ให้บริการ<span>  </span>ยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ<span>  </span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span><span></span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>นอกจากสื่อประเภทต่างๆที่กล่าวมาแล้ว<span>  </span>ยังมีสื่อสมัยใหม่อีกหลายประเภท เช่น อินเตอร์เน็ต<span>  </span>สื่อกลางแจ้ง<span>  </span>ฯลฯ ที่สร้างอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้ครอบครอง<span>  </span>ซึ่งหากมีโอกาสจะได้นำมาบอกเล่าอีกครั้ง</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>เห็นจะต้องจบด้วยความคิดของมิเชล ฟูโกต์ ที่ว่า สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างและรักษาอำนาจของผู้ที่ครอบครอง<span>  </span>ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมใครๆโดยเฉพาะนักการเมืองจึงชอบสื่อกันนักหนา</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>ส่วนผู้ไม่ชอบสื่อก็มีเช่นกัน<span>  </span>หากยังไม่รู้หรือจำไม่ได้ โปรดย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นอีกรอบหนึ่งเทอญ</span>.</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=6&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-and-communications/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/fuko01.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Michel Foucault</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Blog and Blogger ฤาจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก?</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/blog-and-blogger-change-the-world/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/blog-and-blogger-change-the-world/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Feb 2008 07:52:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสมัยใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Blogger]]></category>
		<category><![CDATA[Communications]]></category>
		<category><![CDATA[Media]]></category>
		<category><![CDATA[Weblog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=3</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันการสื่อสารผ่าน Blog  ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะมีความสะดวก สบาย และที่สำคัญมีของฟรีให้เลือกใช้จนตาลาย คนทั้งหลายจึงกระหน่ำเขียนบล็อกกันอย่างสนุกสนาน ทุกเรื่องราวตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ  นับเป็นยุคทองของบล็อกโดยแท้
หากย้อนหลังไปสัก 10 ปีก่อน การที่จะมีตัวตนในโลกออนไลน์ ด้วยการเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้นช่างยุ่งยากและต้องจ่ายในราคาที่แสนแพง ล่วงมาถึงวันนี้ พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT ก่อให้เกิดเว็บไซต์ยุคใหม่ ที่เรียกกันว่า web2.0 ที่เป็นการสื่อสารสองทาง ผู้เขียนผู้อ่านสามารถโต้ตอบกันได้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันขึ้น  ต่างฝ่ายต่างแสดงตัวตนให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองต้องการ
นั่นคือโลกออนไลน์ยุค web2.0 ที่พัฒนาจาก web site มาเป็น weblog หรือ blog ทำให้คนเขียน blog หรือ blogger เป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งนักคิด นักเขียน นักค้นคว้า นักการสื่อสาร นักธุรกิจ โดยประกอบกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์ ขอเพียงแค่มีความรู้พื้นฐานในการใช้คอมพิวเตอร์ ก็สามารถเป็นได้แล้วบนโลกออนไลน์
คนที่เขียนหนังสือเป็น สามารถเป็นนักเขียน ทั้งนิยาย เรื่องสั้น บทกวี บทความ ความรู้ต่างๆที่สื่อออกมาเป็นตัวหนังสือ  คนที่เป็นนักเขียนอยู่แล้วก็เป็นมาบล็อกเกอร์กันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ตามบ้านนอกคอกนา [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=3&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img border="0" align="left" width="200" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/02/untitled001.jpg" hspace="20" alt="untitled001.jpg" height="200" />ปัจจุบันการสื่อสารผ่าน Blog  ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะมีความสะดวก สบาย และที่สำคัญมีของฟรีให้เลือกใช้จนตาลาย คนทั้งหลายจึงกระหน่ำเขียนบล็อกกันอย่างสนุกสนาน ทุกเรื่องราวตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ  นับเป็นยุคทองของบล็อกโดยแท้</p>
<p>หากย้อนหลังไปสัก 10 ปีก่อน การที่จะมีตัวตนในโลกออนไลน์ ด้วยการเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้นช่างยุ่งยากและต้องจ่ายในราคาที่แสนแพง ล่วงมาถึงวันนี้ พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT ก่อให้เกิดเว็บไซต์ยุคใหม่ ที่เรียกกันว่า web2.0 ที่เป็นการสื่อสารสองทาง ผู้เขียนผู้อ่านสามารถโต้ตอบกันได้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันขึ้น  ต่างฝ่ายต่างแสดงตัวตนให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองต้องการ</p>
<p>นั่นคือโลกออนไลน์ยุค web2.0 ที่พัฒนาจาก web site มาเป็น weblog หรือ blog ทำให้คนเขียน blog หรือ blogger เป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งนักคิด นักเขียน นักค้นคว้า นักการสื่อสาร นักธุรกิจ โดยประกอบกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์ ขอเพียงแค่มีความรู้พื้นฐานในการใช้คอมพิวเตอร์ ก็สามารถเป็นได้แล้วบนโลกออนไลน์</p>
<p>คนที่เขียนหนังสือเป็น สามารถเป็นนักเขียน ทั้งนิยาย เรื่องสั้น บทกวี บทความ ความรู้ต่างๆที่สื่อออกมาเป็นตัวหนังสือ  คนที่เป็นนักเขียนอยู่แล้วก็เป็นมาบล็อกเกอร์กันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ตามบ้านนอกคอกนา ในทุกแห่งที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง</p>
<p><span id="more-3"></span></p>
<p>ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ ที่มีเว็บบล็อกบริการนักเขียนแบบไม่ต้องจ่ายเงิน เช่น เนชั่นบล็อกในเครือเนชั่น มีนักเขียนใหญ่เผยแพร่ผลงานผ่านบล็อกมากมาย ที่คุ้นชื่อดีมีทั้ง <a href="http://www.oknation.net/blog/nowwarat">เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์</a> <a href="http://www.oknation.net/blog/ussiri-thummachoti">อัศศิริ ธรรมโชติ </a> <a href="http://www.oknation.net/blog/paiwarinkhaongam">ไพวรินทร์ ขาวงาม</a> <a href="http://www.oknation.net/blog/bundit">โชคชัย บัณฑิต </a>เป็นอาทิ</p>
<p>แม้แต่นักเขียนไร้อันดับอย่าง <a href="http://www.oknation.net/blog/kosol">โกศล อนุสิม</a> ก็มี<a href="http://www.kosoltalk.com">บล็อก</a>กับเขาด้วยเช่นกัน</p>
<p><span></span></p>
<p>เมื่อก่อนนั้น นักเขียนที่ต้องการเสนอผลงานของตน ต้องเขียนแล้วส่งไปตามหนังสือต่างๆ ต้องผ่านการพิจารณาของบรรณาธิการ ถ้าผ่านจึงจะได้ลงตีพิมพ์ ตีพิมพ์แล้วจึงจะได้เงิน ได้เงินก็จำนวนน้อยนิด สรุปว่ากว่าจะได้เผยแพร่งานก็แทบรากเลือด ยังไม่ต้องพูดถึงความสำเร็จในอาชีพ</p>
<p>แต่ปัจจุบัน นักเขียนไม่ต้อง้อใคร อยากเขียนก็เขียนในบล็อก อยากเขียนอะไรก็เขียน ไม่ต้องกลัวว่าบรรณาธิการจะชอบหรือไม่ เขียนเสร็จก็เผยแพร่ทันที มีคนอ่านเข้ามาอ่านมากมาย คนอ่านก็ไม่ต้องซื้ออ่าน อยากอ่านของใครก็ได้อ่าน มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง</p>
<p>มีคนอ่านแล้วถูกใจก็บอกเพื่อนๆมาอ่านต่อ บล็อกเกอร์หลายคนมีคนอ่านงานนับหมื่นนับแสน กลายเป็นนักเขียนดังในโลกไซเบอร์</p>
<p>ในต่างประเทศ มีการเขียนหนังสือออนไลน์ เปิดให้คนดาวน์โหลดไปอ่านโดยจ่ายเงินเหมือนซื้อหนังสือ ปรากฏว่ามีคนจ่ายเงินดาวน์โหลดไปอ่านมากมาย คิดเป็นเล่มแล้วนับ<a href="http://www.kosolanusim.com/webboarddetail.asp?id=113">แสนๆเล่ม</a></p>
<p>เมื่อดังในโลกไซเบอร์ มีแมวมองจากสำนักพิมพ์เห็นเข้า ก็เอามาพิมพ์เป็นเล่มขาย ตอนพิมพ์เป็นเล่มก็มีแก้ไขปรับปรุง คนที่เคยอ่านในบล็อกก็ตามมาซื้ออ่านอีก</p>
<p>ดังนั้นเวทีที่ให้นักเขียนเผยแพร่งาน ปัจจุบันเพิ่มเว็บบล็อกขึ้นมาอีก สะดวก สบาย รวดเร็ว และมีอิสระ  เผยแพร่งานเขียนได้อย่างไม่จำกัดแนว ทำให้ความรู้แขนงต่างๆได้รับการบันทึกและเผยแพร่ผ่านบล็อก เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาขนาดมหึมาให้คนค้นคว้านำมาใช้ประโยชน์ได้แทบจะไม่มีข้อจำกัด ดังนั้น จึงนับว่าบล็อกเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่งของศตวรรษที่ 21 นี้</p>
<p>นักเขียนบนโลกไซเบอร์ หรือบล็อกเกอร์ จึงเป็นนักเขียนอิสระโดยแท้  คือมีอิสระในการเผยแพร่งาน มีอิสระจากบรรณาธิการ และแม้กระทั่งจากผู้อ่าน ขอให้มีเวลาเขียนและมีความรู้ในการใช้เครื่องมือ ก็สามารถผลิตงานเผยแพร่ได้โดยทันใจ</p>
<p>แต่เรื่องราวที่เขียนและเผยแพร่ในบล็อกก็มีข้อจำกัด นั่นคือไม่สามารถพกพาติดตัวได้เหมือนหนังสือ จึงยังอาศัยการเผยแพร่ผ่านหนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในการจัดพิมพ์เป็นหนังสือนี้นักเขียนไซเบอร์ หรือบล็อกเกอร์ หน้าใหม่จะต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาอีกมาก แต่ก็นับว่าร่นระยะทางให้สั้นลงกว่านักเขียนรุ่นคุณพ่อแม่ปู่ย่าตายาย</p>
<p>บนแผงหนังสือในปัจจุบัน จึงมีผลงานของนักเขียนไซเบอร์หรือบล็อกเกอร์วางจำหน่ายอยู่ไม่น้อย และนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น ทั้งงานวรรณกรรม วิชาการ <a href="http://www.kosoltalk.com/archives/5">การตลาด </a>ความรู้ทั่วไป แม้กระทั่งหนังสือที่ว่าด้วยการเขียนบล็อกและทำบล็อกก็มีออกมาจำหน่ายกันเป็นจำนวนไม่น้อย ในเมืองไทยก็มี<a href="http://www.kosoltalk.com/archives/11">หนังสือเรื่องทำบล็อก</a>ด้วยเช่นกัน</p>
<p>บล็อกจึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญในโลกยุคใหม่  และคงจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น  อาจเข้ามาแทนที่สื่อสมัยเก่า ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หนังสือเล่ม ได้ในอนาคต</p>
<p>หรือว่า blog จะเป็นสื่อที่ทรงพลัง และ blogger คือผู้สร้างสรรค์สื่อที่ทรงอิทธิพลซึ่งจะมีบทบาทเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกในอีกไม่ถึง 100 ปีข้างหน้า</p>
<p><strong>หรือว่า 100 ปีนานเกินไป?</strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/3/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/3/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/3/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/3/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/3/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/3/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/3/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/3/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/3/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/3/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/3/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/3/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=3&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/blog-and-blogger-change-the-world/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/02/untitled001.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">untitled001.jpg</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>