<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Media.Talk.Blog</title>
	<atom:link href="http://mediatalkblog.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://mediatalkblog.wordpress.com</link>
	<description>คิดและคุยเรื่องสื่อ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 22 Jan 2011 13:05:19 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='mediatalkblog.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Media.Talk.Blog</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://mediatalkblog.wordpress.com/osd.xml" title="Media.Talk.Blog" />
	<atom:link rel='hub' href='http://mediatalkblog.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>เอาเรื่องคนอื่นมาลงบล็อกต้องทำอย่างไรบ้า็ง</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/06/22/blogger-responsibility/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/06/22/blogger-responsibility/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jun 2009 22:41:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[จรรยาบรรณบล็อกเกอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=131</guid>
		<description><![CDATA[บล็อกเกอร์หลายคนอ่านเรื่องของคนอื่นแล้วชอบใจจึงนำมาลงบล็อกของตัวเอง ด้วยความไม่รู้หรืออะไรก็ตาม หากทำไม่ถูกแล้วนอกจากไม่เคารพผู้เขียนยังผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย เจ้าของผลงานที่แท้จริงเอาผิดได้ เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นกำหนดไว้ว่า ทันทีที่เจ้าของงานวรรณกรรมสร้างงานขึ้นมาก็เป็นของเขาโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องไปจดลิขสิทธ์ิ์ใดๆ ด้วยเหตุนี้ จึงได้เสนอข้อปฏิบัติในเรื่องการนำบทความของผู้อื่นมาเผยในบล้อกของตนให้แก่บล็อกเกอร์ทั้งหลายได้พิจารณา เพื่อเป็นการเคารพและให้เกียรติแก่กันและกัน รวมถึงการปฏิบัติตามกำหมายลิขสิทธิ์ด้วย ดังนี้ 1. ในกรณีนำบทความของผู้อื่นไปเผยแพร่ทั้งบทความ ต้องให้เครดิตด้วยการเกริ่นนำ หรือหมายเหตุท้ายเรื่อง ว่าเป็นบทความของผู้ใด เผยแพร่ที่ใด และใส่ลิงก็กลับไปที่บทความนั้นโดยตรง หรือที่บล็อกนั้นก็ได้ 2. ในกรณีนำบทความบางส่วนไปอ้างอิง ต้องใส่โค้ดคำพูดหรือหัวข้อแสดงให้เห็นว่าข้อความส่วนใดได้ยกมาจากบทความที่อ้างอิง ต้องให้เครดิตโดยอ้างชื่อบทความและชื่อผู้เขียน รวมทั้งบล็อกหรือเว็บไซต์ที่เผยแพร่บทความนั้น แลใส่ลิงก์กลับไปที่บทความนั้นด้วย ดูตัวอย่างที่ 3. ในกรณีที่นำภาพมาใช้ ต้องปฏิบัติในลักษณะเดียวกับข้อ 1 เช่นกัน นี่เป็นข้อปฏิบัติง่ายๆ คงไม่ยากเกินกว่าที่จะทำได้ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บล็อกเกอร์ไทยจะช่วยกันปฏิบัติตามหลักการนี้ เพื่อเป็นการให้เกียรติและเคารพกันและกัน รวมถึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งเจ้าของที่แท้จริงสามารถเอาผิดได้ ทั้งยังเป็นการช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลข่าวที่เป็นประโยชน์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยไม่ผิดกติกามารยาทที่สุจริตชนพึงกระทำ ลองนึกดูนะครับว่า ถ้าผลงานเราถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยอ้างอิงถูกต้อง กับไม่มีอะไรอ้างถึงเลย อย่างไหนจะดีกว่ากัน เรารู้สึกอย่างไรกับการถูกขโมยผลงาน คนอื่นก็คงรู้สึกเช่นนั้น. บทความอื่นๆที่น่าอ่าน: -สื่อมวลชนออนไลน์: จะเป็น Gatekeeper หรือ Gateway ของข้อมูลข่าวสาร -ลองของ WordPress [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=131&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-135" style="border:0 none;margin:10px 15px;" title="cat cat" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2009/06/cat-cat.jpg?w=235&#038;h=248" alt="cat cat" width="235" height="248" /></p>
<p>บล็อกเกอร์หลายคนอ่านเรื่องของคนอื่นแล้วชอบใจจึงนำมาลงบล็อกของตัวเอง ด้วยความไม่รู้หรืออะไรก็ตาม หากทำไม่ถูกแล้วนอกจากไม่เคารพผู้เขียนยังผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ด้วย เจ้าของผลงานที่แท้จริงเอาผิดได้ เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นกำหนดไว้ว่า ทันทีที่เจ้าของงานวรรณกรรมสร้างงานขึ้นมาก็เป็นของเขาโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องไปจดลิขสิทธ์ิ์ใดๆ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ จึงได้เสนอข้อปฏิบัติในเรื่องการนำบทความของผู้อื่นมาเผยในบล้อกของตนให้แก่บล็อกเกอร์ทั้งหลายได้พิจารณา เพื่อเป็นการเคารพและให้เกียรติแก่กันและกัน รวมถึงการปฏิบัติตามกำหมายลิขสิทธิ์ด้วย ดังนี้</p>
<p><span id="more-131"></span></p>
<p>1. ในกรณีนำบทความของผู้อื่นไปเผยแพร่ทั้งบทความ ต้องให้เครดิตด้วยการเกริ่นนำ หรือหมายเหตุท้ายเรื่อง ว่าเป็นบทความของผู้ใด เผยแพร่ที่ใด และใส่ลิงก็กลับไปที่บทความนั้นโดยตรง หรือที่บล็อกนั้นก็ได้</p>
<p>2. ในกรณีนำบทความบางส่วนไปอ้างอิง ต้องใส่โค้ดคำพูดหรือหัวข้อแสดงให้เห็นว่าข้อความส่วนใดได้ยกมาจากบทความที่อ้างอิง ต้องให้เครดิตโดยอ้างชื่อบทความและชื่อผู้เขียน รวมทั้งบล็อกหรือเว็บไซต์ที่เผยแพร่บทความนั้น แลใส่ลิงก์กลับไปที่บทความนั้นด้วย ดูตัวอย่างที่</p>
<p>3. ในกรณีที่นำภาพมาใช้ ต้องปฏิบัติในลักษณะเดียวกับข้อ 1 เช่นกัน</p>
<p>นี่เป็นข้อปฏิบัติง่ายๆ คงไม่ยากเกินกว่าที่จะทำได้ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บล็อกเกอร์ไทยจะช่วยกันปฏิบัติตามหลักการนี้ เพื่อเป็นการให้เกียรติและเคารพกันและกัน รวมถึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งเจ้าของที่แท้จริงสามารถเอาผิดได้ ทั้งยังเป็นการช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลข่าวที่เป็นประโยชน์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยไม่ผิดกติกามารยาทที่สุจริตชนพึงกระทำ  ลองนึกดูนะครับว่า ถ้าผลงานเราถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยอ้างอิงถูกต้อง กับไม่มีอะไรอ้างถึงเลย อย่างไหนจะดีกว่ากัน</p>
<p><strong>เรารู้สึกอย่างไรกับการถูกขโมยผลงาน คนอื่นก็คงรู้สึกเช่นนั้น.</strong></p>
<p>บทความอื่นๆที่น่าอ่าน:</p>
<p><span style="color:#0000ff;"><a href="http://www.blogologynet.com/online-media-is-katekeeper-or-gateway/">-สื่อมวลชนออนไลน์:  จะเป็น Gatekeeper หรือ Gateway ของข้อมูลข่าวสาร</a></span></p>
<p><span style="color:#0000ff;"><a href="http://www.blogologynet.com/wordpress28-test-2/">-ลองของ WordPress 2.8  สะดวกและดูดี</a></span></p>
<p><span style="color:#0000ff;"><a href="http://www.blogologynet.com/wp-theme-by-menn-chris-happens/">-WordPress  Theme ใหม่ฝีมือเม่น iMenn.com</a></span></p>
<p><span style="color:#0000ff;"><a href="http://www.blogologynet.com/blog-and-blogger-on-cyber-world/">-Blog,Blogs  และบล็อกคือไฟไหม้ลามทุ่งไซเบอร์</a></span></p>
<p><a href="http://www.kosoltalk.com/problem-of-moral-responsibility-in-social-institute-of-thailand">-ปัญหาคุณธรรมจริยธรรมในสถาบันสำคัญของสังคมไทย</a></p>
<br /> Tagged: การเขียนบล็อก, จรรยาบรรณบล็อกเกอร์ <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/131/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/131/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/131/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/131/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/131/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/131/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/131/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/131/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/131/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/131/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/131/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/131/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/131/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/131/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=131&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/06/22/blogger-responsibility/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2009/06/cat-cat.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">cat cat</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สือมวลชนออนไลน์ และบทความน่าอ่าน</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/06/20/online-journal-and-other-articles/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/06/20/online-journal-and-other-articles/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 20 Jun 2009 15:44:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชนออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Online Journalism]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=126</guid>
		<description><![CDATA[สื่อสารมวลชนออนไลน์ หรือ Online Journal อาจเป็นศาสตร์เรื่องการสื่อสารแขนงใหม่ในประเทศไทย แต่สำหรับฝรั่งมังค่าโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกานั้น เป็นศาสตร์ที่มีการเรียนการสอนและการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางแล้ว สื่อสารมวลชนออนไลน์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน ใช้ประโยชน์ได้แทบจะไม่มีข้อจำกัด และนับวันแต่จะทวีความสำคัญขึ้น ยิ่งปริมาณคนเข้าถึงอินเอตร์เน็ตมากเท่าใด ความสำคัญของสื่อสารมวลชนผ่านอินเตอร์เน็ตยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ขอแนะนำบทความที่กล่าวถึงสื่อสารมวลชนออนไลน์เป็นเบื้องต้น คือ Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร โดยผมได้เขียนเผยแพร่ไว้ที่ Blogologynet.com เชิญอ่านได้ตามลิงก์ข้างบนเลยนะครับ นอกจากนั้น ยังมีบทความอื่นๆที่อยากจะแนะนำในครั้งนี้ด้วย คือ -จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์ในการนำบทความของผู้อื่นไปเผยแพร่ ได้เขียนถึงการที่มีคนนำบทความของคนอื่นไปเผยแพร่ในบล็อกของตน โดยไม่อ้างอิงที่มาที่ไป และไม่ให้เครดิตผู้เขียนบทความ จึงได้เสนอแนวทางในการอ้างอิงให้ถูกต้อง เพื่อจะได้ไม่ผิดกำหมายลิขสิทะิืและเป็นการให้เกียรติเจ้าของงาน -โอเคเนชั่นบล็อก กรณีศึกษาตัวอย่างชุมชนนักข่าวพลเมือง วิเคราะห์ความสำเร็จของโอเคนเนชั่นบล็อก ที่มีบล็อกเกอร์ลงทะเบียนใช้งานเป็นจำนวนมาก มีบล็อกเกอร์หลายสาขาอาชีพ ทำหน้าที่สื่อภาคพลเมืองได้อย่างดียิ่ง ภายใต้แนวคิดของบล็อกที่ว่า &#8220;ทุกคนเป็นนักข่าวได้&#8221; -11 ปีรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ กับก้าวที่ผ่านมาและก้าวที่น่าจะเป็น เป็นบทความที่ผมเขียนถึงการมอบรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ ตีพิมพ์ในหนังสือ &#8220;แสงแห่งชัย&#8221; ซึ่งเป็นเอกสารประกอบการสัมมนาและแจกรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ปี 2552 เสนอภาพรวมของเนื้อหาผลงานวิทยุและโทรทัศน์ที่ส่งเข้าประกวดตลอด 11 ปีที่ผ่านมา [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=126&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-128" style="border:0 none;margin:10px 15px;" title="Online Journal cover" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2009/06/online-journal-cover.jpg?w=253&#038;h=250" alt="Online Journal cover" width="253" height="250" />สื่อสารมวลชนออนไลน์ หรือ Online Journal อาจเป็นศาสตร์เรื่องการสื่อสารแขนงใหม่ในประเทศไทย แต่สำหรับฝรั่งมังค่าโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกานั้น เป็นศาสตร์ที่มีการเรียนการสอนและการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางแล้ว</p>
<p>สื่อสารมวลชนออนไลน์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน ใช้ประโยชน์ได้แทบจะไม่มีข้อจำกัด และนับวันแต่จะทวีความสำคัญขึ้น ยิ่งปริมาณคนเข้าถึงอินเอตร์เน็ตมากเท่าใด ความสำคัญของสื่อสารมวลชนผ่านอินเตอร์เน็ตยิ่งมากขึ้นเท่านั้น</p>
<p>ขอแนะนำบทความที่กล่าวถึงสื่อสารมวลชนออนไลน์เป็นเบื้องต้น คือ     <a href="http://www.blogologynet.com/online-journal/">Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร</a> โดยผมได้เขียนเผยแพร่ไว้ที่ <a href="http://www.blogologynet.com/">Blogologynet.com </a></p>
<p>เชิญอ่านได้ตามลิงก์ข้างบนเลยนะครับ</p>
<p>นอกจากนั้น ยังมีบทความอื่นๆที่อยากจะแนะนำในครั้งนี้ด้วย คือ<br />
<span id="more-126"></span></p>
<p><a href="http://www.blogologynet.com/things-do-and-do-not-for-blogger">-จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์ในการนำบทความของผู้อื่นไปเผยแพร่</a> ได้เขียนถึงการที่มีคนนำบทความของคนอื่นไปเผยแพร่ในบล็อกของตน โดยไม่อ้างอิงที่มาที่ไป และไม่ให้เครดิตผู้เขียนบทความ จึงได้เสนอแนวทางในการอ้างอิงให้ถูกต้อง เพื่อจะได้ไม่ผิดกำหมายลิขสิทะิืและเป็นการให้เกียรติเจ้าของงาน</p>
<p><a href="http://www.blogologynet.com/ok-nation-blog-a-case-study-of-citizen-reporter-community/">-โอเคเนชั่นบล็อก กรณีศึกษาตัวอย่างชุมชนนักข่าวพลเมือง </a> วิเคราะห์ความสำเร็จของโอเคนเนชั่นบล็อก ที่มีบล็อกเกอร์ลงทะเบียนใช้งานเป็นจำนวนมาก มีบล็อกเกอร์หลายสาขาอาชีพ ทำหน้าที่สื่อภาคพลเมืองได้อย่างดียิ่ง ภายใต้แนวคิดของบล็อกที่ว่า &#8220;ทุกคนเป็นนักข่าวได้&#8221;</p>
<p><a href="http://www.kosoltalk.com/11-years-of-sangchai-media-awards">-11 ปีรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ กับก้าวที่ผ่านมาและก้าวที่น่าจะเป็น</a> เป็นบทความที่ผมเขียนถึงการมอบรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ ตีพิมพ์ในหนังสือ &#8220;แสงแห่งชัย&#8221; ซึ่งเป็นเอกสารประกอบการสัมมนาและแจกรางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ปี 2552 เสนอภาพรวมของเนื้อหาผลงานวิทยุและโทรทัศน์ที่ส่งเข้าประกวดตลอด 11 ปีที่ผ่านมา และเสนอแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการให้รางวัลด้วย</p>
<p><a href="http://www.kosolanusim.org/human-being-in-thai-country-style-songs">-ทัศนะเรื่องคนในเพลงลูกทุ่ง</a> ในฐานะที่เพลงลูกทุ่งเป็นสื่ออย่างหนึี่่งได้สะท้อนความคิดของคนคือนักแต่งเพลง เกี่ยวกับเรื่องควมสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมเอาไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงของสังคมว่า คนกับคนมีทัศนะคติต่อกันเช่นไรบ้าง</p>
<p><a href="http://www.kosolanusim.org/nangthongprasri">-รู้จักนางทองประศรี คนขี้เหนียว มีนมยานไว้ฟัดกบาลเด็ก</a> เป็นบทความที่เขียนถึงนางทองประศรี แม่ของขุนแผนจากวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน อยู่ในตอน กำเนิดพลายงาม ซึ่งเป็นลูกของขุนแผนกับนางวันทอง เขียนด้วยมุมมองที่สนุกสนาน แบบชาวบ้านๆ โหด มันส์ ฮา</p>
<p>สนใจบทความใดก็ขอเชิญกดไปอ่านนะครับ ขอบคุณที่เกื้อหนุนเสมอมา</p>
<br /> Tagged: สื่อสารมวลชนออนไลน์, Online Journalism <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/126/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/126/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/126/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/126/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/126/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/126/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/126/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/126/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/126/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/126/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/126/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/126/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/126/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/126/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=126&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/06/20/online-journal-and-other-articles/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2009/06/online-journal-cover.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Online Journal cover</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อ่านความคิดของบล็อกเกอร์นักตกแต่งคุยเรื่องบล็อก</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/01/27/interior-blog/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/01/27/interior-blog/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jan 2009 06:32:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การตกแต่งภายใน]]></category>
		<category><![CDATA[บล้อกตกแต่งภายใน]]></category>
		<category><![CDATA[interior blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=121</guid>
		<description><![CDATA[  ปัจจุบันมีคนในสาขาอาชีพต่างๆมาเขียนบล็อกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางการสื่อสารที่ได้ผล เหมาะเป็นเวทีสำหรับเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์ผลงาน มีบล็อกที่เขียนโดยนักตกแต่งภายในหรือ interior คือ interiorsiam.com  โดยบล็อกเกอร์ MiMD ซึ่งเป็นนักออกแบบตกแต่งรุ่นใหม่ ผมได้มีโอกาสคุยกับเขาเรื่องการเขียนบล็อก การทำบล็อก การนำเอาวิชาความรู้ในงานอาชีพมาเขียนบล็อก รวมไปถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังการทำบล็อก interiorsiam.com จึงนำมาให้อ่านกันครับ การทำบล็อกของ MiMD เริ่มต้นจากการตีความว่าบล็อกคืออะไร จากนั้นก็นำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำเนื้อหา กำหนดเป้าหมาย กำหนดกลุ่ม จัดประเภทของบล็อก ที่จะทำ ซึ่ง MiMD บอกว่า เขาให้ความหมายหรือตีความบล็อกว่า มันคือ Community Online เป็นที่ๆคนจะมาพบกันบนโลกออนไลน์ ดังนั้นการทำบล็อกก็เพื่อมุ่งตอบสนองคนที่มาชุมนุมกันซึ่งมีหลายกลุ่ม แล้วก็เลือกกลุ่มที่พอใจที่สุด และแน่นอนว่ากลุ่มที่บล็อกเกอร์ MiMD ก็คือกลุ่มนักตกแต่ง เมื่อเผยแพร่เนื้อหาออกไปแล้วก็ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ในแง่ที่ได้ร่วมรับรู้ แลกเปลี่ยน ข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็นแก่กัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานได้ เชิญอ่านรายละเอียดได้ที่ Blogologynet.com ครับ คลิกที่ &#62;&#62; คุยกับบล็อกเกอร์นักตกแต่ง MiMD เจ้าของ interiorsiam.com Tagged: การตกแต่งภายใน, [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=121&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="byline"> </p>
<div class="entry">
<p>ปัจจุบันมีคนในสาขาอาชีพต่างๆมาเขียนบล็อกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางการสื่อสารที่ได้ผล เหมาะเป็นเวทีสำหรับเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์ผลงาน</p>
<p>มีบล็อกที่เขียนโดยนักตกแต่งภายในหรือ<span style="color:#000000;"> interior คือ </span><a href="http://www.interiorsiam.com/"><span style="color:#0000ff;">interiorsiam.com </span></a> โดยบล็อกเกอร์ MiMD ซึ่งเป็นนักออกแบบตกแต่งรุ่นใหม่ ผมได้มีโอกาสคุยกับเขาเรื่องการเขียนบล็อก การทำบล็อก การนำเอาวิชาความรู้ในงานอาชีพมาเขียนบล็อก รวมไปถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังการทำบล็อก interiorsiam.com จึงนำมาให้อ่านกันครับ</p>
<p>การทำบล็อกของ MiMD เริ่มต้นจากการตีความว่าบล็อกคืออะไร จากนั้นก็นำไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำเนื้อหา กำหนดเป้าหมาย กำหนดกลุ่ม จัดประเภทของบล็อก ที่จะทำ ซึ่ง MiMD บอกว่า เขาให้ความหมายหรือตีความบล็อกว่า มันคือ Community Online เป็นที่ๆคนจะมาพบกันบนโลกออนไลน์ ดังนั้นการทำบล็อกก็เพื่อมุ่งตอบสนองคนที่มาชุมนุมกันซึ่งมีหลายกลุ่ม แล้วก็เลือกกลุ่มที่พอใจที่สุด และแน่นอนว่ากลุ่มที่บล็อกเกอร์ MiMD ก็คือกลุ่มนักตกแต่ง เมื่อเผยแพร่เนื้อหาออกไปแล้วก็ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ในแง่ที่ได้ร่วมรับรู้ แลกเปลี่ยน ข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็นแก่กัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานได้</p>
<p>เชิญอ่านรายละเอียดได้ที่ <a href="http://www.blogologynet.com/"><span style="color:#0000ff;">Blogologynet.com</span></a> ครับ คลิกที่ &gt;&gt; <a href="http://www.blogologynet.com/interview-with-mimd-interiorsiam-blogger/"><span style="color:#0000ff;">คุยกับบล็อกเกอร์นักตกแต่ง MiMD เจ้าของ interiorsiam.com</span></a></p>
<p class="akst_link"><a id="akst_link_1012" class="akst_share_link" title="แบ่งปัน เรื่ภ??นี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" rel="nofollow" href="http://www.kosoltalk.com/?p=1012&amp;akst_action=share-this"><strong></strong></a></p>
</div>
<br /> Tagged: การตกแต่งภายใน, บล้อกตกแต่งภายใน, interior blog <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/121/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/121/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/121/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/121/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/121/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/121/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/121/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/121/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/121/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/121/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/121/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/121/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/121/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/121/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=121&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/01/27/interior-blog/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เชิญดาวน์โหลดอีบุ๊คของ โกศล อนุสิม</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/01/26/down-load-ebooks-by-kosol-anusim/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/01/26/down-load-ebooks-by-kosol-anusim/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Jan 2009 16:25:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านของแมว]]></category>
		<category><![CDATA[แมว]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[โกศลทอล์ค]]></category>
		<category><![CDATA[blogoglogy]]></category>
		<category><![CDATA[Ebook ฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[Kosoltalk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=119</guid>
		<description><![CDATA[ขอเชิญดาวน์โหลดอีบุ๊คของผมครับ มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องธรรมะ เรื่องบล็อก เรื่องทั่วไป เรื่องแมว  แล้วแต่ความสนใจของท่านผู้อ่าน จะโหลดไปอ่านเองหรือส่งต่อก็ได้ครับ หนังสือฟรี ยกเว้นแต่ถ้าเอาตัดต่อ เปลี่ยนแปลงเป็นของตนและเอาไปขาย อันนี้สงวนสิทธิ์ครับ เล่มแรก  คนชอบคุย 1 รวมบทความจาก Kosoltalk.com และคอมเมนต์ของผู้อ่าน  คนชอบคุย 1 เป็นรวมบทความที่ผมเผยแพร่ในบล็อกของผม เป็นความคิดทัศนะต่อเรื่องราวต่างๆทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ชีวิต การทำงาน ซึ่งผมได้เผยแพร่ตลอดปี 2551 จาก 222 เรื่องคัดมาทำอีบุ๊ค 19 เรื่อง รวมทั้งนำคอมเมนต์ที่มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นไว้ด้วย เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมภูมิใจเสนอ เล่มที่สอง  เรียนธรรมในธุรกิจ อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลด ที่นี่   เรียนธรรมในธุรกิจ เป็นรวมบทความเรื่องธรรมะกับการทำงาน ที่ผมเขียนในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจบิชวิค (Bizweek) เป็นการเสนอธรรมะมาประบใช้กับการทำงานและการดำเนินชีวิต ซึ่งผมได้ทำและบอกเล่าเป็นประสบการณ์ รวมถึงเป็นข้อเสนอแก่คนทั่วไปในการนำไปใช้ เล่มที่สาม  บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลด ที่นี่  บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก รวมบทความที่ผมเขียนเกี่ยวกับบล็อก ทั้งที่เกิดจากประสบการณ์ตรงและจากที่อ่านในบล็อกของฝรั่งที่เป็นผู้หารายได้จากบล็อก เป็นงานเขียนเชิงวิชาการที่ตั้งใจเพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้และพัฒนาบล็อกของผู้สนใจ เล่มที่สี่ บ้านของแมว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=119&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอเชิญดาวน์โหลดอีบุ๊คของผมครับ มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องธรรมะ เรื่องบล็อก เรื่องทั่วไป เรื่องแมว  แล้วแต่ความสนใจของท่านผู้อ่าน จะโหลดไปอ่านเองหรือส่งต่อก็ได้ครับ หนังสือฟรี ยกเว้นแต่ถ้าเอาตัดต่อ เปลี่ยนแปลงเป็นของตนและเอาไปขาย อันนี้สงวนสิทธิ์ครับ</p>
<p><strong>เล่มแรก  </strong><a href="http://oydsrg.bay.livefilestore.com/y1pzsN0d3gjPR7MOPDK4xThPllCeQFJ9gHfu-oeLX9-UlztccSOJbEzlSzeExlEPlCy-TXEQtbeqMI/Kosoltalks%20Book%201.pdf?download"><span style="color:#2c79d5;">คนชอบคุย 1 รวมบทความจาก Kosoltalk.com และคอมเมนต์ของผู้อ่าน</span></a> </p>
<p><span style="text-decoration:underline;"><strong>คนชอบคุย 1</strong></span> เป็นรวมบทความที่ผมเผยแพร่ในบล็อกของผม เป็นความคิดทัศนะต่อเรื่องราวต่างๆทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ชีวิต การทำงาน ซึ่งผมได้เผยแพร่ตลอดปี 2551 จาก 222 เรื่องคัดมาทำอีบุ๊ค 19 เรื่อง รวมทั้งนำคอมเมนต์ที่มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นไว้ด้วย เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมภูมิใจเสนอ</p>
<p><strong>เล่มที่สอง  </strong><a href="http://www.kosoltalk.com/free-ebook-life-business-and-dhamma"><span style="color:#0000ff;">เรียนธรรมในธุรกิจ อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลด ที่นี่ </span></a> </p>
<p><strong><span style="text-decoration:underline;">เรียนธรรมในธุรกิจ</span></strong> เป็นรวมบทความเรื่องธรรมะกับการทำงาน ที่ผมเขียนในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจบิชวิค (Bizweek) เป็นการเสนอธรรมะมาประบใช้กับการทำงานและการดำเนินชีวิต ซึ่งผมได้ทำและบอกเล่าเป็นประสบการณ์ รวมถึงเป็นข้อเสนอแก่คนทั่วไปในการนำไปใช้</p>
<p><strong>เล่มที่สาม</strong>  <a href="http://www.blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog/"><span style="color:#0000ff;">บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลด ที่นี่</span></a> </p>
<p><span style="text-decoration:underline;"><strong>บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก </strong></span>รวมบทความที่ผมเขียนเกี่ยวกับบล็อก ทั้งที่เกิดจากประสบการณ์ตรงและจากที่อ่านในบล็อกของฝรั่งที่เป็นผู้หารายได้จากบล็อก เป็นงานเขียนเชิงวิชาการที่ตั้งใจเพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้และพัฒนาบล็อกของผู้สนใจ</p>
<p>เล่มที่สี่ <a href="http://cathome.kosolnet.com/?p=188"><span style="color:#0000ff;">บ้านของแมว เรื่อใสๆของหัวใจเหมียว อ่านรายละเอียดและดาวน์โหลด ที่นี่</span></a></p>
<p><strong>บ้านของแมว</strong> เป็นประสบการณ์ของการเลี้ยงแมว ที่คนเลี้ยงค่อยๆกลายเป็นทาสของแมว ทั้งเรื่องสนุกสนาน เรื่องเศร้า คละเคล้ากันได้รส เคยพิมพรวมเล่มมาแล้ว คราวนี้จับมาลงเว็บในรูปอีบุ๊คให้อ่านอีกครั้ง</p>
<p>เป็นหนังสือ 4 เรื่องที่น่าจะพอให้ท่านเสียเวลาอันมีค่าอ่านอยู่บ้าง เชิญดาวน์โหลดครับ อ่านแล้วพอใจ อยากให้คนที่คุณรักอ่านต่อก็ขอให้ส่งต่อกันไปเรื่อยๆครับ  เพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน</p>
<p>ขอบคุณและขอให้มีความสุขครับ</p>
<p>เชิญอ่านบล็อกผมได้ครับ</p>
<p><a href="http://www.kosoltalk.com"><span style="color:#0000ff;">Kosoltalk.com</span></a></p>
<p><a href="http://www.kosolnet.com"><span style="color:#0000ff;">Kosolnet.com</span></a></p>
<p><a href="http://blogologynet.com"><span style="color:#0000ff;">Blogologynet.com</span></a></p>
<br /> Tagged: บ้านของแมว, แมว, โกศล อนุสิม, โกศลทอล์ค, blogoglogy, Ebook ฟรี, Kosoltalk <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/119/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/119/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/119/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/119/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/119/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/119/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/119/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/119/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/119/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/119/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/119/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/119/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/119/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/119/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=119&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2009/01/26/down-load-ebooks-by-kosol-anusim/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>บล็อกเรื่องบล็อก-บล็อกศาสตร์และบล็อกศึกษา</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/12/07/blogology-blog-study/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/12/07/blogology-blog-study/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Dec 2008 16:56:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=117</guid>
		<description><![CDATA[ผมขอนุญาตแนะนำบล็อกที่ผมจัดทำขึ้นเองครับ คือ Blogologynet.com ชื่อภาษาไทยว่า บล็อกศาสตร์และบล็อกศึกษา โดยหวังจะให้เป็นแหล่งวิชาการด้านการสร้างสรรค์บล็อก  โดยเป็นผลจาการศึกษา ทดสอบ ทดลองของผมเองส่วนหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็นำมาจากเทคนิค วิธีการต่างๆที่มีคนใช้ได้ผลมาแล้ว ทั้งบล็อกไทยและบล็อกต่างประเทศ  โดยได้ศึกษาข้อเขียนของผู้ที่มีประสบการณ์ แล้วนำมาแนะนำไว้ครับ   ผมเองเป็นนักเรียนด้านนิเทศสาสตร์  สนใจศึกษาเรื่องสื่อสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า ICT  โดยเฉพาะบล็อกซึ่งเป็นผลิตผลจากอินเตอร์เน็ต โดยอินเตอร์เน็ตก็เป็นผลิตจาก ICT  มีผู้จัดให้บล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่สร้างและควบคุมโดยปัจเจกชน เรียกว่า สื่อภาคพลเมือง หรือสื่อภาคประชาชน (Citizen Journal) ผู้สร้างบล็อกเรียกว่าบล็อกเกอร์ (Blogger)  เรียกว่านักข่าวพลเมืองหรือนักข่าวภาคประชาชน (Citizen Reporter) ซึ่งในฐานสื่อและผู้สื่อข่าว  บล็อกและบล็อกเกอร์ได้ทำหน้าที่รายงานข่าวและเสนอข้อเท็จจริงให้ปรากฏแก่สาธารณชนจนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า  สามารถทำหน้าที่สื่อได้ดียิ่ง   การศึกษาเรื่องบล็อกจึงเป็นการศึกษาเรื่องนิเทศสาสตร์  อันเป็นนิเทศศาสตร์แขนงใหม่  อายุไม่ถึง 20 ปี แต่มีอิทธิพลต่อพลเมืองของโลกเป็นอย่างมาก  และนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การศึกษาเรื่องบล็อกจึงเป็นประโยชน์เช่นเดียวกับการศึกษาสื่อแขนงอื่น ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน   ในโลกอนาคต บล็อกก็จะกลายเป็นสื่อกระแสหลักอย่างไม่ต้องสงสัย  จะช้าหรือเร็วเท่านั้น   [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=117&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size:14pt;font-family:AngsanaUPC;" lang="TH"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">ผมขอนุญาตแนะนำบล็อกที่ผมจัดทำขึ้นเองครับ คือ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><a href="http://www.blogologynet.com">Blogologynet.com</a> <span lang="TH">ชื่อภาษาไทยว่า บล็อกศาสตร์และบล็อกศึกษา โดยหวังจะให้เป็นแหล่งวิชาการด้านการสร้างสรรค์บล็อก<span>  </span>โดยเป็นผลจาการศึกษา ทดสอบ ทดลองของผมเองส่วนหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็นำมาจากเทคนิค วิธีการต่างๆที่มีคนใช้ได้ผลมาแล้ว ทั้งบล็อกไทยและบล็อกต่างประเทศ<span>  </span>โดยได้ศึกษาข้อเขียนของผู้ที่มีประสบการณ์ แล้วนำมาแนะนำไว้ครับ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">ผมเองเป็นนักเรียนด้านนิเทศสาสตร์<span>  </span>สนใจศึกษาเรื่องสื่อสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ICT<span lang="TH"> <span> </span>โดยเฉพาะบล็อกซึ่งเป็นผลิตผลจากอินเตอร์เน็ต โดยอินเตอร์เน็ตก็เป็นผลิตจาก </span>ICT<span lang="TH"> <span> </span>มีผู้จัดให้บล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่สร้างและควบคุมโดยปัจเจกชน เรียกว่า สื่อภาคพลเมือง หรือสื่อภาคประชาชน (</span>Citizen Journal) <span lang="TH">ผู้สร้างบล็อกเรียกว่าบล็อกเกอร์ (</span>Blogger) <span lang="TH"><span> </span>เรียกว่านักข่าวพลเมืองหรือนักข่าวภาคประชาชน (</span>Citizen Reporter) <span lang="TH">ซึ่งในฐานสื่อและผู้สื่อข่าว<span>  </span>บล็อกและบล็อกเกอร์ได้ทำหน้าที่รายงานข่าวและเสนอข้อเท็จจริงให้ปรากฏแก่สาธารณชนจนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า<span>  </span>สามารถทำหน้าที่สื่อได้ดียิ่ง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">การศึกษาเรื่องบล็อกจึงเป็นการศึกษาเรื่องนิเทศสาสตร์<span>  </span>อันเป็นนิเทศศาสตร์แขนงใหม่<span>  </span>อายุไม่ถึง 20 ปี แต่มีอิทธิพลต่อพลเมืองของโลกเป็นอย่างมาก<span>  </span>และนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การศึกษาเรื่องบล็อกจึงเป็นประโยชน์เช่นเดียวกับการศึกษาสื่อแขนงอื่น ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">ในโลกอนาคต บล็อกก็จะกลายเป็นสื่อกระแสหลักอย่างไม่ต้องสงสัย<span>  </span>จะช้าหรือเร็วเท่านั้น</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">ผมได้ศึกษาบล็อกมาพอสมควร<span>  </span>ทั้งบล็อกที่มีอยู่ทั่วไปและบล็อกที่ทดสอบทดลองทำเอง จึงพยายามเขียนเกี่ยวกับเรื่องบล็อก ทั้งในด้านทฤษฎี และการปฏิบัติ เท่าที่จะสามารถทำได้<span>  </span>เพื่อหวังจะเป็นประโยชน์ในทางวิชาการและการนำไปประยุกต์ใช้<span>  </span>แต่ด้วยปัญญาอันมีอยู่จำกัด<span>  </span>จึงทำได้อย่างจำกัด<span>  </span>โดยหวังว่าจะมีผู้มีปัญญามากได้ศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาบล็อกและบล็อกเกอร์ไทยต่อไป</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">จึงขอเชิญชวนท่านที่อ่านเรื่องนี้แล้วได้ช่วยไปเยี่ยมเยือน อ่านแล้วให้ข้อชี้แนะต่างๆแก่ผมด้วย เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงการศึกษาและการเขียนให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์แกสาธารณชนสืบต่อไป</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">ผมได้เขียนเรื่องต่างๆไว้หลายเรื่อง<span>  </span>ขอแนะนำเรื่องที่น่าสนใจดังนี้</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">หมวดหมู่บล็อกศาสตร์ คือความรู้และทฤษฎีการทำบล็อก มีเรื่องที่น่าสนใจ อาทิ</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH"><a href="http://www.blogologynet.com/?p=304">-บล็อกกับทฤษฎีการสื่อสาร</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">-<a href="http://www.blogologynet.com/?p=536">บล็อกเกอร์ ( </a></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><a href="http://www.blogologynet.com/?p=536">Blogger) <span lang="TH">กับการสื่อสารสาธารณะ (</span>Public Communication) </a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH"><a href="http://www.blogologynet.com/?p=297">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">หมวดบล็อกศึกษา คือการศึกษาเนื้อหาและวิธีการทำบล็อก<span>  </span>มีเรื่องที่น่าสนใจ อาทิ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH"><a href="http://www.blogologynet.com/?p=442">สื่อสารผ่านบล็อก : ถึงทีผู้บริโภคสื่อโต้กลับบ้าง </a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><strong><span style="font-size:10pt;color:#282828;font-family:Tahoma;"><a href="http://www.blogologynet.com/?p=442">Blog Branding <span> </span>: <span lang="TH">การสร้างยี่ห้อให้บล็อก</span></a></span></strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><a href="http://www.blogologynet.com/?p=190"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blog,Blogs <span lang="TH">และบล็อกคือไฟไหม้ลามทุ่งไซเบอร์ </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></a></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH">ที่ยกมาเป็นบางส่วนของงานที่ผมเขียนขึ้นจากการศึกษา ลงมือทด ทดสอบ ทดลองการทำบล็อกในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา หากสนใจขอเชิญไปอ่านได้ตามลิงค์เลยครับ</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;" lang="TH"><strong>ขอขอบคุณเป็นอย่างสูง</strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"> </p>
<p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"> </p>
<br /> Tagged: การสร้างบล็อก, การเขียนบล็อก, Blog <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/117/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=117&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/12/07/blogology-blog-study/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/06/17/thai-country-song/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/06/17/thai-country-song/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Jun 2008 06:15:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[ตั๊กแตน ชลดา]]></category>
		<category><![CDATA[ทำแทนไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[สลา คุณวุฒิ]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ใช่แฟน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ ก็อยากดูแล ให้มากกว่านี้เหลือเกิน แต่กลัวจะเพลิน จนเผลอทำเกินหน้าที่ ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ ห่วงอยู่ไกลไกล เจอะหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้ ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่าง และมีบางครั้งที่เคยขัดใจบางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=105&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:TcHsIgzkITeNMM:http://blog.sanook.com/PortalPics/_looktunginter/images/default/tuktan-1%2520.jpg" alt="" /></p>
<p>ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย </p>
<p> ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก  </p>
<p> ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร  โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น  ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง</p>
<p> ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ<br />
<span id="more-105"></span></p>
<p><strong>ก็อยากดูแล ให้มากกว่านี้เหลือเกิน แต่กลัวจะเพลิน จนเผลอทำเกินหน้าที่ ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ </p>
<p>ห่วงอยู่ไกลไกล เจอะหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้ ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่าง และมีบางครั้งที่เคยขัดใจบางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน</p>
<p>คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หน้าที่ตามฐานะใจ ห้ามเดินก้าวล้ำเส้นแฟน ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ (*) </p>
<p>ยอมอยู่ข้างใจ แต่ไม่ขอเป็นสำรอง ขออย่าได้มองความซื่อแล้วแปลว่าง่าย เมื่อเราเจอกันข้างพรหมลิขิต ก็อย่าใกล้ชิดมากเกินห้ามใจ ต้องเจียมตัวว่าเราคือใคร แค่แอบรู้ใจ ไม่ใช่แฟน</p>
<p>ร้องซ้ำ (*)</strong></p>
<p>อ่านจากเนื้อเพลงแล้ว สิ่งที่ทำให้เพลงนี้โด่งดังในช่วงระยะเวลาหนึ่งนั้น นอกจากความไพเราะของท่วงทำนอง ดนตรี และเสียงของนักร้องแล้ว เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เพลงได้รับความนิยม  เพราะเป็นภาพสะท้อนลักษณะ “อารมณ์” ของผู้คนในสังคมที่มี “ความรู้สึก”  หรือไม่ก็ “ความสัมพันธ์” ต่อคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นเพศตรงกันข้าม(หรืออาจเพศเดียวกัน)ในลักษณะ “รักอยู่ในใจ” หรือ “รักอยู่ข้างเดียว” โดยที่อีกฝ่ายรู้หรือไม่รู้ก็ตาม  ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของคน โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาวที่มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อความรักในเพศตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ “อยู่ข้างใจ” หรือ “อยู่ข้างพรหมลิขิต”  ดังที่กล่าวไว้ในเพลง มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่านี้ได้ หากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้ อยู่ในจุดที่เป็นแค่ความสัมพันธ์ใน “ฐานะใจ”  จนก้าวลำเส้นสู่ความเป็น “แฟน” ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาได้ เพราะอีกฝ่ายมี “เจ้าของหัวใจ”  อยู่แล้ว  อันจะนำไปสู่ฐานะ “สำรอง”  ของความสัมพันธ์ ซึ่งข้อนี้ไม่ใช่ความปรารถนาไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชาย</p>
<p>เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้แต่งคือ สลา คุณวุฒิ ใช้กลุ่มคำที่เล่นกับอารมณ์คนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพอจะแยกออกเป็นอารมณ์แบบต่างๆคือ</p>
<p>1.กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความรักซ่อนเร้น  ได้แก่ ฐานะใจ, อยู่ข้างใจ, ข้างพรหมลิขิต,แอบรู้ใจ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำบรรยายฐานะอันซ่อนเร้นของคน ที่เจ้าตัวรู้สึกเองว่าตนอยู่ในฐานะนั้น   เมื่อปรากฏอยู่ในเพลงแบบชนิดที่เรียกว่า “ทิ้งระเบิดถ้อยคำแบบปูพรมถล่มใจ” เช่นนี้ จึง “โดน” เป็นอย่างมาก</p>
<p>2. กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความมีน้ำใจ ได้แก่ อยากดูแล,ยิ้มให้ด้วยสายตา, คอยเป็นธุระ,ทำแทน เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจอันเป็นลักษณะเด่นของคนในสังคมไทย  และเมื่อมาอยู่ในความรู้สึกของอารมณ์รักซ่อนเร้นด้วยแล้ว ทำให้ถ้อยคำเหล่านี้ฝังจิตฝังใจตอกย้ำความรู้สึกยิ่งขึ้นไปอีก  เพราะแน่นอนเหลือเกินว่า ผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นหรือไม่ซ่อนเร้นก็ตาม  มีความรู้สึกและพร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆให้คนที่ตนรักอยู่เสมอ</p>
<p>3.กลุ่มคำที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบต้องห้าม ตอกย้ำฐานะอันไม่ถูกต้อง  ได้แก่  คนรู้จัก,คนไม่ใช่แฟน,สำรอง, ห้ามใจ เป็นต้น  ซึ่งถ้อยคำกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมอารมณ์และความสัมพันธ์ให้อยู่ในขอบเขตที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดความรู้สึก เหงา เศร้า น้อยใจ ผสมปนเปกับความสุขที่เกิดจากการที่ได้ทำสิ่งต่างๆเพื่อคนที่ตนรัก  อันเป็นอารมณ์ความรู้สึกปกติของบรรดาผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นทั้งหลาย </p>
<p>แล้วใครกันเล่าที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นแบบที่กล่าวไว้ในเพลงนี้ คำตอบก็คือ  มีกันทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะนั่นแหละ ไม่ว่าคนที่มีคู่แล้วหรือที่ยังไม่มีคู่ จะมากจะน้อยต่างกันไป  แต่ที่มีมากว่าก็ย่อมเป็นคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวที่มีความอ่อนไหวในความรักดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง </p>
<p>ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเพลงนี้จึงโด่ดังโดนใจของคนในช่วงเวลาหนึ่ง  ก็เพราะเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นธรรมดาสามัญของผู้คนนั่นเอง  ลองถามใจตัวเองดูก็แล้วกันว่า อารมณ์รักซ่นเร้นนั้นมีอยู่ในใจบ้างหรือไม่ บางคนอาจจะผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่พอโดนสะกิดด้วยระเบิดถ้อยคำที่ปูพรมลงมาถล่มใจ  ทำให้ความทรงจำแบบนั้นหวนคืนกลับมา  จึงเคลิบเคลิ้มล่องลอยไปกับอารมณ์เพลง ก็เป็นได้</p>
<p>มองในแง่การสื่อสารจึงนับว่าผู้ประพันธ์เพลงทำได้สำเร็จอย่างงดงาม ที่หยิบเอากลุ่มคำดังกล่าวมากระตุ้นอารมณ์รักซ่อนเร้นที่ซุกซ่อนในใจของผู้ฟังให้โลดแล่นออกมาปรากฏตัวตนผ่านเพลง “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ซึ่งเพียงแค่ชื่อก็บ่งบอกถึงอารมณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนแล้ว ประกอบเข้ากับถ้อยคำที่ตอกย้ำแบบปูพรหม รวมถึงท่วงทำนองและเสียงร้องของ ตั๊กแตน ชลดา ที่มีส่วนผสมของความรู้สึกเหงา เศร้า สุข อย่างลงตัวด้วยแล้ว จึงทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงประจำใจของผู้คน </p>
<p>แสดงให้เห็นว่า คนเรานั้น ล้วนมีอารมณ์รักแบบซ่อนเร้นด้วยกันเป็นจำนวนมาก ใช่หรือไม่?</p>
<p>*****</p>
<p><strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com</a> ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=105&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/06/17/thai-country-song/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:TcHsIgzkITeNMM:http://blog.sanook.com/PortalPics/_looktunginter/images/default/tuktan-1%2520.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/21/communication-fail/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/21/communication-fail/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 May 2008 06:52:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[จักรภพ เพ็ญแข]]></category>
		<category><![CDATA[ชาติชาย ชุณหะวัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=102</guid>
		<description><![CDATA[เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ต่างพร้อมใจกันลงข่าวนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีโอกาสที่จะถูกลอยแพจากพรรคพลังประชาชน เนื่องจากการพูดจาจาบจ้วงหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมานับสัปดาห์แล้ว รวมถึงถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งในวุฒิสภาโดย พรรคประชาธิปัตย์ ข่าวที่นำมาซึ่งการตีความของสื่อว่านายจักรภพ เพ็ญแข จะถูกลอยแพนั้น อ้างอิงมาจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าเยี่ยมอวยพรวันเกิด และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความห่วงใยในเรื่องที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินสถาบัน ทั้งยังสำทับว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง และปฏิเสธข่าวที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า ตนจะช่วยเคลียร์ปัญหานี้ให้ ขณะนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข ดูเหมือนตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เนื่องมาจากการพูดจาและท่าทีที่เขาแสดงออกนับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ อันได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น NBT) รวมถึงกำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสื่อสารมวลชน คือ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=102&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ต่างพร้อมใจกันลงข่าว<strong>นายจักรภพ เพ็ญแข</strong> รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีโอกาสที่จะถูกลอยแพจากพรรคพลังประชาชน เนื่องจากการพูดจาจาบจ้วงหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมานับสัปดาห์แล้ว รวมถึงถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งในวุฒิสภาโดย พรรคประชาธิปัตย์  </p>
<p>ข่าวที่นำมาซึ่งการตีความของสื่อว่านายจักรภพ  เพ็ญแข จะถูกลอยแพนั้น อ้างอิงมาจากคำให้สัมภาษณ์ของ <strong>พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ</strong> ต่อเรื่องที่ <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</strong> เข้าเยี่ยมอวยพรวันเกิด และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความห่วงใยในเรื่องที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินสถาบัน  ทั้งยังสำทับว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง  และปฏิเสธข่าวที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า ตนจะช่วยเคลียร์ปัญหานี้ให้<br />
<span id="more-102"></span></p>
<p>ขณะนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข ดูเหมือนตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เนื่องมาจากการพูดจาและท่าทีที่เขาแสดงออกนับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ อันได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น NBT) รวมถึงกำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสื่อสารมวลชน คือ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) โดยทันทีที่เข้าดำรงตำแหน่ง นายจักรภพ เพ็ญแข มีท่าทีที่แข็งกร้าว ประกาศจะใช้อำนาจดำเนินการ “จัดระเบียบสื่อ”  ซึ่งในมุมมองของสื่อ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการคุกคามและละเมิดการทำหน้าที่ของสื่อ  ขัดกับหลักเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ</p>
<p>นับแต่นั้นมา นายจักรภพ  เพ็ญแข กลายเป็นนักการเมืองที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อ โดนสื่อวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน นายจักรภพ เพ็ญแข ก็อ้างอิงอำนาจในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องสื่อประกาศที่จะจัดระเบียบสื่ออยู่ตลอดเวลาเช่นกัน</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงนับว่า นายจักรภพ  เพ็ญแข ใช้การสื่อสารที่แข็งกร้าวเป็นปฏิปักษ์ต่อสื่ออย่างชัดเจน ไม่มีการประนีประนอมในทุกๆเรื่อง  โดยอาจลืมไปว่า ตนเป็นนักการเมือง  ทุกคำพูดที่พูดออกไปนั้น ย่อมเกิดผลในทางการเมืองทั้งสิ้น  จึงทำให้นายจักรภพ เพ็ญแข  มีแนวโน้มว่าจะถูกลอยแพทางการเมือง ดังที่สื่อตีความเป็นข่าวโดยพร้อมเพรียงกันดังกล่าว</p>
<p>กรณีที่เกิดขึ้นกับ นายจักรภพ เพ็ญแข ทำให้หวนนึกถึงคำพูดของ <strong>พล.อ.ชาติชาย  ชุณหะวัน </strong>อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับไปแล้วเคยพูดเอาไว้ว่า <strong>“คำพูดนั้นก่อนพูดเราเป็นนายมัน พอเราพูดแล้วมันเป็นนายเรา”</strong>  ซึ่งคำพูดนี้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน จะคิดเองหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ  เพราะความสำคัญอยู่ที่ตัวผู้พูดซึ่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ว่าให้ความสำคัญต่อคำพูดของตนเป็นอย่างมาก</p>
<p>พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ระมัดระวังคำพูดของตนเองเสมอ ก่อนจะพูดสิ่งใดออกไปนั้น เชื่อได้ว่าผ่านการพิจารณากลั่นกรองอย่างรอบคอบว่าเหมาะสมกับกาลเวลา สถานที่ และเหตุการณ์แล้วจึงพูดออกมา ดังนั้นจึงไม่ตกเป็นเหยื่อคำพูดของตนเอง  ไม่ว่าก่อนหรือหลังพูดก็สามารถคงสถานะ “เป็นนาย” ของคำพูดตัวเองเสมอ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ สื่อมวลชนจึงตั้งฉายาให้แก่ พล.ชาติชาย ชุณหะวัน ว่า “ปลาไหลใส่เสก็ต”  นั่นคือมีความหลื่นไหลเอาตัวรอดจากพันธะของคำพูดได้อย่างแนบเนียน หากไม่ถูกคณะรัฐประหาร (รสช.) ยึดอำนาจ (ด้วยข้อกล่าวหาคล้ายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) คงมีนวัตกรรมทางคำพูดใหม่ๆที่ใช้ในการสื่อสารทางการเมืองถูกประดิดประดอยจากปากของ พล.อ.ชาติชาย  ชุณหะวัน เป็นแน่แท้</p>
<p>นายจักรภพ เพ็ญแข นับว่าแตกต่างโดยสิ้นเชิงจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน  เพราะคำพูดที่นายจักรภพ เพ็ญแข พูดออกมาแทบทุกคำ ได้กลายเป็น “นาย” ของตนเองในภายหลัง  นำมาซึ่งความยุ่งยากอย่างใหญ่หลวง  ในขณะที่พูดอาจคิดและเชื่อว่าอำนาจทางการเมืองที่ตนมีอยู่ จะสามารถปกป้องให้พ้นจากผลกระทบที่สะท้อนกลับมาหาตนได้  แต่การณ์กลับไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะนายจักรภพ เพ็ญแข ถูกกระหน่ำจากรอบทิศ ไม่เพียงแต่สื่อที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันเท่านั้น  ประชาชนทั่วไปก็สะท้อนความไม่พอใจผ่านการสำรวจความคิดเห็นของสำนักต่างๆ  แม้แต่สมาชิกพรรคการเมืองเดียวกันคือพรรคพลังประชาชน ก็ยังแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยในหลายครั้งหลายหน จนเมื่อล่าสุด ก็มาถึงท่าทีของผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกบอกเล่าผ่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จนเป็นที่มาของการพาดหัวข่าวตามสื่อต่างๆ ว่า นายจักรภพ เพ็ญแข จะถูกลอยแพทางการเมือง</p>
<p>สิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็คือ นายจักรภพ เพ็ญแข ก็เป็นคนในแวดวงสื่อมวลชนก่อนที่จะเข้าสู่การเมือง จึงน่าจะรู้กลวิธีในการสื่อสารที่ดี โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในตำแหน่งทางการเมือง ที่คำพูดย่อมจะเกิดผลกระทบต่อทั้งสังคมและทั้งสถานะของตนด้วย  แต่กลายเป็นว่า เมื่ออยู่ในฐานะนักการเมืองกลับต้องตกเป็นเหยื่อของคำพูดตัวเอง จึงนับว่าเป็นการสื่อสารที่ล้มเหลวเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะแล้ว ยังก่อให้เกิดโทษเป็นโอฐภัยที่วกกลับเข้ามาทำร้ายตัวเองในที่สุด</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายจักรภพ เพ็ญแข ครั้งนี้ น่าจะเป็นบทเรียนแก่นักการเมืองและบุคคลสาธารณะทั้งหลาย ให้ระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำยิ่งขึ้น หากจะให้ดีก่อนจะพูดสิ่งใดออกมา ก็จงนึกถึงคำพูดของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน นั่นคือ “คำพูดนั้นก่อนพูดเราเป็นนายมัน พอเราพูดแล้วมันเป็นนายเรา”  จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง</p>
<p><strong>เพราะถ้ามีปัญหากับ “นาย” แล้วไม่ว่านายแบบใดก็มีแต่ความยุ่งยากทั้งสิ้น โดยเฉพาะนายที่ออกมาจากปากของตัวเอง. </strong></p>
<p>***<br />
<strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/102/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/102/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=102&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/21/communication-fail/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ)</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 May 2008 18:54:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนต์และทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=100</guid>
		<description><![CDATA[ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่ เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ เช่น 1. การเสนอภาพลามกอนาจาร สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่ ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่ หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ ก็ต้องให้ความหมายของคำว่า “ลามกอนาจาร” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 2 จริยธรรมในเรื่อง การไม่ใช้หน้าที่ไปในทางรับอามิสสินจ้าง เพื่อให้กระทำหรือไม่กระทำการเผยแพร่ข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของผู้ให้อามิส [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=100&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/tvthai.jpg?w=205&#038;h=289" alt="" width="205" height="289" class="alignleft size-full wp-image-101" />ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน</p>
<p>แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ  ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร  หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ</p>
<p>แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ  ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า  สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่  เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น</p>
<p>การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์  ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ  เช่น<br />
<span id="more-100"></span><br />
1. การเสนอภาพลามกอนาจาร  สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ  และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่  ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน  กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่  หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ ก็ต้องให้ความหมายของคำว่า “ลามกอนาจาร” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p>2 จริยธรรมในเรื่อง การไม่ใช้หน้าที่ไปในทางรับอามิสสินจ้าง เพื่อให้กระทำหรือไม่กระทำการเผยแพร่ข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของผู้ให้อามิส ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณว่าด้วยการรักษาประโยชน์แห่งสาธารณะด้วยนั้น ปัจจุบันสื่อเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหารายได้เพื่อสร้างกำไร   และรายได้หลักก็มาจากการโฆษณาสินค้าและบริการขององค์กรธุรกิจต่างๆ   หากองค์กรนั้นทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สื่อจะกล้าเปิดโปงหรือไม่  เมื่อการเปิดโปงนั้นอาจสร้างความไม่พอใจแก่องค์กรธุรกิจดังกล่าว จนนำมาซึ่งการถอนโฆษณาในสื่อ ทำให้สื่อขาดรายได้ไป</p>
<p>ในกรณีดังกล่าว สื่อมักถูกกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ว่าละเว้นการทำหน้าที่ของสื่อ หรือทำไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะต้องรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอาไว้  ยิ่งปัจจุบันสื่อเองก็เป็นองค์กรธุรกิจหน่วยหนึ่ง  แสวงหารายได้จากการทำธุรกิจโดยมีสินค้าคือข้อมูลข่าวสาร  ดังนั้น หากข้อมูลข่าวสารมีผลกระทบต่อคู่สัญญาทางธุรกิจ ที่สนับสนุนการโฆษณาในสื่อ  โอกาสที่สื่อจะละเลยหน้าที่ย่อมมีมากขึ้น  นำไปสู่การเสียประโยชน์ของสาธรณชน อันเป็นการละเมิดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา  ส่วนมากแล้ว เรื่องก็มักจะจางหายไปโดยไม่มีการสืบสาวราวเรื่องใดๆ</p>
<p>3 การเคารพผู้อื่น  ในข้อนี้ สื่อมักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ชอบเสนอข่าวในลักษณะล่วงละเมิดผู้อื่น โดยเฉพาะในสื่อบันเทิง  ที่เน้นการเสนอข่าวในลักษณะหวือหวา ตื่นเต้น เร้าใจ  ซึ่งข่าวที่ปรากฏนั้นมักมีผลด้านลบแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว  เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น  สื่ออื่นและองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักไม่ให้ความสนใจ  ผู้ได้รับความเสียหายต้องฟ้องร้องคดีความเพื่อขอความยุติธรรมจากศาล  ผลปรากฏว่าสื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มากกว่าชนะ หรือมีการประนีประนอมยอมความในศาลโดยสื่อยอมรับผิด  สื่ออื่นๆที่นอกเหนือจากสื่อบันเทิงก็มีคดีความฟ้องร้องในลักษณะเช่นนี้เสมอ ที่มากที่สุดก็คือคดีหมิ่นประมาท  มีทั้งสื่อเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ</p>
<p>การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานั้น  สื่อด้วยกันเองหรือองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักเลือกที่จะนิ่งเฉยมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์สื่อด้วยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสื่อยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพข้อหนึ่ง ที่กำหนดให้สื่อ “ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ” ตามที่กำหนดไว้ใน “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” เข้ากับคำกล่าวที่มักได้ยินเสมอในหมู่คนทำสื่อว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน”  หากเป็นเช่นนี้จริงก็นับว่าเป็นการแปรเจตนารมณ์ของจรรยาบรรณผิดจากความเป็นจริงมากที่สุด</p>
<p>นี่คือตัวอย่างของการละเมิดหรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อในยุคปัจจุบัน  ที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ สื่อแขนงใหม่ๆที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมเทคโนโลยีสื่อสาร ได้แก่  สื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่ที่จัดพิมพ์เผยแพร่โดยทั่วไปก็ดี และเผยแพร่เป็นการเฉพาะกิจก็ดี  วิทยุชมชน  โทรทัศน์เคเบิล  โทรทัศน์ดาวเทียม  สื่อเหล่านี้ได้ยึด หลักจรรยาบรรณหรือไม่เพียงใด  รวมถึงสื่อหลักที่ต้องแข่งขันกันแสวงหารายได้ทางธุรกิจ ทั้งยังต้องแข่งขันในการเสนอข่าวสารกับสื่อกระแสหลักด้วยกันและสื่อแขนงใหม่ที่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นจะยังยึดมั่นในจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพได้อยู่หรือไม่ เพียงใด</p>
<p>คำตอบก็คือ จากพฤติกรรมของสื่อที่ยกมาข้างต้น  ทำให้เห็นว่า  สื่อเริ่มจะจืดจางห่างหายจากจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพมากขึ้น </p>
<p>คำถามต่อไปก็คือ ทำไมเมื่อมีนวัตกรรมใหม่ๆทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้สื่อทำงานได้สะดวกสบายขึ้น  ซึ่งน่าจะทำให้รักษาคุณภาพแห่งเนื้องานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดด้านเวลาที่ใช้ในการผลิต เมื่อสื่อทำงานสะดวกและสบายขึ้นก็ควรที่จะมีเวลาในการตรวจสอบ ตรวจทานเนื้อหากับจรรยาบรรณว่าจะล่วงละเมิดหรือไม่  แต่กลายกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือยิ่งมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารเพิ่มขึ้นมากเพียงใด แนวโน้มการละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อก็มีมากขึ้น</p>
<p>หรือว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะทำให้สื่อเกิดนวัตกรรมทางพฤติกรรมไปในทางลดคุณค่าแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณลงไป หรือว่า หลักแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณที่ตราขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้วในกรณีของสื่อสิ่งพิมพ์ และที่ตราไว้เมื่อ 13 ปีก่อนในกรณีของวิทยุและโทรทัศน์ จะล้าสมัยไม่เข้ากับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารและนวัตกรรมของพฤติกรรมสื่อในปัจจุบันแล้ว</p>
<p>ปัญหาต่อมาก็คือ จะต้องแก้ไขนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อให้เข้ากับจรรยาบรรณและจริยธรรม หรือต้องสร้างนวัตกรรมทางจริยธรรมและจรรยาบรรณให้เข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อในยุคปัจจุบัน</p>
<p>และมีปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการ?</p>
<p>๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑</p>
<p>***<br />
<strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=100&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/tvthai.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1)</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 May 2008 05:24:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฎหมายสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมของสื่อมวล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[สื่อมวลชนที่เป็นเสาหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เพราะสามารถกระจายข่าวสารได้กว้างขวาง เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด แม้จะเกิดสื่อสมัยใหม่หรือสื่อทางเลือกขึ้น อันได้แก่ สื่อออนไลน์ สื่อดิจิตอล แต่การเข้าถึงผู้รับข่าวสารยังอยู่ในวงจำกัด ดังนั้น สื่อกระแสหลักดั้งเดิมคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ จึงยังมีอิทธิพลต่อผู้คนเช่นเดิม แต่อิทธิพลของสื่อกระแสหลักดังกล่าว กำลังถูกท้าทายจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆแก่สื่อเป็นอันมาก โดยเฉพาะในด้านเทคนิคที่เครื่องมือเครื่องใช้ได้รับการพัฒนาให้มีความสะดวกสบายในการใช้งาน ราคาถูกลง ประสิทธิภาพดีขึ้น ดังนั้น การเป็นเจ้าของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หากพิจารณาในเรื่องการลงทุนแล้ว สามารถทำได้ง่ายขึ้น จึงปรากฏว่า มีสื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งเพื่อการเสนอข่าวสาร เพื่อให้ความรู้ เพื่อความบันเทิง และเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นการเฉพาะมากขึ้น สถานีวิทยุก็สามารถจัดตั้งได้ในทุกสถานที่คือวิทยุชมชน ส่วนสถานีโทรทัศน์ก็ไม่มีความยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน เพราะปัจจุบันสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม โดยใช้ทุนและเวลาไม่มากนัก ดังนั้น นวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสาร จึงทำให้เกิดนวัตกรรมของสื่อรูปแบบใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น กระจายข้อมูลข่าวสารถึงผู้รับอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น การเกิดขึ้นของสื่อรูปแบบใหม่ๆดังกล่าว ข้อดีก็คือ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนทำได้มากยิ่งขึ้น ประชาชนในระดับท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนในการบริหารจัดการ สร้างเนื้อหา และพัฒนาสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนได้มากขึ้น เช่น ดำเนินการผ่านวิทยุชุมชนที่มีการจัดตั้งกันอย่างมากมายในระยะ 4-5 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=98&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/medialaw.jpg?w=203&#038;h=275" alt="" width="203" height="275" class="alignleft size-full wp-image-99" /><br />
สื่อมวลชนที่เป็นเสาหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เพราะสามารถกระจายข่าวสารได้กว้างขวาง เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด  แม้จะเกิดสื่อสมัยใหม่หรือสื่อทางเลือกขึ้น อันได้แก่ สื่อออนไลน์ สื่อดิจิตอล แต่การเข้าถึงผู้รับข่าวสารยังอยู่ในวงจำกัด  ดังนั้น สื่อกระแสหลักดั้งเดิมคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ จึงยังมีอิทธิพลต่อผู้คนเช่นเดิม</p>
<p>แต่อิทธิพลของสื่อกระแสหลักดังกล่าว กำลังถูกท้าทายจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆแก่สื่อเป็นอันมาก  โดยเฉพาะในด้านเทคนิคที่เครื่องมือเครื่องใช้ได้รับการพัฒนาให้มีความสะดวกสบายในการใช้งาน ราคาถูกลง ประสิทธิภาพดีขึ้น  ดังนั้น การเป็นเจ้าของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์  โทรทัศน์ วิทยุ  หากพิจารณาในเรื่องการลงทุนแล้ว  สามารถทำได้ง่ายขึ้น  จึงปรากฏว่า มีสื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  ทั้งเพื่อการเสนอข่าวสาร  เพื่อให้ความรู้  เพื่อความบันเทิง และเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นการเฉพาะมากขึ้น  สถานีวิทยุก็สามารถจัดตั้งได้ในทุกสถานที่คือวิทยุชมชน  ส่วนสถานีโทรทัศน์ก็ไม่มีความยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน เพราะปัจจุบันสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม โดยใช้ทุนและเวลาไม่มากนัก  ดังนั้น นวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสาร จึงทำให้เกิดนวัตกรรมของสื่อรูปแบบใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น กระจายข้อมูลข่าวสารถึงผู้รับอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น<br />
<span id="more-98"></span><br />
การเกิดขึ้นของสื่อรูปแบบใหม่ๆดังกล่าว  ข้อดีก็คือ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนทำได้มากยิ่งขึ้น  ประชาชนในระดับท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนในการบริหารจัดการ สร้างเนื้อหา และพัฒนาสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนได้มากขึ้น  เช่น ดำเนินการผ่านวิทยุชุมชนที่มีการจัดตั้งกันอย่างมากมายในระยะ 4-5 ปีมานี้ ถึงแม้จะมีปัญหาด้านกฎหมายอยู่ก็ตาม  ส่วนข้อเสียก็คือ  โอกาสที่จะมีการผูกขาดการจัดการข้อมูลข่าวสารก็เกิดขึ้นได้ หากเจ้าของวิทยุชุมชนดังกล่าวไม่ใช่ชุมชน แต่เป็นผู้ลงทุนที่มุ่งแสวงหากำไรจากธุรกิจเพียงอย่างเดียว  </p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นกับวิทยุชุมชนดังกล่าว ย่อมเกิดขึ้นกับสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ด้วยเช่นกัน  การเกิดขึ้นของสื่อสิ่งพิมพ์และสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีกับโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม  ย่อมมีส่วนในการช่วยกระจายข่าวสารสู่ประชาชนได้ครอบคลุมพื้นที่และประเภทของข่าวสารมากขึ้น  แต่การเกิดขึ้นของสื่อใหม่ๆดังกล่าว ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า การดำเนินงานของสื่อได้เป็นไปตามหลักการของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีจรรยาบรรณของสื่อคอยกำกับอยู่หรือไม่  แม้แต่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ในรูปแบบเดิมที่เป็นสื่อมวลชนหลักที่เกิดมาก่อนก็เช่นกัน เพราะปรากฏว่า มีการเผยแพร่ข่าวสารที่มีความหมิ่นเหม่ต่อหลักการของสื่อมวลชนและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอยู่เสมอๆ</p>
<p>คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมการกระทำหรือพฤติกรรมของสื่อ มีความเบี่ยงเบนจากจรรยาบรรณและหลักการของสื่อบ่อยขึ้น  หรือว่า นี่ก็เป็นนวัตกรรมด้านพฤติกรรมของสื่อ ที่มีผลมาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสาร</p>
<p>แต่ก่อนจะวิเคราะห์เจาะจงไปถึงเรื่องพฤตกรรมที่เบี่ยงเบนไปของสื่อ จะขอยกจรรยาบรรณของสื่ออันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ มาเป็นหลักในพิจารณาก่อน (อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  หน่วยที่ 9-15 ) คือ</p>
<p>1.จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์ โดย สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กำหนด “จริยธรรมของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2510 ไว้ดังนี้</p>
<p>(1) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของปัจเจกชน สถาบัน ประเทศชาติ ศาสนา และราชบัลลังก์ (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ กิจญาณ)</p>
<p>(2) ความมีเสรีภาพ (Freedom) ได้แก่ เสรีภาพที่มีความรับผิดชอบกำกับ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธสาสนาคือ ปวารณา หรือ ธรรมาธิปไตย)</p>
<p>(3) ความเป็นไท (Independence) ได้แก่ ความไม่ตกเป็นทาสของใครทั้งกายและจิตใจ โดยอามิสสินจ้างอื่นใด(ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนาคือ ความไม่ตกเป็นทาสของอกุศลมูล)</p>
<p>(4) ความจริงใจ (Sincerity) ได้แก่ ความไม่มีเจตนาบิดเบือน ผิดพลาดต้องรีบแก้ไข (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สัจจะ)</p>
<p>(5) ความเที่ยงธรรม (Impartiality) ได้แก่ ความไม่ลำเอียง หรือความไม่เข้าใครออกใคร (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ ความไม่มีอคติ 4 ประการ หมายถึง “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะรัก “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะชัง “ภยาคติ” ลำเอียงเพราะกลัว  “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะหลง)</p>
<p>(6) ความมีน้ำใจนักกีฬา (Fair Play) ได้แก่ การปฏิบัติดีงาม ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สุปฏิบัติ) </p>
<p>(7) ความมีมารยาท (Decency) ได้แก่ การใช้ภาษาและภาพที่ไม่หยาบโลนและลามกอนาจาร หรือส่อไปในทางดังกล่าว (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ โสเจยยะ หรืออาจารย์สมบัติ)</p>
<p>นอกจาก “จริยธรรมของสามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” แล้ว ยังกำหนด “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” ไว้อีก   7 ข้อ คือ </p>
<p>(1) การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ เป็นภารกิจอันมีความสำคัญเหนืออื่นใดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์</p>
<p>(2) การเสนอข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ สุจริต ปราศจากความมุ่งหวังในประโยชน์ส่วนตนหรืออามิสสินจ้างใดๆ</p>
<p>(3) การเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฏว่าข่าวใดๆไม่ตรงต่อความจริงต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว</p>
<p>(4) การที่จะให้ได้ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอย่างใดๆมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์</p>
<p>(5) ต้องเคารพต่อความไว้วางใจที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของตน</p>
<p>(6) ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือหมู่คณะโดยมิชอบ</p>
<p>(7) ต้องไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ</p>
<p>นอกจาก จริยธรรมหรือจรรยาบรรณที่กำหนดโดย สามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดังข้างต้นแล้ว สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ก็มี จรรยาบรรณของสามคมฯ ให้สมาชิกได้ยึดถือปฏิบัติเป็นหลักเดียวกัน ซึ่งใจความก็ไม่ต่างจากจรรยาบรรณของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  จึงไม่ได้ยกมาไว้ในที่นี้</p>
<p>2. จรรยาบรรณสื่อวิทยุและโทรทัศน์ โดย สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ตราประมวลจรรยาบรรณวิชาชีพนักจัดรายวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2538 แบ่งเป็น 5 หมวด คือ หมวดทั่วไป หมวดจรรยาบรรณในการเสนอข่าว หมวดจรรยาบรรณในการแสดงความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ หมวดจรรยาบรรณในการประกาศโฆษณา หมวดความประพฤติ  ในที่นี้จะยกหมวดว่าด้วยการเสนอข่าว มาเป็นหลักในการพิจารณา คือ </p>
<p>(1) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเท็จ ไม่ว่าลักษณะใดๆ</p>
<p>(2)ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งทำให้ประชาชนเสียขวัญ เกิดการแตกแยกกระทบกระเทือนความมั่นคงแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศ</p>
<p>(3) ไม่เสนอข่าวและภาพลามกอนาจาร ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p>
<p>(4) ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ ชวนให้หลงเชื่องมงาย</p>
<p>(5)ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ</p>
<p>(6) ไม่สอดแทรกความเห็นใดๆของตนลงไปในข่าว</p>
<p>(7) ในกรณีคัดลอกข้อความจากหนังสือพิมพ์ หรือหนังสืออื่น ต้องแจ้งให้ทราบถึงแหล่งที่มาของข้อความนั้น</p>
<p>(8) ภาษาที่ใช้ในการเสนอข่าวและการบรรยายภาพต้องสุภาพ ปราศจากความหมายในเชิงเหยียดหยาม กระทบกระเทียบ เปรียบเปรย เสียดสี</p>
<p>(9) ไม่ใช้การเสนอข่าวและภาพเป็นไปในทางโฆษณาตนเอง</p>
<p>(10) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งขัดกับสาธารณประโยชน์ของประชาชนและสังคมประเทศชาติ</p>
<p>(11) ไม่เสนอข่าวและภาพซ้ำเติม ระบายสี บุคคล องค์กร สถาบัน ซึ่งตกเป็นข่าว</p>
<p>(12) ไม่เสนอข่าวและภาพ ในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามลัทธิความเชื่อศาสนาใดๆ</p>
<p>(13) พึงให้ความเคารพต่อสิทธิของบุคคล องค์กร และสถาบันอื่นตามกฎหมาย</p>
<p>(14) พึงรับผิดและแก้ไขโดยเปิดเผยและไม่ชักช้าถ้าเกิดความเสียหายแก่บุคคล องค์กร หรือสถาบัน ในการเสนอข่าวผิดพลาด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง</p>
<p>(15) พึงละเว้นจากการรับอามิสสินจ้างใดๆ ให้ทำหรือละเว้นการกระทำเกี่ยวกับการเสนอข่าวตรงไปตรงมา</p>
<p>หลักจริยธรรมหรือจรรยาบรรณขององค์กรสื่อที่ยกมาข้างต้นนั้น ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อ แต่ต้องเป็นไปโดยเคารพกฎระเบียบและไม่ละเมิดผู้อื่น  ทั้งยังกำหนดให้สื่อยึดถือประโยชน์แห่งสาธารณะเป็นหลัก มีความซื่อตรงต่อผู้มูลข่าวสาร ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ให้เกียรติแก่ผู้อื่น เช่นเดียวกัน  </p>
<p>สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ  หลักจริยธรรมของสมาคมหนังสือพิมพ์ที่ออกมาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2510) และ จรรยาบรรณวิชาชีพนักจัดรายวิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราออกมาเมื่อ  13 ปีก่อน (พ.ศ.2538) ยังเป็นสิ่งที่สื่อให้ความสำคัญอยู่หรือไม่ ปฏิบัติตามเพียงใด หรือว่า เป็นข้อกำหนดที่ล้าสมัย ไม่เข้ากับกาลเวลาที่เทคโนโลยีก้าวหน้า มีนวัตกรรมใหม่ๆของสื่อเกิดขึ้นมากมายดังเช่นปัจจุบันนี้แล้ว</p>
<p><strong>(อ่านต่อตอนจบ)</strong></p>
<p>***<br />
<strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=98&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/medialaw.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>จะต้องทำสงครามก่อนเพื่อมีสันติภาพภายหลังอย่างนั้นหรือ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/19/social-conflict-in-thailand/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/19/social-conflict-in-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 May 2008 15:01:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[การแก้ไขปัญหาความร]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้ความรุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ความขัดแย้งในสังคม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=96</guid>
		<description><![CDATA[ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความรักและห่วงใยประเทศชาติเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองมีความสงบ ผู้คนตกลงกันด้วยเหตุด้วยผล อยู่กันด้วยความแตกต่าง โดยไม่แตกแยกกัน ไม่ใช้กำลังในการตัดสินปัญหา ซึ่งดูเหมือนว่า สถานการณ์ในทางสังคมและการเมืองของประเทศเราทุกวันนี้ เป็นไปได้ยากที่จะตกลงกันด้วยเหตุผลและสันติวิธี คนไทยตั้งหน้าตั้งตาใช้ความคิดที่แตกต่าง สร้างกำแพงปิดกั้นฝ่ายอื่นไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตความคิดของตน ขณะเดียวกันก็พยายามใช้ความแตกต่าง สร้างภาพอีกฝ่ายเป็นศัตรู ไม่เพียงแต่เฉพาะศัตรูตนเองเท่านั้น แต่เป็นศัตรูของชาติด้วย เมื่อต่างฝ่ายต่างสร้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูของชาติ และแต่งตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์รักษาชาติ การแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรงย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองมีความชอบธรรมที่จะกำจัดศัตรูของชาติให้สิ้นซาก เราไม่มีทางที่จะตกลงกันด้วยเหตุผลและสันติวิธีแล้วหรือ? สังคมไทยกำลังยึดถือการตัดสินกันด้วยกำลังหรืออย่างไร หรือว่าจะใช้วิถีแห่งสงครามตัดสินปัญหา นั่นคือ “ทำสงครามก่อน แล้วสันติภาพจะตามมา” ใช่ไหม? ในประวัติศาสตร์การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านมา 76 ปีนั้น เราทำสงครามกันเองกี่หน ใช้ความรุนแรงกี่ครั้ง ล้มตายกันกี่ชีวิต ล่าสุดเมื่อ วันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ปรากฏชัดแล้วว่า การใช้กำลังตัดสินปัญหา ไม่สามารถสร้างอะไรให้งอกเงยขึ้นมาได้ ดังนั้นการทำสงครามกันก่อน จึงไม่มีสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นตามมาเลย มีแต่ความขัดแย้งที่คุกรุ่น รอวันจะระเบิดเป็นสงครามอีก ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง มีความรักชาติบ้านเมืองไม่ต่างจากท่านทั้งหลาย ขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจากฝ่ายใด เพื่อวัตถุประสงค์ใด และขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันอยู่ ได้ตัดสินปัญหาด้วยสันติวิธี และขอร้องประชาชนไทยทั้งหลาย อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในการใช้ความรุนแรงต่อคนไทยด้วยกัน ผมก็เป็นเช่นเดียวกับคนอีกเป็นจำนวนมาก [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=96&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความรักและห่วงใยประเทศชาติเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน  ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองมีความสงบ ผู้คนตกลงกันด้วยเหตุด้วยผล อยู่กันด้วยความแตกต่าง โดยไม่แตกแยกกัน ไม่ใช้กำลังในการตัดสินปัญหา ซึ่งดูเหมือนว่า สถานการณ์ในทางสังคมและการเมืองของประเทศเราทุกวันนี้ เป็นไปได้ยากที่จะตกลงกันด้วยเหตุผลและสันติวิธี<br />
<img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/170535.jpg?w=314&#038;h=221" alt="" width="314" height="221" class="alignright size-full wp-image-97" /><br />
คนไทยตั้งหน้าตั้งตาใช้ความคิดที่แตกต่าง สร้างกำแพงปิดกั้นฝ่ายอื่นไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตความคิดของตน ขณะเดียวกันก็พยายามใช้ความแตกต่าง สร้างภาพอีกฝ่ายเป็นศัตรู  ไม่เพียงแต่เฉพาะศัตรูตนเองเท่านั้น แต่เป็นศัตรูของชาติด้วย</p>
<p>เมื่อต่างฝ่ายต่างสร้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูของชาติ และแต่งตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์รักษาชาติ การแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรงย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองมีความชอบธรรมที่จะกำจัดศัตรูของชาติให้สิ้นซาก</p>
<p>เราไม่มีทางที่จะตกลงกันด้วยเหตุผลและสันติวิธีแล้วหรือ?<br />
<span id="more-96"></span><br />
สังคมไทยกำลังยึดถือการตัดสินกันด้วยกำลังหรืออย่างไร  หรือว่าจะใช้วิถีแห่งสงครามตัดสินปัญหา  นั่นคือ “ทำสงครามก่อน แล้วสันติภาพจะตามมา”  ใช่ไหม?</p>
<p>ในประวัติศาสตร์การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านมา 76 ปีนั้น  เราทำสงครามกันเองกี่หน ใช้ความรุนแรงกี่ครั้ง ล้มตายกันกี่ชีวิต ล่าสุดเมื่อ วันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ปรากฏชัดแล้วว่า การใช้กำลังตัดสินปัญหา ไม่สามารถสร้างอะไรให้งอกเงยขึ้นมาได้  ดังนั้นการทำสงครามกันก่อน จึงไม่มีสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นตามมาเลย มีแต่ความขัดแย้งที่คุกรุ่น รอวันจะระเบิดเป็นสงครามอีก </p>
<p>ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง มีความรักชาติบ้านเมืองไม่ต่างจากท่านทั้งหลาย ขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจากฝ่ายใด เพื่อวัตถุประสงค์ใด  และขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันอยู่ ได้ตัดสินปัญหาด้วยสันติวิธี และขอร้องประชาชนไทยทั้งหลาย อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในการใช้ความรุนแรงต่อคนไทยด้วยกัน</p>
<p>ผมก็เป็นเช่นเดียวกับคนอีกเป็นจำนวนมาก ที่แม้ในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ผมจะไม่เห็นด้วยและต่อต้านการกระทำของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและคณะรัฐมนตรีที่นำโดยนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  แต่นั่นเป็นเพราะการบริหารราชการแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมของรัฐบาล  หาใช่ด้วยความเกลียดชังเป็นการส่วนตัวต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่  และการที่ผมเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในครั้งนั้น ก็เป็นเพราะการกระทำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน หาใช่เพราะจงรักภักดีหรือเป็นสาวกของผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯคนใดคนหนึ่งหรือทั้งหมดไม่  </p>
<p>การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็เช่นกัน แม้ผมและคนไทยจำนวนมากจะแสดงท่าทียอมรับว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทำรัฐประหาร ก็เพราะเชื่อว่าจะสามารถยุติการใช้ความรุนแรงต่อกันของประชาชนไทย และจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้ลุล่วงไปได้  แต่ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยกับการใช้กำลังล้มล้างรัฐบาลทุกกรณี  และผลที่ตามมาจากการรัฐประหารนั้น ผมและคนไทยเป็นจำนวนมากก็ได้เห็นกับตาตนเองแล้วว่า  ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะปัญหาที่ถูกกดทับไว้นั้น ได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ดังที่ปรากฏในทุกวันนี้ และคนไทยก็มีท่าทีกระเหี้ยนกระหือรือที่จะใช้กำลังต่อกัน</p>
<p>ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่ไม่อำนาจใดๆเกินกว่าสิทธิและหน้าที่ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ  ผมขอแสดงจุดยืนคัดค้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในการชุมนุมประท้วง  ความรุนแรงในการปราบปรามชุมนุมประท้วง การใช้กำลังล้มล้างรัฐบาลโดยการปฏิวัติรัฐประหาร และขอวิงวอนให้คนไทยทุกคนโปรดใช้สันติวิธีในการตัดสินปัญหา แม้จะใช้เวลายาวนานเพียงใดก็ตาม</p>
<p>ผมขอเชิญชวนคนไทยทุกคนในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศและในฐานะปัจเจกชนที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ได้แสดงจุดยืนต่อต้านการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ผ่านช่องทางที่สามารถทำได้  ถึงแม้ไม่สามารถจะยับยั้งเหตุการณ์นั้นได้  แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ยังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่เห็นชอบและไม่สนับสนุนต่อการใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา</p>
<p>เพราะไม่ว่ากรณีใดๆ เราไม่มีทางที่จะสร้างสันติภาพด้วยการทำสงครามกันก่อน สันติภาพที่ได้มาหละงสงครามนั้น ย่อมไม่ใช่สันติภาพที่แท้จริง  </p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ เราคนไทย จะยังต้องทำสงครามกันก่อนเพื่อให้มีสันติภาพภายหลังอย่างนั้นหรือ?</p>
<p><strong>๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑</strong></p>
<p>***</p>
<p><strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/96/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/96/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/96/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/96/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/96/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=96&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/19/social-conflict-in-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/170535.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมการสื่อสารผ่านบล็อก</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/19/blog-innovation/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/19/blog-innovation/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 May 2008 05:42:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Blog Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Blogger]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/19/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้กระแส “นวัตกรรม” (Innovation) นับเป็นกระแสหนึ่งที่กำลังมาแรง นวัตกรรมคือการคิดค้นสิ่งใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดของคน มีการพูดถึงนวัตกรรมกันในทุกวงการ โดยเฉพาะสินค้าและการบริการ จำเป็นต้องมีนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในเรื่องประโยชน์ใช้สอย และในเรื่องความพึงพอใจล้วนๆ ยกตัวอย่าง บรรดาครีมบำรุงผิวทั้งชายหญิง ต่างก็มีการวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆเพิ่มประสิทธิภาพของการบำรุงผิวให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น แต่ละยี่ห้อก็โฆษณาประชาสัมพันธ์ชนิดที่เรียกว่าคู่แข่งรั้งท้ายมองไม่เห็นฝุ่น มันฝรั่งบางยี่ห้อก็มีนวัตกรรมสร้างความตื่นเต้นเร้าใจแก่ผู้บริโภค ด้วยการใส่สีเพื่อทำให้ลิ้นเปลี่ยนสีขณะที่เอร็ดอร่อยกับรสชาติของมันฝรั่ง เครื่องใช้ไม้สอยภายในบ้านก็มีนวัตกรรมไม่แพ้สินค้าอย่างอื่น อาทิ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ก็มีสารเพิ่มประสิทธิภาพในการซอกซอนชะล้างคราบสกปรก ดังที่ปรากฏในโฆษณาทางโทรทัศน์จนเกินจะจินตนาการได้ นวัตกรรมสร้างความสะดวกสบายให้แก่มนุษย์ อย่างเช่น ชาวนาปัจจุบันได้ใช้นวัตกรรมเครื่องจักรช่วยทำนาแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ไถนาไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เครื่องจักรทำให้ทุกกระบวนการ ควายจึงตกงานแล้วถูกต้อนเข้าโรงฆ่าสัตว์แทนลงทุ่งไถนา ชาวนาปลูกข้าวได้ปีละ3-4 ครั้ง ได้ผลผลิตมากขึ้น เหลือเพียงอย่างเดียวคือไม่มีนวัตกรรมใดๆที่ทำให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาที่เหมาะสมโดยไม่ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง คงรออีกนานหรืออาจจะไม่มีนวัตกรรมนี้เลยก็ได้ ในเมื่ออะไรๆก็มีนวัตกรรม สื่อก็มีนวัตกรรมบ้าง สื่อทุกประเภท ทุกองค์กรต่างมีนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการในการบริโภคข่าวสารของผู้คน นวัตกรรมที่เห็นเด่นชัดก็คือ การทำสื่อออนไลน์อันได้แก่เว็บไซต์เพื่อเสนอข่าวให้ผู้คนได้รับรู้เพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากสื่อทั่วโลก ทุกประเภท ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ต่างก็มีเว็บไซต์เสนอข่าวสารที่เคยเผยแพร่ในสื่อหลักมาแล้ว รวมทั้งข่าวสารใหม่ๆ เพื่อให้คนใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา เว็บไซต์ก็มีนวัตกรรม จากเว็บไซต์ธรรมดาที่มีแต่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว มีการเพิ่มเติมองค์ประกอบต่างๆ เช่น มีวีดิโอคลิป มีเสียง มีรูปภาพสวยงาม น่าชม [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=93&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้กระแส “นวัตกรรม” (Innovation) นับเป็นกระแสหนึ่งที่กำลังมาแรง  นวัตกรรมคือการคิดค้นสิ่งใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดของคน  มีการพูดถึงนวัตกรรมกันในทุกวงการ  โดยเฉพาะสินค้าและการบริการ จำเป็นต้องมีนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในเรื่องประโยชน์ใช้สอย และในเรื่องความพึงพอใจล้วนๆ</p>
<p><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/bloggerblog.jpg?w=160&#038;h=157" alt="" width="160" height="157" class="alignleft size-full wp-image-95" /></p>
<p>ยกตัวอย่าง บรรดาครีมบำรุงผิวทั้งชายหญิง ต่างก็มีการวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆเพิ่มประสิทธิภาพของการบำรุงผิวให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น  แต่ละยี่ห้อก็โฆษณาประชาสัมพันธ์ชนิดที่เรียกว่าคู่แข่งรั้งท้ายมองไม่เห็นฝุ่น  มันฝรั่งบางยี่ห้อก็มีนวัตกรรมสร้างความตื่นเต้นเร้าใจแก่ผู้บริโภค ด้วยการใส่สีเพื่อทำให้ลิ้นเปลี่ยนสีขณะที่เอร็ดอร่อยกับรสชาติของมันฝรั่ง  เครื่องใช้ไม้สอยภายในบ้านก็มีนวัตกรรมไม่แพ้สินค้าอย่างอื่น อาทิ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ก็มีสารเพิ่มประสิทธิภาพในการซอกซอนชะล้างคราบสกปรก ดังที่ปรากฏในโฆษณาทางโทรทัศน์จนเกินจะจินตนาการได้</p>
<p>นวัตกรรมสร้างความสะดวกสบายให้แก่มนุษย์ อย่างเช่น ชาวนาปัจจุบันได้ใช้นวัตกรรมเครื่องจักรช่วยทำนาแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ไถนาไปจนถึงการเก็บเกี่ยว  เครื่องจักรทำให้ทุกกระบวนการ ควายจึงตกงานแล้วถูกต้อนเข้าโรงฆ่าสัตว์แทนลงทุ่งไถนา  ชาวนาปลูกข้าวได้ปีละ3-4 ครั้ง ได้ผลผลิตมากขึ้น เหลือเพียงอย่างเดียวคือไม่มีนวัตกรรมใดๆที่ทำให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาที่เหมาะสมโดยไม่ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง คงรออีกนานหรืออาจจะไม่มีนวัตกรรมนี้เลยก็ได้<br />
<span id="more-93"></span><br />
ในเมื่ออะไรๆก็มีนวัตกรรม  สื่อก็มีนวัตกรรมบ้าง  สื่อทุกประเภท ทุกองค์กรต่างมีนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการในการบริโภคข่าวสารของผู้คน  นวัตกรรมที่เห็นเด่นชัดก็คือ การทำสื่อออนไลน์อันได้แก่เว็บไซต์เพื่อเสนอข่าวให้ผู้คนได้รับรู้เพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากสื่อทั่วโลก ทุกประเภท ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ต่างก็มีเว็บไซต์เสนอข่าวสารที่เคยเผยแพร่ในสื่อหลักมาแล้ว รวมทั้งข่าวสารใหม่ๆ เพื่อให้คนใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา</p>
<p>เว็บไซต์ก็มีนวัตกรรม  จากเว็บไซต์ธรรมดาที่มีแต่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว มีการเพิ่มเติมองค์ประกอบต่างๆ เช่น  มีวีดิโอคลิป มีเสียง  มีรูปภาพสวยงาม น่าชม ดึงดูดใจให้ผู้คนเข้ามาชมมากขึ้น ต่อมาก็มีโฆษณาสินค้าต่างๆ คนก็พึงพอใจมากขึ้น ทำให้กลับเข้ามาใช้บริการอีก และมีคนใหม่ๆก็เข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ</p>
<p>เว็บไซต์ก็มีนวัตกรรมเพื่อตอบสนองการสื่อสารของคนที่เข้ามาใช้บริการ โดยสร้างเว็บบล็อก (Weblog) ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ ให้คนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ด้วยการเขียนตอบโต้กัน ต่อมา เว็บบล็อกก็มีนวัตกรรมเกิดขึ้น นั่นคือพัฒนามาเป็นบล็อก (Blog) แยกเป็นอิสระออกมาจากเว็บไซต์  เรียกกันว่าเป็นเว็บยุค 2.0 ที่ผู้อ่านมีส่วนในการสร้างเนื้อหา </p>
<p>บล็อกในปัจจุบันขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ยิ่งคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากเพียงใด บล็อกก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากเพียงนั้น  บล็อกก็มีนวัตกรรมเช่นเดียวกัน  นั่นคือ  มีเครื่องมือ (Function) ในการใช้งานมากขึ้น  นอกจากจะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านตัวหนังสือแล้ว มีการพัฒนาเครื่องมือต่างๆเพิ่มมากขึ้น เช่น ใส่ภาพ ใส่เสียง ใส่วิดีโอ มีการเผยแพร่ข้อมูลถึงกันและกันผ่าน Feed ต่างๆ มีการดัดแปลงแต่งเติมให้เข้ากับ Search Engine สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ล้วนแต่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของคนทั้งสิ้น</p>
<p>การสื่อสารผ่านบล็อกนับวันแต่จะเพิ่มความสำคัญมากยิ่งขึ้น  ทั้งในเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม  ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง การโฆษณาประชาสัมพันธ์  ดังนั้น การคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมสำหรับบล็อกจะยังคงมีต่อไปไม่หยุดยั้ง ทั้งด้านซอฟแวร์ที่ทำให้บล็อกมีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น  รวมถึงการคิดค้นฮาร์ดแวร์อันได้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตอบสนองการใช้งานออนไลน์โดยเฉพาะ  ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีเครื่องคอมพิวเตอร์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว  </p>
<p>เมื่อมีคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานออนไลน์มากขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น  การเข้าสู่บล็อกของผู้คนก็จะมากขึ้น  การใช้บล็อกเป็นช่องทางสื่อสารก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน บรรดาโปรแกรมเมอร์ทั้งหลายก็คงคิดค้นนวัตกรรมสำหรับการใช้งานกับบล็อกให้ง่าย มีประสิทธิภาพ ตอบสนองการใช้ประโยชน์ให้มากยิ่งขึ้น  ดังนั้น ไม่แน่นักว่า ต่อไปบล็อกเกอร์อาจไม่จำเป็นต้องเขียนบล็อก เพราะมีซอฟท์แวร์ที่แปลงเสียงเป็นตัวอักษร  เพียงแค่พูดใส่ไมโครโฟนที่ติดอยู่กับคอมพิวเตอร์ จากนั้นซอฟแวร์ก็จะแปลงคำพูดเป็นตัวอักษรตามความต้องการ</p>
<p>หากเป็นเช่นนั้นเมื่อใดก็แสดงว่า เราได้ก้าวเข้าสู่เว็บ 3.0 อย่างแท้จริง นั่นคือ เครื่องจักร(ซอฟท์แวร์) ช่วยจัดทำเนื้อหาตามคำสั่งของคน  หลังจากนั้น อาจมีการพัฒนาซอฟท์แวร์ให้ก้าวไปอีกขั้น นั่นคือ บล็อกเกอร์เพียงแค่ตั้งประเด็น  กำหนดขอบเขตเนื้อหา  ป้อนคำสั่งลงไป จากนั้นเครื่องจักรก็ทำหน้าที่ค้นคว้าเรียบเรียงให้เสร็จสรรพ บล็อกเกอร์เพียงตรวจแก้ไขแล้วก็สั่งเผยแพร่เป็นขั้นตอนสุดท้าย</p>
<p>แม้จะดูเหมือนว่าขอบข่ายความคิดเรื่องนวัตกรรมบล็อกจะดูเหมือนเพ้อฝันไปบ้าง  แต่แนวโน้มของความน่าจะเป็นก็มีมาก  เพราะปัจจุบันมนุษย์สามารถพัฒนาเครื่องจักรให้มีความฉลาดมากขึ้น  จากนั้นก็ใช้ความฉลาดของเครื่องจักรช่วยคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆอีกทอดหนึ่ง ในเมื่อมนุษย์สามารถสร้างเครื่องจักรให้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพขนาดนี้  การที่จะใช้เครื่องมือให้ช่วยสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพยิ่งๆขึ้นย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และเป็นไปแล้วในหลายประเภท</p>
<p>เครื่องมือทั้งหลายที่กล่าวมานั้นก็คือ “นวัตกรรม” นั่นเอง</p>
<p>หากไม่ตายก่อน คงมีโอกาสได้เห็นนวัตกรรมบล็อกในยุค 3.0 ที่เครื่องจักร (ซอฟแวร์) เป็นผู้เขียนบล็อกแทนบล็อกเกอร์ ที่อาจจะหันไปดู DVD หนังเรื่องโปรด หรือจิบกาแฟอย่างสบายอารมณ์ ขณะที่รอเครื่องจักรเขียนบทความ เพื่อที่จะมาตรวจแก้ขั้นตอนสุดท้าย ก่อนจะเผยแพร่ออกสู่โลกออนไลน์</p>
<p>ฟังเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ไปหน่อย แต่เครื่องมือเครื่องใช้ตั้งแต่ในก้นครัวไปจนถึงดาวเทียมและยานอวกาศ ล้วนแต่เคยปรากฏในนิยายวิทยาศาสตร์ก่อนจะมีจริงทั้งสิ้น.</p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/93/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/93/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/93/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/93/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/93/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/93/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/93/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/93/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/93/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/93/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/93/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/93/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/93/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/93/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/93/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/93/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=93&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/19/blog-innovation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/bloggerblog.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ”  เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/16/media-and-news-writing/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/16/media-and-news-writing/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 May 2008 10:21:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้จัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=92</guid>
		<description><![CDATA[ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ 1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้ เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ 2.ในเมื่อเป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมก็มีความรักความผูกพันในสื่อผู้จัดการ ยังไม่นับมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคนทำงานที่นี่ เติบโตที่นี่ ปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็มี แยกย้ายไปสู่ที่อื่นก็มี ส่วนผมก็ยังคงรับข้อมูลข่าวสารจากผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ปรากฏในผู้จัดการ (อันเป็นสาเหตุที่เขียนบทความนี้) แต่ก็ยังเชื่อใน “ข่าวสาร” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อว่ายังมีน้ำหนักเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็น ก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” จริงๆ 3. เมื่อเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ที่มี [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=92&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog </p>
<p>เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ</p>
<p>1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้  เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ<br />
<span id="more-92"></span><br />
2.ในเมื่อเป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมก็มีความรักความผูกพันในสื่อผู้จัดการ  ยังไม่นับมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคนทำงานที่นี่  เติบโตที่นี่ ปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็มี แยกย้ายไปสู่ที่อื่นก็มี  ส่วนผมก็ยังคงรับข้อมูลข่าวสารจากผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ปรากฏในผู้จัดการ (อันเป็นสาเหตุที่เขียนบทความนี้) แต่ก็ยังเชื่อใน “ข่าวสาร” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อว่ายังมีน้ำหนักเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็น ก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” จริงๆ</p>
<p>3. เมื่อเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ที่มี “ความรักและความผูกพัน” ผมก็ย่อมมีความปรารถนาที่จะเห็นสื่อทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงต่อไป  แม้จะไม่เห็นด้วยกับการเลือกข้างในทางการเมือง  เพราะหมิ่นเหม่ต่อการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารให้เข้ากับความเชื่อและข้างที่ตัวเองยืนอยู่  แต่ในเบื้องต้นผมก็ยอมรับได้ โดยเชื่อมั่นว่า  สื่อมีวิจารณญาณเพียงพอที่จะแยกแยะได้  นำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยการยึดถือ “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่า “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือเสนอข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” </p>
<p>4. แต่ในการเสนอข่าวของผู้จัดการนั้น  มีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่ผมคิดว่า เป็นการเสนอข้อคิดเห็นในข่าว (ย้ำ ผมพูดถึง “ข่าว” ไม่ใช่ บทความ รายงาน หรือ บทวิเคราะห์ ซึ่งย่อมต้องมีความคิดเห็นของสื่อหรือผู้เขียนอยู่แล้ว) โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำที่แสดงอารมณ์ หรือทัศนคติต่อเหตุการณ์ ต่อองค์กร หรือต่อบุคคล โดยสื่ออาจจะถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมคิดว่า โดยหลักการของการเป็นกระจกเงาของสื่อ ไม่น่าที่จะทำเช่นนั้นได้ </p>
<p>ถ้อยคำอะไรหรือที่ทำให้ผมซึ่งประกาศเป็นแฟนพันธุ์แท้ต้องเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาได้  และคิดว่าไม่ควรจะปรากฏใน “สื่อ” อย่างผู้จัดการ (ทั้งหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์)  </p>
<p>มีหลายถ้อยคำครับ  ที่เห็นบ่อยๆก็คือการเรียกบุคคลในข่าวด้วยสรรพนามที่สื่อตั้งขึ้นมา เช่น เรีกยนายจักรภพ เพ็ญแข ว่า “เจ๊เพ็ญ” เรียกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ว่า “เจ๊มิ่ง” เรียก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ว่า “เป็ดเหลิม”  เป็นต้น หรือ การพาดหัวข่าวที่มีถ้อยคำแสดงลักษณะอาการของคนในข่าวที่สื่อคาดเดาเอาเองว่า “ปากกล้าขาสั่น”  เป็นต้น ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เหยียดหยาม หมิ่นแคลน  ยังไม่นับในเรื่องการระบุอัตลักษณ์ของบุคคลในข่าวว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา (ซึ่งจะจริงหรือไม่ก็ไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันได้) ผมคิดว่า สื่อไม่ควรที่จะทำเช่นนั้น แม้จะไม่เข้าข่ายการหมิ่นประมาทอันเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่ความปรารถนาดีต่อผู้ถูกเรียกขานอย่างแน่นอน</p>
<p>การเรียกผู้อื่นว่า “เจ๊เพ็ญ” หรือ “เจ๊มิ่ง” หรือ “เป็ดเหลิม” นั้น ย่อมมีจุดประสงค์ที่แตกต่างจากการตั้งฉายาเรียกขานตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในข่าว เช่น “ผีดิบซีอุย” หรือ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” หรือ “Jack the Ripper”  เพราะเป็นการเรียกขานตาม “ข้อเท็จจริง” ของข่าว เพื่อให้เข้าใจโดยทั่วกัน  </p>
<p>การใช้ถ้อยคำในลักษณะบ่งบอกอาการของคนในข่าวก็เช่นกัน เช่น การที่บอกว่าคนในข่าว “ปากกล้าขาสั่น” หรือถ้อยคำอื่นๆในลักษณะที่คาดเดาเอานั้น  ย่อมไม่ต่างจากการที่หนังสือพิมพ์หัวสีเสนอข่าวชาวบ้านด้วยการบรรยายใส่อารมณ์ราวกับเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง เช่น เสนอข่าวการข่มขืนยังมีถ้อยคำบรรยายพฤติกรรมของผู้ร้ายที่ “กระทำการอย่างเมามัน” หรือกำลัง “ถึงพริกถึงขิง” เป็นต้น ซึ่งไม่ต้องเปิดตำรานิเทศศาสตร์หรือการสื่อสารมาอ้างอิงก็รู้ว่า สมควรหรือไม่ที่จะใช้ถ้อยคำเช่นนี้</p>
<p>หากแม้น “ผู้จัดการ” เป็นสื่อเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับใช้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ที่มีเป้าหมายในเรื่องหนึ่งเรื่องใด การจะใช้ถ้อยคำอย่างไรก็เป็นเรื่องของคนกลุ่มนั้น  แต่ “ผู้จัดการ” คือสื่อสาธารณะที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนและสังคม เป็น “กระจกเงา” หรือ “หมาเฝ้าบ้าน”  ที่เป็นผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ของผลประโยชน์แห่งสาธารณะ ผมคิดว่า การใช้ถ้อยคำที่กล่าวมานั้น ไม่น่าจะปรากฏในสื่อ “ผู้จัดการ” ได้</p>
<p>กล่าวให้ชัดก็คือ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรี “แจกหอก” ให้สื่อเพียงใด  ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่สื่อ “แจกถ้อยคำหมิ่นแคลน” ให้คนในข่าวเช่นกัน </p>
<p>และผมหวังว่า เมื่อเผยแพร่ลงในบล็อกแล้ว ผมคงไม่ถูกเพื่อน “เหยียบเละคาบล็อก” ในข้อหาเอาใจออกห่างไปเข้ากับฝ่ายศัตรู  ผมเชื่อว่าการคิดแตกต่างไม่ใช่เป็นศัตรู  ที่เขียนมานี้ก็เพราะรักจึงเขียน และหวังที่จะเห็นข่าวสารที่สื่อเสนอออกมานั้นเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง”<br />
ผมเชื่อและหวังเช่นนั้น.<br />
&#8230;<br />
<strong>จาก <a href="http://mblog.manager.co.th/kosolanusim">http://mblog.manager.co.th/kosolanusim</a></strong></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/92/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/92/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=92&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/16/media-and-news-writing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-right/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-right/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 May 2008 19:28:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฎหมายสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การทำหน้าที่ของสื่]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือพิมพ์มติชน]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสิทธิของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Media]]></category>
		<category><![CDATA[media right]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=91</guid>
		<description><![CDATA[มีการตั้งคำถามจากผู้คนอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะผู้ที่คิดว่าตนเองได้รับผลกระทบในทางที่ไม่ดีจากการกระทำของสื่อว่า สื่อมีอภิสิทธิเหนือคนอื่นหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่า สื่อจะสามารถเปิดโปงพฤติกรรม ตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ผู้คน องค์กร รัฐและรัฐบาล ได้อย่างเสรี โดยไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมา ตอบโต้ หรือจัดการกับสื่ออย่างจริงจัง ปล่อยให้สื่อทำอะไรได้ตามใจ จนดูเหมือนว่า สื่อจะมีอภิสิทธิจริงๆ เมื่อมีคำถามในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ผู้คนอาจเข้าใจจริงๆว่าสื่อมีอภิสิทธิเหนือผู้อื่น ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สื่อทั้งในฐานะนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลอื่นๆ สื่อมีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องร้องเอาผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิช ประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายอื่นๆตามฐานความผิด เมื่อสื่อถูกตัดสินว่าทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกัน แต่ทำไมสื่อจึงถูกมองว่ามีอภิสิทธิเหนือคนอื่น&#8230; การที่เป็นเช่นนี้ เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อนั่นเอง แม้ตามทฤษฎีการสื่อสารกำหนดไว้ว่าหน้าที่พื้นฐานของสื่อจะมีอยู่ 4 อย่าง คือ ให้ข่าวสาร ให้ความรู้ ให้ความบันเทิง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่หน้าที่ทั้ง 4 ของสื่อก็ต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง นั่นคือ การสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ คือสังคมและประชาชน ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่สื่อสะท้อนออกมา อาจเป็นการล่วงละเมิดในมุมมองผู้ได้รับความเสียหายจากข้อมูลข่าวสารนั้น สื่อจึงมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อกำกับการทำหน้าที่ให้อยู่ภายใต้ศีลธรรม จริยธรรม และกฎหมาย หากผู้ที่ถูกกล่าวถึงคิดว่าตนได้รับความเสียหาย ถูกคุกคามจากสื่อ หรือถูกสื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง เสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเอาผิดกับสื่อได้ ดังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=91&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีการตั้งคำถามจากผู้คนอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะผู้ที่คิดว่าตนเองได้รับผลกระทบในทางที่ไม่ดีจากการกระทำของสื่อว่า <strong>สื่อมีอภิสิทธิเหนือคนอื่นหรือไม่</strong> เพราะดูเหมือนว่า สื่อจะสามารถเปิดโปงพฤติกรรม ตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ผู้คน องค์กร รัฐและรัฐบาล ได้อย่างเสรี  โดยไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมา ตอบโต้ หรือจัดการกับสื่ออย่างจริงจัง  ปล่อยให้สื่อทำอะไรได้ตามใจ  จนดูเหมือนว่า สื่อจะมีอภิสิทธิจริงๆ</p>
<p>เมื่อมีคำถามในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า  ผู้คนอาจเข้าใจจริงๆว่าสื่อมีอภิสิทธิเหนือผู้อื่น ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สื่อทั้งในฐานะนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลอื่นๆ    สื่อมีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องร้องเอาผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิช  ประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายอื่นๆตามฐานความผิด  เมื่อสื่อถูกตัดสินว่าทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกัน แต่ทำไมสื่อจึงถูกมองว่ามีอภิสิทธิเหนือคนอื่น&#8230;<br />
<span id="more-91"></span><br />
การที่เป็นเช่นนี้ เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อนั่นเอง  แม้ตามทฤษฎีการสื่อสารกำหนดไว้ว่าหน้าที่พื้นฐานของสื่อจะมีอยู่ 4 อย่าง คือ ให้ข่าวสาร ให้ความรู้ ให้ความบันเทิง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์  แต่หน้าที่ทั้ง 4 ของสื่อก็ต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง นั่นคือ การสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ คือสังคมและประชาชน  ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่สื่อสะท้อนออกมา  อาจเป็นการล่วงละเมิดในมุมมองผู้ได้รับความเสียหายจากข้อมูลข่าวสารนั้น สื่อจึงมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อกำกับการทำหน้าที่ให้อยู่ภายใต้ศีลธรรม จริยธรรม และกฎหมาย  หากผู้ที่ถูกกล่าวถึงคิดว่าตนได้รับความเสียหาย ถูกคุกคามจากสื่อ หรือถูกสื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง  เสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเอาผิดกับสื่อได้  ดังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ และมีคดีความเป็นจำนวนมากที่สื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในศาล  ถูกปรับและถูกจำคุกตามฐานความผิด  โดยไม่มีอภิสิทธิแต่อย่างใด</p>
<p>ดังนั้น การตั้งข้อสงสัย หรือมีข้อสังเกตเรื่องอภิสิทธิของสื่อ  จึงอาจเกิดจากการเข้าใจผิดเพราะการทำหน้าที่ของสื่อ ในข้อการให้ข่าวสารและการให้ความรู้  ซึ่งการให้ความรู้นั้น ย่อมต้องรวมถึงการวิพากษ์ วิจารณ์ ติติง ชี้แนะ เอาไว้ด้วย  </p>
<p><strong>สื่อหาได้มีอภิสิทธิเหนือองค์กรใดหรือบุคคลใดไม่ แต่สิ่งที่สื่อมีก็คือเอกสิทธิบางอย่างที่องค์กรหรือบุคคลอื่นอาจจะไม่มี</strong></p>
<p>เอกสิทธิก็คือ สิทธิจะได้รับการปกป้องหรือยกเว้นจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น สมาชิกรัฐสภามีเอกสิทธิคุ้มครองไม่ให้ถูกดำเนินคดีในช่วงสมัยประชุมสภา หรือ มีเอกสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและลงมติในสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่ถูกบังคับจากใครหรือองค์กรใดรวมถึงพรรคการเมืองที่ตนสังกัด  เป็นต้น  สื่อก็มีเอกสิทธิในการเผยแพร่ข่าวสารได้โดยอิสระตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้  ใครจะบังคับสื่อให้เผยแพร่หรือไม่เผยแพร่ข่าวสารใดๆไม่ได้  นั่นคือเอกสิทธิที่เป็นข้อกำหนดโดยทั่วไป  </p>
<p><strong>แต่สื่อมีเอกสิทธิบางอย่างที่พิเศษกว่าเอกสิทธิตามกฎหมายนั่นคือ เอกสิทธิที่ได้รับการปกป้องจากสาธารณชน</strong> เอกสิทธิดังกล่าวนี้ ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายใด ไม่มีใน ขนบธรรมเนียม ประเพณี  ของสังคม หากแต่เกิดขึ้นเพราะการทำหน้าที่ของสื่อที่ปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชน  เมื่อสาธารณชนเห็นว่าสื่ออยู่ข้างเดียวกับตน  เมื่อเกิดเหตุใดๆขึ้นกับสื่อ  สาธารณชนก็จะรวมตัวกันลุกขึ้นมาปกป้องสื่อ  เพื่อให้สื่อปลอดภัยจากการถูกคุกคาม เพื่อให้สื่อยังคงเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณชนต่อไป</p>
<p>กรณีดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก  กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เข้าข่ายเอกสิทธิข้อนี้ก็คือ  กรณีสื่อในเครือมติชนถูกซื้อกิจการโดยบริษัทแกรมมี่ผ่านตลาดหลักทรัพย์เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการคุกคามเพื่อครอบครองสื่อจากองค์กรธุรกิจที่ไม่ใช่สื่อสาธารณะ สาธารณชนจึงลุกขึ้นมาปกป้องโดยวิธีการต่างๆ  เพื่อให้สื่อรอดพ้นจาการถูกซื้อกิจการ เพราะไม่มั่นใจว่า เมื่อเปลี่ยนมือไปจากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นคนทำสื่อมืออาชีพแล้ว  สื่อจะยังคงเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณชนอย่างเดิมหรือไม่  จนในที่สุดบริษัทแกรมมี่ก็ยกเลิกการซื้อหุ้น  สาธารณชนจึงสามารถปกป้องสื่อให้รอดพ้นจากการถูกซื้อ การปกป้องสื่อให้รอดพ้นจากการถูกซื้อในครั้งนี้ ก็คือการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชนนั่นเอง</p>
<p>นี่คือตัวอย่างเอกสิทธิของสื่อที่ได้รับการปกป้องจากสาธารณชน  กรณีเช่นนี้ไม่ได้มีแค่เฉพาะสื่อเท่านั้น องค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณะอื่นๆก็มีโอกาสที่จะได้รับการปกป้องจากสาธารณชนในลักษณะนี้เช่นกัน  </p>
<p><strong>ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คงพอจะมองเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า สื่อไม่มีอภิสิทธ์แต่อย่างใด แต่มีเอกสิทธิที่จะได้รับการปกป้องจากสาธารณชนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง  แต่การที่สื่อจะได้รับเอกสิทธิ์เช่นนี้ ย่อมต้องผ่านการทำงานโดยยึดมั่นในกฎหมาย จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และผลประโยชน์แห่งสาธารณชนมาอย่างยาวนาน  เมื่อสาธารณชน ไว้วางใจ ศรัทธาและเชื่อมั่น ก็จะลุกขึ้นมาปกป้องสื่อเอง.</strong></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/91/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/91/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=91&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-right/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-enemy/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-enemy/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 May 2008 07:52:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การทำหน้าที่ของสื่]]></category>
		<category><![CDATA[บทบาทของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Media]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=90</guid>
		<description><![CDATA[การเรียกขานสื่อว่าแมลงวันก็ดี หรือหมาเฝ้าบ้านก็ดี ล้วนแต่มีความหมายในทางที่ดี สะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อ นั่นคือ ในฐานะแมลงวัน เมื่อมีของเน่าเหม็นที่ไหน แมลงวันจะไปตอมที่นั่น อันแสดงนัยให้เห็นว่า เมื่อมีเรื่องไม่ชอบมาพากล มีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น สื่อจะต้องทำหน้าที่เสาะหาข้อเท็จจริงออกมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้ เหมือนแมลงวันไปตอมของเน่าเหม็นให้คนรู้ว่ามีของเน่าเหม็นอยู่ที่นั่น ในฐานะหมาเฝ้าบ้าน สื่อทำหน้าที่ส่งเสียงเตือนผู้คนอันเปรียบเสมือนเจ้าของบ้าน ให้รู้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในสังคม เหมือนหมาเฝ้าบ้านที่ส่งเสียงเห่าเตือนเจ้าของ เมื่อมีคนแปลกหน้ามาบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นโจรผู้ร้ายหรือผู้ไม่หวังดี หากมีการบุกรุกเข้ามาโดยพละการ หมาเฝ้าบ้านก็ไล่กัดไล่งับเอาได้ เพื่อรักษาประโยชน์เจ้าของบ้าน ดังนั้นศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือเจ้าของบ้านก็คือคนแปลกหน้า โจรผู้ร้าย คนไม่ดี ที่มุ่งหวังจะมาขโมยทรัพย์สินของเจ้าของบ้านนั่นเอง บทบาทของสื่อจึงเป็นบทบาทที่สะท้อนข้อเท็จจริงของสังคม ปกปักรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างถูกต้องตรงกับความเป็นจริง สื่อจึงเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของสังคม คอยตรวจตราหาความไม่ชอบมาพากล เมื่อเจอแล้วก็ส่งเสียงเตือนให้ผู้คนรู้ตัว เพื่อแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้ความไม่ชอบมาพากลนั้นสร้างปัญหา และในหลายกรณี สื่อเป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างขันแข็ง ที่กล่าวมานั้น หากเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ของสื่อในปัจจุบัน ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นคำบอกเล่าในตำนาน นิทาน หรือเรื่องแต่ง เพราะบทบาทของสื่อในปัจจุบันไม่ว่า วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อันเป็นสื่อกระแสหลัก ส่วนมากแล้วจะมีบทบาทในการให้ความบันเทิงและการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหมู่มนุษย์ มากกว่าที่จะทำหน้าที่แมลงวันหรือหมาเฝ้าบ้าน ฟาดฟันกับความไม่ชอบมาพากล ความไม่เป็นธรรมในสังคม ผิดกับสื่อสมัยก่อนเป็นอย่างยิ่ง มีคนเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=90&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การเรียกขานสื่อว่าแมลงวันก็ดี หรือหมาเฝ้าบ้านก็ดี  ล้วนแต่มีความหมายในทางที่ดี สะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อ นั่นคือ ในฐานะแมลงวัน เมื่อมีของเน่าเหม็นที่ไหน แมลงวันจะไปตอมที่นั่น  อันแสดงนัยให้เห็นว่า เมื่อมีเรื่องไม่ชอบมาพากล มีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น สื่อจะต้องทำหน้าที่เสาะหาข้อเท็จจริงออกมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้  เหมือนแมลงวันไปตอมของเน่าเหม็นให้คนรู้ว่ามีของเน่าเหม็นอยู่ที่นั่น ในฐานะหมาเฝ้าบ้าน  สื่อทำหน้าที่ส่งเสียงเตือนผู้คนอันเปรียบเสมือนเจ้าของบ้าน ให้รู้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นในสังคม  เหมือนหมาเฝ้าบ้านที่ส่งเสียงเห่าเตือนเจ้าของ เมื่อมีคนแปลกหน้ามาบ้าน  ซึ่งอาจจะเป็นโจรผู้ร้ายหรือผู้ไม่หวังดี  หากมีการบุกรุกเข้ามาโดยพละการ หมาเฝ้าบ้านก็ไล่กัดไล่งับเอาได้ เพื่อรักษาประโยชน์เจ้าของบ้าน  </p>
<p>ดังนั้นศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือเจ้าของบ้านก็คือคนแปลกหน้า โจรผู้ร้าย คนไม่ดี ที่มุ่งหวังจะมาขโมยทรัพย์สินของเจ้าของบ้านนั่นเอง<br />
<span id="more-90"></span><br />
บทบาทของสื่อจึงเป็นบทบาทที่สะท้อนข้อเท็จจริงของสังคม ปกปักรักษาผลประโยชน์สาธารณะ   ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างถูกต้องตรงกับความเป็นจริง  สื่อจึงเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งของสังคม  คอยตรวจตราหาความไม่ชอบมาพากล  เมื่อเจอแล้วก็ส่งเสียงเตือนให้ผู้คนรู้ตัว เพื่อแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้ความไม่ชอบมาพากลนั้นสร้างปัญหา  และในหลายกรณี สื่อเป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างขันแข็ง</p>
<p>ที่กล่าวมานั้น หากเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ของสื่อในปัจจุบัน ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นคำบอกเล่าในตำนาน นิทาน หรือเรื่องแต่ง  เพราะบทบาทของสื่อในปัจจุบันไม่ว่า วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อันเป็นสื่อกระแสหลัก ส่วนมากแล้วจะมีบทบาทในการให้ความบันเทิงและการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหมู่มนุษย์ มากกว่าที่จะทำหน้าที่แมลงวันหรือหมาเฝ้าบ้าน ฟาดฟันกับความไม่ชอบมาพากล ความไม่เป็นธรรมในสังคม ผิดกับสื่อสมัยก่อนเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>มีคนเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก ศัตรูของหมาเฝ้าบ้าน หรือศัตรูของสังคมในปัจจุบันนั้น  มีความแตกต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก  ซึ่งในสมัยก่อนมีตัวตนชัดเจน  ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ  จึงทำให้สื่อมีเป้าหมายในการต่อสู้ฟาดฟันได้เต็มที่  ศัตรูที่ว่าก็ได้แก่  รัฐบาลเผด็จการที่ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม เอารัดเอาเปรียบประชาชน สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม  การฉ้อราษฎร์บังหลวง  รวมไปถึงผู้มีอิทธิพล  การเอารัดเอาเปรียบของบรรดาพ่อค้านายทุนทั้งหลายต่อแรงงานและเกษตรกร  เป็นต้น  ซึ่งสื่อสามารถที่จะขุดคุ้ย ตีแผ่ ฟาดฟันความไม่ดีไม่งามดังกล่าวได้ตรงเป้า  การใช้อำนาจคุกคามบีบคั้นสื่อก็กระทำอย่างตรงไปตรงมา เช่น การสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ปิดแท่นพิมพ์  สั่งจับกุมคุมขังคนทำสื่อ  ดังนั้น ในแง่ของการรับมือกับการคุกคาม สื่อก็สามารถเตรียมตัวรับมือได้  สรุปแล้ว ทั้งหมาเฝ้าบ้านและโจรเข้าบ้าน ต่างก็เห็นตัวกัน แยกแยะกันได้อย่างชัดเจน</p>
<p>แต่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว  โจรเข้าบ้านไม่ได้ปรากฏตัวอย่างชัดเจน  บางครั้งก็แปลงกายปะปนเข้ามากับคนในบ้าน  บางครั้งก็ปลอมตัวเป็นเจ้าบ้าน  หรือบางคราวคนที่เข้ามาอาศัยในบ้านกลายเป็นโจรเสียเอง  ทำให้หมาเฝ้าบ้านไม่สามารถแยกแยะโจรกับเจ้าของบ้านและคนในบ้านได้อย่างชัดเจนอีกต่อไป  </p>
<p>การใช้อำนาจรัฐในการข่มขู่คุกคามสื่อก็ไม่ได้ใช้รูปแบบเดิมๆอีกแล้ว ปัจจุบันไม่มีการสั่งปิดสื่อ แท่นพิมพ์ หรือจับกุมคุมขังคนทำสื่ออีกแล้ว  หากแต่ใช้วิธีใหม่ในการข่มขู่คุกคาม  เช่น อาจใช้อำนาจผ่านหน่วยงานของรัฐที่มีงบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ  ให้งดการสนับสนุนสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล หรือ วิธีการอื่นใดที่จะทำให้สื่อไม่สามารถต่อกรได้อย่างตรงๆ</p>
<p>การทุจริตคอรัปชั่นแม้จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง  แต่ก็ไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้ให้สื่อสามารถขุดคุ้ยออกมาตีแผ่ได้  และถึงแม้สื่อจะทำหน้าที่ตีแผ่เรื่องราวออกมาให้สังคมได้รับรู้  ผู้ที่กระทำการทุจริตก็มีวิธีการรับมือกับปัญหาได้อย่างดี มีกระบวนการโต้แย้งเพื่อล้างมลทินให้ตัวเองได้อย่างแนบเนียน กระบวนดังกล่าวนั้นก็รวมไปถึงการใช้สื่อตอบโต้สื่อ สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวเอง</p>
<p>นี่อาจเรียกได้ว่า ศัตรูของหมาเฝ้าบ้านมีความลื่นไหล  เปลี่ยนสี แปลงกาย  ปรับพฤติกรรมให้เหมือนคนปกติหรือเจ้าของบ้านได้ใกล้เคียงขึ้นมาก  จนกระทั่งหมาเฝ้าบ้านไม่สามารถแยกแยะได้  หรือแยกแยะได้ก็ต่อเมื่อสายเกินไป เพราะโจรได้ยกเค้าทรัพย์สินในบ้านไปหมดแล้ว  แต่ก่อนโจรผู้ร้ายแสดงความเป็นศัตรูกับหมาเฝ้าบ้านโดยชัดเจน หาทางที่จะทำร้ายให้ตาย บาดเจ็บ หรือเข็ดหลาบ  แต่โจรในปัจจุบันอาจแสดงความเป็นมิตรกับหมาเฝ้าบ้าน  ทำให้การระแวดระวังลดน้อยลง</p>
<p>สื่อก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับหมาเฝ้าบ้าน  คือเจอกับสัตรูที่ลื่นไหล  บางครั้ง สื่อเองก็กลายเป็นเครื่องมือหรือกระบอกเสียงของบรรดาศัตรูที่ลื่นไหลไปโดยไม่รู้ตัว  เพราะนอกจากจะลื่นไหลแล้ว ศัตรูยังฉลาดหลักแหลม รู้ทันสื่อ จนสามารถใช้วิธีการ “ลับ ลวง พราง” ให้สื่อตกเป็นเครื่องมือได้โดยไม่ทันระวังตัวก็มี</p>
<p>ข้อนี้มองไปก็เห็นได้ไม่ยากนัก นั่นคือ สื่อทั้งหลายในปัจจุบัน ได้ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไปแล้ว  โดยนักการเมืองอาศัยการทำหน้าที่ของสื่อ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเอง  ทั้งๆที่หลายกรณีเห็นว่าสิ่งที่นักการเมืองพูดนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร ในหลายครั้งหลายคราว แม้นักการเมืองจะด่าสื่ออย่างรุนแรงแบบไม่เกรงใจ แต่สื่อก็ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงอยู่เสมอๆ  โดยถ่ายทอดคำพูดเหล่านั้นแทบจะทุกคำ </p>
<p>หรือว่า ในยุคดิจิตอลนี้  ทั้งหมาเฝ้าบ้านและสื่อไทยจะเจอศัตรูที่ลื่นไหลเข้าจริงๆแล้ว?</p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/90/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/90/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=90&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/14/media-enemy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ความเห็นเรื่องสื่อ : เมื่อผมไม่เห็นด้วยกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ จักรภพ เพ็ญแข</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/13/political-media/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/13/political-media/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 May 2008 08:30:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[จักรภพ เพ็ญแข]]></category>
		<category><![CDATA[สนธิ ลิ้มทองกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>
		<category><![CDATA[Kosol Anusim]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=89</guid>
		<description><![CDATA[กรณีนักวิชาการอาวุโสสองท่าน คือ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำจดหมายเปิดผนึก เตือนสติสื่อว่า อย่าใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ยุยงให้เกลียดชังกัน ยั่งยุให้เกิดความรุนแรง โดยไม่ระบุว่าเป็นสื่อใด ดังที่สังคมได้รับรู้และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อมาอยู่ในขณะนี้นั้น เมื่ออ่านแล้วและตีความตามเนื้อหาที่ท่านอาจารย์ทั้งสองได้กล่าวไว้ ผม (ไม่เกี่ยวกับท่านอาจารย์ทั้งสองหรือใครคนใด) เข้าใจว่า สื่อดังกล่าวก็คือสื่อในเครือผู้จัดการ ของ สนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มาจนถึงปัจจุบันที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และสื่อในเครือผู้จัดการที่มีบทบาทเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองของพันธมิตรฯ ก็คือ ASTV News1 และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน รวมถึงเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการด้วย การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เป็นเจ้าของ ได้ประกาศโดยเปิดเผยแล้วว่า ตนเลือกที่จะยืนอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทย ที่เว้นวรรคไปหลังการรัฐประหาร 9 กันยายน 2549 และกลับมาอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง 23 มกราคม [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=89&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กรณีนักวิชาการอาวุโสสองท่าน คือ <strong>ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์</strong> แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ <strong>ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ </strong>แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำจดหมายเปิดผนึก เตือนสติสื่อว่า อย่าใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ยุยงให้เกลียดชังกัน ยั่งยุให้เกิดความรุนแรง  โดยไม่ระบุว่าเป็นสื่อใด ดังที่สังคมได้รับรู้และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อมาอยู่ในขณะนี้นั้น</p>
<p>เมื่ออ่านแล้วและตีความตามเนื้อหาที่ท่านอาจารย์ทั้งสองได้กล่าวไว้ ผม (ไม่เกี่ยวกับท่านอาจารย์ทั้งสองหรือใครคนใด) เข้าใจว่า สื่อดังกล่าวก็คือสื่อในเครือผู้จัดการ  ของ<strong> สนธิ ลิ้มทองกุล</strong> หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่สมัย <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</strong> เป็นนายกรัฐมนตรี มาจนถึงปัจจุบันที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และสื่อในเครือผู้จัดการที่มีบทบาทเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองของพันธมิตรฯ ก็คือ ASTV News1 และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน รวมถึงเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการด้วย</p>
<p>การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เป็นเจ้าของ ได้ประกาศโดยเปิดเผยแล้วว่า ตนเลือกที่จะยืนอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทย  ที่เว้นวรรคไปหลังการรัฐประหาร 9 กันยายน 2549 และกลับมาอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง 23 มกราคม 2551 ในชื่อพรรคพลังประชาชนและมี<strong>นายสมัคร สุนทรเวช </strong>เป็นตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  ดังนั้น พันธมิตรประชาธิปไตย สนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อในเครือผู้จัดการจึงกลับมาดำเนินงานทางการเมืองต่อ ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว<br />
<span id="more-89"></span><br />
โดยส่วนตัว แม้ผมจะไม่รู้จักกับ สนธิ ลิ้มทองกุล แต่ผมก็ชื่นชมแนวคิดในการสร้างและพัฒนาสื่อของไทย  ที่ต้องการจะสร้างเครือข่ายการสื่อสารไทยให้ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียและก้าวไปสู่ระดับโลก แม้จะพบกับปัญหาในช่วงวิกฤติปี 2540 จนต้องยุติโครงการนั้นลง  แต่ความคิดความฝันของเขาได้ทิ้งร่องรอยไว้ในสังคมไทย ซึ่งต่อไปภายหน้า อาจมีคนรุ่นใหม่มาสานต่อความคิดในการสร้างเครือข่ายสื่อสารของคนไทยจนสำเร็จก็ได้</p>
<p>แม้ว่าผมจะชื่นชมเขาในเรื่องดังกล่าว แต่ในการที่นำสื่อเข้าไปเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ผมไม่เห็นด้วย  การเลือกข้างของสื่อมีสิทธิ์ที่จะทำได้ก็จริงอยู่ แต่มันหมิ่นเหม่ต่อการเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนอีกกลุ่มหนึ่ง  แม้จะไม่โดยตรงแต่ก็อาจจะเป็นไปโดยอ้อม  และอาจทำให้ภาพสะท้อนที่ปรากฏผ่านสื่อมีความบิดเบี้ยวผิดไปจากความเป็นจริงได้  ดังที่เกิดขึ้นในกรณี วิทยุชุมชนเจ้าฟ้า เอฟเอ็ม 97.75 ที่เผยแพร่คำพูดในเชิงปลุกปั่นให้ใช้ความรุนแรงต่อ <strong>โชติศักดิ์ อ่อนสูง</strong> ที่ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง  แต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบและยุติการจัดรายการวิทยุดังกล่าวแล้ว[<a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000054449">อ่านที่นี่</a>]</p>
<p>นี่กระมังที่นักวิชาการอาวุโสทั้งสองท่านได้ทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องและเตือนสื่อให้เลิกเป็นเครื่องมือในการยุยงให้เกิดความรุนแรง  ในประเด็นนี้ ผมเห็นด้วยว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นได้ แม้จะโดยไม่ตั้งใจก็ตาม ดังนั้น หากใครเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลิกใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมก็ขอร่วมเรียกร้องด้วย</p>
<p>เมื่อผมไม่เห็นด้วยกับ <strong>สนธิ ลิ้มทองกุล</strong> ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ <strong>จักรภพ เพ็ญแข </strong>รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเมื่อผมเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลิกใช้สื่อในเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมก็เรียกร้องให้ จักรภพ เพ็ญแข เลิกใช้อำนาจในการคุกคามสื่อ (แม้จะเป็นสื่อรัฐบาล) ด้วย</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชม จักรภพ เพ็ญแข ในช่วงกาลที่เขาทำงานด้านสื่อ โดยเฉพาะการวิเคราะห์เรื่องราวของต่างประเทศนั้น เขาได้ให้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่ลึกและกว้าง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  การทำหน้าที่ในฐานะสื่อของเขานั้น ถือได้ว่า เป็นคนที่มีคุณภาพน่าชื่นชมคนหนึ่ง ในบรรดาสื่อทั้งหลายที่ทำหน้าที่ในสังคมไทย</p>
<p>เมื่อเขามาเป็นนักการเมือง ภาพที่เคยมีในสมัยเป็นคนทำสื่อได้หายวับไปในทันที  เขากลายเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐที่มีทีท่าเป็นลบกับสื่อตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  คำพูดที่จะ “จัดระบบสื่อ” หรือ “จัดระเบียบสื่อ” หรือ “ปฏิรูปสื่อ”  หรือพูดในลักษณะจะสั่งให้สื่อทำอย่างนั้น ไม่ให้ทำอย่างนี้  นับว่าเป็นท่าทีที่คุกคาม  ล่าสุดได้พูดถึงการสั่งไม่ให้สื่อของรัฐเสนอข่าวเรื่องการปฏิวัติ  จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม เป็นการคุกคามสื่อโดยตรง เพราะแม้จะเป็นสื่อของรัฐ แต่สื่อก็ต้องทำหน้าที่ของสื่อ คือสะท้อนความเป็นจริง นำเสนอข้อเท็จจริงโดยไม่ถูกบังคับหรือสั่งการโดยอำนาจใด</p>
<p>เมื่อผมเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลิกใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมก็เรียกร้อง จักรภพ เพ็ญแข เลิกคุกคามสื่อด้วย ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นสื่อของรัฐหรือสื่อที่ไม่ใช่ของรัฐก็ตาม  และก็เรียกร้องอย่าได้ใช้อำนาจบังคับให้สื่อของรัฐเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเพียงอย่างเดียว โดยไม่เปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ติติง รัฐบาล  เพราะนั่นคือหน้าที่ของสื่อ</p>
<p>จักรภพ เพ็ญแข พูดอยู่เสมอว่า เขามาจากการเลือกตั้ง มาโดยระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เผด็จการ  แต่การแสดงความคิดเห็นและการกระทำของเขานั้น ก่อให้เกิดความสงสัยจากสังคมว่าเขาได้กระทำสวนทางกับประชาธิปไตยที่เขาอ้างถึง ดังมีคำถาม คำวิพากษ์วิจารณ์ ปรากฏตามสื่อเป็นอันมาก มีการเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่เขาบอกว่ามาจากเผด็จการ คือรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ก็ยังไม่มีการใช้อำนาจเท่ากับรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยที่จักรภาพ เพ็ญแข มีส่วนร่วมอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p>หากจะตำหนิสนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่แตะต้อง จักรภพ เพ็ญแข ผมคิดว่าไม่ยุติธรรม หากเรียกร้องต่อสนธิ ลิ้มทองกุล ให้เลิกใช้สื่อเป็นเครื่องมือในทางการเมือง โดยไม่เรียกร้องต่อ จักรภพ เพ็ญแข เลิกใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือรัฐบาล ก็ไม่เป็นการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ผมจึงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายปล่อยให้สื่อทำหน้าที่ของสื่อโดยอิสระอย่างแท้จริง.</p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/89/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=89&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/13/political-media/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>แปลงโฉมสู่เว็บ Web 2.0 การปรับตัวของ Bangkokbiznews.com</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/11/bangkokbiznews/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/11/bangkokbiznews/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 May 2008 22:37:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิตอลมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkokbiznews.com]]></category>
		<category><![CDATA[New Media]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่พัฒนาไปสู่การสื่อสารสองทางที่ผู้รับสารสามารถโต้ตอบกลับได้ทันที ผ่านการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และตัวเว็บไซต์เองก็เป็นสื่ออีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของสื่อหลักๆดังกล่าว นั่นคือ การกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางขึ้น อายุข่าวสารยาวนานขึ้น และ ผู้รับสามารถสื่อสารกลับในฉับพลัน ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไม่สามารถทำได้ พัฒนาการของเว็บไซต์ที่ปรากฏโฉมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกเรียกขานกันว่า Web 1.0 ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในแบบสื่อสารทางเดียว ผู้ส่งสารกำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ ต่อมาพัฒนาเป็นเว็บ 2.0 ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และรับข้อมูลข่าวสารจากผู้รับสารด้วย แม้ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสารเป็นเบื้องต้น แต่ผู้รับสารก็มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาเป็นลำดับต่อมา ผ่านการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวสารที่รับรู้ได้โดยทันที ดังนั้น Web 2.0 จึงเป็นการสื่อสารสองทาง และเป็นการร่วมกันสร้างเนื้อหาระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร นอกเหนือจากการให้ข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันด้วย เว็บไซต์ในยุค 1.0 ได้ปรับตัวเข้าสู่เว็บในยุค 2.0 กันเป็นจำนวนมาก และการก่อเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) เป็นขั้นตอนพัฒนาการของ Web 2.0 ที่สมบูรณ์แบบ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=83&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-86" style="border:0 none;float:left;margin:15px 10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/bkkbiznews2.jpg?w=314&#038;h=186" alt="" width="314" height="186" />ปัจจุบันการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่พัฒนาไปสู่การสื่อสารสองทางที่ผู้รับสารสามารถโต้ตอบกลับได้ทันที ผ่านการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และตัวเว็บไซต์เองก็เป็นสื่ออีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของสื่อหลักๆดังกล่าว นั่นคือ การกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางขึ้น อายุข่าวสารยาวนานขึ้น และ ผู้รับสามารถสื่อสารกลับในฉับพลัน ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไม่สามารถทำได้</p>
<p style="text-align:justify;">พัฒนาการของเว็บไซต์ที่ปรากฏโฉมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกเรียกขานกันว่า Web 1.0 ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในแบบสื่อสารทางเดียว ผู้ส่งสารกำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ ต่อมาพัฒนาเป็นเว็บ 2.0 ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และรับข้อมูลข่าวสารจากผู้รับสารด้วย แม้ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสารเป็นเบื้องต้น แต่ผู้รับสารก็มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาเป็นลำดับต่อมา ผ่านการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวสารที่รับรู้ได้โดยทันที ดังนั้น Web 2.0 จึงเป็นการสื่อสารสองทาง และเป็นการร่วมกันสร้างเนื้อหาระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร นอกเหนือจากการให้ข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันด้วย</p>
<p style="text-align:justify;"><span id="more-83"></span></p>
<p style="text-align:justify;">เว็บไซต์ในยุค 1.0 ได้ปรับตัวเข้าสู่เว็บในยุค 2.0 กันเป็นจำนวนมาก และการก่อเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) เป็นขั้นตอนพัฒนาการของ Web 2.0 ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของสื่อ (บล็อก) เป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสาร และเป็นผู้ส่งสารในคราวเดียวกัน นำไปสู่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น</p>
<p style="text-align:justify;">เว็บไซต์เป็นจำนวนมาก นอกจากจะปรับตัวไปเป็นเว็บ 2.0 แล้ว ยังได้สร้างบล็อกขึ้นมาเป็นส่งหนึ่งของเว็บไซต์ด้วย โดยให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้พื้นที่ในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารโดยอิสระภายใต้ข้อตกลงร่วมกันที่กำหนดเป็นกติกาไว้กว้างๆ ซึ่งเว็บไซต์ของสื่อไทยที่ก้าวล้ำนำหน้ารายอื่นๆที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ และตามมาด้วยเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คือ <a href="http://www.bangkokbiznews.com/">www.bangkokbiznews.com</a> ก็เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่ปรับตัวเข้าสู่ Web 2.0 เต็มรูปแบบ</p>
<p style="text-align:justify;">หากเป็นขาประจำของเว็บไซต์ Bangkokbiznews.com คงสังเกตเห็นว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Bangkokbiznews.com ได้ปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปจากเดิม นอกจากการนำเสนอข่าวตามปกติแล้ว ยังเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆเข้ามาเสริม และสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อให้บล็อกเกอร์ซึ่งประกอบไปด้วยบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวในเครือเสนอบทความและข่าวสารต่างๆ ทั้งยังมีคอลัมนิสต์และผู้นำองค์กรธุรกิจเขียนบล็อกในส่วนของ <a href="http://newsroom.bangkokbiznews.com/more.php?cate=67">CEO BLOG </a>โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการธุรกิจ</p>
<p style="text-align:justify;">เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ การดึงข่าวจากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ในเครือได้แก่ <a href="http://www.bangkokbizweek.com">BIZWEEK</a> และประเด็นสำคัญๆจากบล็อก <a href="http://www.oknation.net/blog">Oknation.net</a> ที่มีเนื้อหาหลากหลายโดยบล็อกเกอร์ที่มีทั้งผู้สื่อข่าวในเครือเนชั่นและบุคคลภายนอก เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ เพิ่มเติมเนื้อหา แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ ผ่านช่องทางแสดงความคิดเห็นต่อท้าย ทุกข่าว ทุกประเด็น ทุกบทความ อันเป็นลักษณะจำเพาะของเว็บ 2.0</p>
<p style="text-align:justify;">การเปลี่ยนแปลงทั้งรูปลักษณ์และเนื้อหาของ Bangkokbiznews.com ครั้งนี้ นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของเว็บไซต์ข่าว เป็นการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารของคนในยุคจิติตอล ที่บริโภคข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น แม้จะเป็นการให้เปล่าแต่ก็เป็นช่องทางในการสร้างรายของสื่อได้ที่นับวันแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะบรรดาเจ้าของสินค้าทั้งหลายให้ความสำคัญกับการโฆษณาออนไลน์ โดยตัวเลขการใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์เพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้น การปรับตัวของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับโฆษณาออนไลน์นั้นด้ว</p>
<p style="text-align:justify;">ความโดดเด่นของ Bangkokbiznews.com ก็คือ เนื้อหาที่มีความหลากหลาย แยกแยะเป็นหมวดหมู่ ประกอบไปด้วย ข่าว บทความ บทวิเคราะห์ และบล็อก ที่ตอบสนองความต้องการในการบริโภคข่าวสารของผู้อ่านทุกระดับทุกความต้องการ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ Bangkokbiznews.com คือสื่อออนไลน์ในเครือเนชั่น ที่มีสื่ออยู่ในเครือครอบคลุมทุกแขนง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์นั้นมีทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ มีนิตยสารทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ มีสิ่งพิมพ์ในเครือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนั้น จึงสามารถดึงเนื้อหาจากสื่อออนไลน์ของสื่อต่างๆในเครือ มานำเสนอผ่าน Bangkokbiznews.com ได้อย่างไม่จำกัด เสริมความแข็งแกร่งให้ Bangkokbiznews.com เป็นศูนย์กลางของสื่อออนไลน์ในเครือไปโดยปริยาย</p>
<p style="text-align:justify;">หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่ก่อตั้งมานาน มีฐานผู้อ่านแข็งแกร่ง ได้รับการเชื่อถือจากผู้บริโภคข่าวสาร การสร้างบล็อกให้ผู้นำองค์กรธุรกิจระดับ CEO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจเข้ามาเป็นบล็อกเกอร์ บอกเล่าความคิด และประสบการณ์เรื่องบริหารจัดการธุรกิจ นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจยิ่ง เพราะการที่สื่อสามารถดึงเอาผู้บริหารเหล่านี้เข้ามามีส่วนในการสร้างเนื้อหา ก็นับว่าสื่อได้รับการยอมรับจากบรรดาบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจเหล่านี้ และเนื้อหาที่บรรดา CEO ทั้งหลายนำเสนอใน CEO BLOG ก็จะเป็นพลังดึงดูความสนใจของผู้ต้องการข่าวสารความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ ให้เข้ามารับรู้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจำนวนผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จะเป็นดัชนีที่นำไปสู่การบริหารจัดการด้านการตลาดของเว็บไซต์ได้อย่างดียิ่ง</p>
<p style="text-align:justify;">การปรับตัวเข้าสู่ Web 2.0 ของ Bangkokbiznews.com จึงเป็นไปเพื่อทั้งตัวผู้บริโภคและตัวสื่อเอง กล่าวคือ</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>ในส่วนของผู้บริโภค</strong> ได้รับเนื้อหาที่หลากหลายให้เลือกตรงตามความต้องการของตนเอง ทั้งยังใช้เป็นเวทีในการเสนอความคิดเห็น ทั้งในแง่การโต้แย้งและเห็นด้วยในประเด็นต่างๆที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในส่วนของข่าวนั้นมีการเพิ่มเติมข่าวใหม่ตามสถานการณ์ตลอดเวลา ทำให้ผู้บริโภครับรู้ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆทั่วโลกได้ทันเวลา</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>ในส่วนของสื่อ</strong> ได้สร้างความแข็งแกร่งของการนำเสนอข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์โดยใช้เครือข่ายการสื่อสารในเครือให้เกิดประโยชน์ร่วมกันมากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคข่าวสารอย่างเต็มที่ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางหรือประตูในการนำผู้บริโภคเข้าไปสู่สื่ออื่นๆในเครือได้อย่างดียิ่ง และเป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของโฆษณาสื่อออนไลน์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต</p>
<p style="text-align:justify;">การปรับตัวเข้าสู่เว็บ 2.0 ของ Bangkokbiznews.com จึงตอบสนองความต้องการทั้งของผู้บริโภคข่าวสารและตัวสื่อเอง นับได้ว่าผู้บริหารสื่อที่เป็นเจ้าของ Bangkokbiznews.com มองเห็นความสำคัญของสื่อออนไลน์ที่จะต้องพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวย่อมจะเกิดแก่ทั้งสองฝ่าย</p>
<p style="text-align:justify;">โปรดสังเกต เว็บ 2.0 อย่าง Yahoo,Google,Hi5,Facebook,Sanook,Pantip และ ฯลฯ ล้วนแต่ให้เปล่าทั้งสิ้น แต่เจ้าของสื่อล้วนแต่ร่ำรวยจากการให้บริการฟรีดังกล่าว เพราะช่องทางในการแสวงหารายได้ของสื่อก็มีมากเช่นกัน จึงเชื่อแน่ว่า การปรับตัวสู่ Web 2.0 ของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ ผู้บริหารเครือเนชั่นซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ มีคำตอบสำหรับอนาคตไว้เรียบร้อยแล้ว</p>
<p style="text-align:justify;">ผลจากการปรับตัวของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นต้นแบบให้สื่อออนไลน์ของสื่อรายอื่นๆได้ขยับเคลื่อนไหวตาม ประโยชน์ก็จะได้แก่ผู้บริโภคสื่อเบื้องต้น และตกแก่สื่อในลำดับถัดมา ในที่สุดทั้งผู้บริโภคและสื่อก็จะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่่าย.</p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/83/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/83/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=83&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/11/bangkokbiznews/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/bkkbiznews2.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>เมื่อสื่อถูกใช้ปั้นน้ำเป็นตัว อะไรจะขึ้นกับคนและสังคม</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/07/media-and-violent/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/07/media-and-violent/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 May 2008 22:55:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อกับความรุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อวิทยุ]]></category>
		<category><![CDATA[Media and Violent]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเช้าวันนี้ (7 พฤษภาคม 2551) ผมฟังวิทยุคลื่น 96.5 อสมท. รายการ &#8220;เช้าทันโลก&#8221; ขณะขับรถบนท้องถนนอันแออัดด้วยรถยนต์ของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาหกโมงครึ่งถึงเจ็ดโมง และกลับมาฟังซ้ำที่เว็บไซต์ MCOT  ในตอนเย็น ผู้ดำเนินรายการคือ คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ได้พูดคุยกับ    ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง Big Story ประเด็นที่พูดคุยกันก็คือ &#8220;สื่อมวลชนกับความรุนแรง&#8221; ฟังแล้วได้เห็นอิทธิพลของสื่อที่มีต่อความคิดและพฤติกรรมของคนชัดเจนขึ้น ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นนักวิชาการที่เผยแพร่แนวคิดอหิงสา หรือการต่อสู้ด้วยสันติวิธี (Non-Violent) ต่อต้านการใช้ความรุนแรง ซึ่งบทบาทของอาจารย์ชัยวัฒน์ที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องความคิดอหิงสาอีกคนหนึ่งของสังคมไทย ประเด็นที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้พุดคุยกับคุณกรรณิการ์ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันสำคัญของสื่อ ในการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนให้เกิดการใช้ความรุนแรงได้ โดยได้ยกตัวอย่างสื่อในประเทศระวันดา ในปี 1994โดยเฉพาะวิทยุที่ได้เผยแพร่ข่าวสารคำพูดปลุกเร้าให้เกิดการเกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ได้บอกเล่าถึงการตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในประเทศระวันดา ปี 2003 เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว ศาลได้ตัดสินให้ผู้ประกาศข่าววิทยุ 2 คนกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ 1 คน ข้อหามีความผิดฐานยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เผ่าตุ๊ดซี่กลุ่มน้อยมีอำนาจปกครอง กับอูตูซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่แต่ไม่มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งในระยะเวลาไม่นานชนเผ่าอูตูลุกขึ้นมาฆ่าฟันชาวตุ๊ดซี่ตายไปเป็นจำนวนมาก [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=79&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong></strong><strong></strong></p>
<p><img class="alignright size-medium wp-image-82" style="float:right;border:0;margin:20px 10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/thudecember2003-11-28-35-big4.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" />เมื่อเช้าวันนี้ (7 พฤษภาคม 2551) ผมฟังวิทยุคลื่น 96.5 อสมท. รายการ &#8220;เช้าทันโลก&#8221; ขณะขับรถบนท้องถนนอันแออัดด้วยรถยนต์ของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาหกโมงครึ่งถึงเจ็ดโมง และกลับมาฟังซ้ำที่เว็บไซต์ <a href="http://radio.mcot.net/fm965/">MCOT</a>  ในตอนเย็น ผู้ดำเนินรายการคือ คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ได้พูดคุยกับ    ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง Big Story ประเด็นที่พูดคุยกันก็คือ &#8220;สื่อมวลชนกับความรุนแรง&#8221; ฟังแล้วได้เห็นอิทธิพลของสื่อที่มีต่อความคิดและพฤติกรรมของคนชัดเจนขึ้น</p>
<p>ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นนักวิชาการที่เผยแพร่แนวคิดอหิงสา หรือการต่อสู้ด้วยสันติวิธี (Non-Violent) ต่อต้านการใช้ความรุนแรง ซึ่งบทบาทของอาจารย์ชัยวัฒน์ที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องความคิดอหิงสาอีกคนหนึ่งของสังคมไทย</p>
<p>ประเด็นที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้พุดคุยกับคุณกรรณิการ์ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันสำคัญของสื่อ ในการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนให้เกิดการใช้ความรุนแรงได้ โดยได้ยกตัวอย่างสื่อในประเทศระวันดา ในปี 1994โดยเฉพาะวิทยุที่ได้เผยแพร่ข่าวสารคำพูดปลุกเร้าให้เกิดการเกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ได้บอกเล่าถึงการตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในประเทศระวันดา ปี 2003 เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว ศาลได้ตัดสินให้ผู้ประกาศข่าววิทยุ 2 คนกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ 1 คน ข้อหามีความผิดฐานยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์</p>
<p><span id="more-79"></span></p>
<p>เผ่าตุ๊ดซี่กลุ่มน้อยมีอำนาจปกครอง กับอูตูซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่แต่ไม่มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งในระยะเวลาไม่นานชนเผ่าอูตูลุกขึ้นมาฆ่าฟันชาวตุ๊ดซี่ตายไปเป็นจำนวนมาก มีการสัมภาษณ์คนลงมือฆ่าฟันคนอื่นว่าวิทยุมีส่วนทำให้ลุกขึ้นมาทำการดังกล่าวหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือ จำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่า ได้รับอิทธิพลจากวิทยุ และ 42 เปอร์เซ็นต์บอกว่าทำเพื่อชาติ</p>
<p>อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ยกตัวอย่างคำพูดของผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุ ที่พูดปลุกเร้าให้คนอูตูเกลียดชังคนตุ๊ดซี่ โดยตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรู หรือเป็น &#8220;แมลงสาบ&#8221; จึงต้องถูกจำกัด การตอกย้ำซ้ำๆทำให้ผู้ฟังคล้อยตาม ลุกขึ้นมากระทำการฆ่าฟันคนอื่นอย่างโหดเหี้ยม โดยถือว่าเป็นการฆ่าฟันศัตรู ทำเพื่อประเทศชาติ จนสถานีวิทยุดังกล่าวได้รับการเรียกขานว่าเป็นสถานีวิทยุแห่งความตาย</p>
<p>เหตุการณ์ในประเทศระวันดาที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้บอกเล่ามานั้น ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า การใช้สื่อในลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นกับสังคมอื่นๆหรือไม่ คำตอบก็คือ มีอยู่เสมอมา มากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกัน แม้แต่ในประเทศไทยก็มีการใช้สื่อในลักษณะที่ว่านี้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2519 ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งความจริงดังกล่าวเราไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะหลักฐานปรากฏชัดเจน เว้นเสียแต่เราจะไม่ยอมรับในความจริงดังกล่าว</p>
<p>แล้วปัจจุบันนี้ มีโอกาสหรือไม่ที่จะมีการใช้สื่อในลักษณะดังกล่าวในสังคมไทย นั่นคือ การสร้างความรู้สึกเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่ชน จนมองกันเป็นศัตรูที่จะต้องกำจัดไปให้พ้น โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของชาติ ซึ่งทำให้คนสามารถที่จะลุกขึ้นมากระทำต่ออีกฝ่ายหนึ่งได้โดยรู้สึกว่ามีความชอบธรรม ดังที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย และที่เกิดขึ้นในระวันดา รวมถึงที่อื่นๆอีกซึ่งทำให้มีผู้สูญเสียนับไม่ถ้วน</p>
<p>การกระทำของสื่อหรือการใช้สื่อในลักษณะเช่นนี้ ไม่ต่างจากการสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาหลอกลวงผู้คน โดยอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่เรื่องเท็จนั้นในรูปของข่าวสาร การกระทำดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะการปั้นน้ำเป็นตัว เสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวเพื่อเป้าหมายที่ถูกจัดวางไว้แล้ว ลักษณะเช่นนี้ปัจจุบันมีอยู่ในสังคมไทยหรือไม่ หรือมีแนวโน้มที่จะใช้สื่อเป็นไปในลักษณะนั้นหรือไม่ จำเป็นที่เราคือคนไทยทั้งหลายจะต้องใช้สติปัญญาพิจารณาให้ดี ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อสื่อ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่ใช้สื่อ ไม่ว่าจะจากฝ่ายที่มีอำนาจทางการเมือง หรือฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง</p>
<p>โดยลำพังตัวของสื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทใด ตามทฤษฎีของการสื่อสารนั้น สื่อมีหน้าที่พื้นฐานอยู่ 4 อย่าง นั่นคือ การให้ข้อมูลข่าวสาร การให้ความรู้ การให้ความบันเทิง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งโดยหลักการของการทำหน้าที่ดังกล่าว ก็ล้วนแต่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับทั้งสิ้น</p>
<p>แต่ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ ข่าวสาร หรือข้อมูล หรือความรู้ หรือถ้อยคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อนั้น สร้างความโน้มเอียงไปทางหนึ่งทางใดหรือไม่ ผู้ส่งสารหรือผู้ใช้สื่อมีจุดประสงค์จำเพาะเจาะจงที่จะทำผู้ฟังให้เกิดการคล้อยตามจนลุกขึ้นมาทำพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดตามความต้องการของตนหรือไม่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในระวันดา โดยการส่งสารซ้ำๆอยู่ตลอดเวลา ตอกย้ำให้ผู้ฟังรับรู้อยู่ทุกวัน ให้มองผู้อื่นเป็นศัตรู หรือเป็น แมลงสาบที่จะต้องกำจัดให้สิ้นซาก แม้ผู้นั้นจะเป็นเพื่อนบ้านที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก จนนำไปสู่การฆ่าฟันอย่างน่าสยดสยองที่ช็อกคนทั่วโลก</p>
<p>หากยอมรับความจริงก็จะเห็นว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการใช้สื่อในลักษณะดังกล่าวอยู่ด้วย แม้จะยังไม่ถึงขนาดปลุกเร้าให้มองอีกฝ่ายเป็นศัตรู เป็นแมลงสาบ เป็นปิศาจที่ต้องกำจัดออกไปให้พ้นจากโลกก็ตาม แต่ก็น่าเป็นห่วงว่า เมื่อความขัดแย้งไม่สามารถแก้ไขได้ สื่อจะถูกใช้ไปในทางที่โน้มน้าวให้ผู้ฟังเกลียดชังอีกฝ่ายมากขึ้นก็เป็นได้</p>
<p>ที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ ปัจจุบันสื่อได้รับการพัฒนาให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และปราศจากการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสื่อทางเลือกคือ วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี แม้กระทั่งแผ่น ซีดี วีซีดี ดีวีดี ก็เป็นสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างได้ผล สื่อต่างๆเหล่านี้กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ ผู้ใช้สื่อซึ่งก็คือเจ้าของหรือผู้มีอำนาจในการกำหนดเนื้อหาต่างมีอิสระในการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะยืนอยู่กับฝ่ายที่ตนเห็นด้วย ดังนั้น จึงง่ายต่อการใช้ไปในการปลุกเร้าเพื่อสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น จนนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงในสังคม</p>
<p>ประเด็น &#8220;การปั้นน้ำเป็นตัว&#8221; ของสื่อที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อ 30 กว่าปีก่อนจนนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคมอันโหดร้ายนั้น แม้สื่อจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่สื่อก็ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปลุกเร้าให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงนั้น สร้างความรู้สึกให้ผู้กระทำคิดว่าตนทำในสิ่งที่ถูกต้องทำนองเดียวกับชาวอูตูลุกขึ้นมาฆ่าฟันชาวตุ๊ดซี่ในเหตุการณ์ที่ระวันดา ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนไทย โปรดได้ใช้สื่อและรับสื่ออย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิต ทรัพย์สินของผู้คนและสังคมไทย.</p>
<p style="text-align:center;">&#8230;</p>
<p style="text-align:center;">(ภาพประกอบ : เหตุการความรุนแรงเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 จาก www.2519.net)</p>
<h2 class="r"><a class="l" href="http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=6&amp;s_id=3&amp;d_id=3"></a></h2>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=79&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/07/media-and-violent/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/thudecember2003-11-28-35-big4.jpg?w=300" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>Citizen Journal : Natayaa Blog-ปากเสียงของคนไทยในต่างแดน</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/30/natayaa-blog-journal-reporter/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/30/natayaa-blog-journal-reporter/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Apr 2008 06:47:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[คนไทยในอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[นักข่าวพลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อภาคพลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[Citizen Journal]]></category>
		<category><![CDATA[Citizen Reporter]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=66</guid>
		<description><![CDATA[บล็อก (Blog) เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองการสื่อสารของปัจเจกชนที่หาทางออกจากข้อจำกัดในการสื่อสารผ่านสื่อหลักๆ บล็อกทำให้ปัจเจกชนสามารถสร้างสื่อ (Media) และควบคุมเนื้อหา (Content) ได้เองอย่างเบ็ดเสร็จ ในกระบวนการสื่อสารทั้งหมด ปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ที่เป็นเจ้าของบล็อก เป็นผู้กำกับควบคุมทุกขั้นตอน บล็อกจึงเป็นหนึ่งในสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) และปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ก็คือผู้สื่อข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อ ผู้ส่งสาร และผู้ควบคุมหรือผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ดังนั้น จึงสะท้อนตัวตน บุคลิก ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ต่อเหตุการณ์และสิ่งต่างๆของบล็อกเกอร์แต่ละคน บล็อกของณฐยา ชื่อบล็อก &#8220;ดงฝรั่ง&#8221; เป็นอีกบล็อกหนึ่งที่แสดงตัวตนของบล็อกเกอร์ตามแนวคิดของสื่อภาคพลเมือง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เนื้อหาในบล็อกที่นำเสนอสู่สาธารณะนั้น กล่าวได้ว่า เป็นการรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผ่านข้อเขียนที่มุ่งให้เกิดความสนุกสนาน บางครั้งก็ใช้รูปแบบการเสียดเย้ย (Satire) อันเป็นรูปแบบหนึ่งของการเขียนที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนำเสนอผ่านบล็อกที่เป็นการสื่อสารสองทางด้วยแล้ว ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้อ่าน ที่สะท้อนกลับผ่านช่องทางการแสดงความคิดเห็น (Comment) อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้บล็อกเป็น Web2.0 ที่ผู้อ่านกับผู้เขียนมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งต่างจากยุค Web1.0 ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=66&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:justify;"><img class="alignleft size-full wp-image-78" style="border:0 none;float:left;margin:10px 5px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/natayaablog3.jpg?w=314&#038;h=212" alt="" width="314" height="212" /><strong>บล็อก </strong>(Blog) เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองการสื่อสารของปัจเจกชนที่หาทางออกจากข้อจำกัดในการสื่อสารผ่านสื่อหลักๆ บล็อกทำให้ปัจเจกชนสามารถสร้างสื่อ (Media) และควบคุมเนื้อหา (Content) ได้เองอย่างเบ็ดเสร็จ ในกระบวนการสื่อสารทั้งหมด ปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ที่เป็นเจ้าของบล็อก เป็นผู้กำกับควบคุมทุกขั้นตอน</p>
<p style="text-align:justify;">บล็อกจึงเป็นหนึ่งในสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) และปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ก็คือผู้สื่อข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อ ผู้ส่งสาร และผู้ควบคุมหรือผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ดังนั้น จึงสะท้อนตัวตน บุคลิก ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ต่อเหตุการณ์และสิ่งต่างๆของบล็อกเกอร์แต่ละคน</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>บล็อกของณฐยา</strong> ชื่อบล็อก <a href="http://mblog.manager.co.th/natayaa/"><strong>&#8220;ดงฝรั่ง&#8221;</strong></a> เป็นอีกบล็อกหนึ่งที่แสดงตัวตนของบล็อกเกอร์ตามแนวคิดของสื่อภาคพลเมือง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เนื้อหาในบล็อกที่นำเสนอสู่สาธารณะนั้น กล่าวได้ว่า เป็นการรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผ่านข้อเขียนที่มุ่งให้เกิดความสนุกสนาน บางครั้งก็ใช้รูปแบบการเสียดเย้ย (Satire) อันเป็นรูปแบบหนึ่งของการเขียนที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนำเสนอผ่านบล็อกที่เป็นการสื่อสารสองทางด้วยแล้ว ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้อ่าน ที่สะท้อนกลับผ่านช่องทางการแสดงความคิดเห็น (Comment) อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้บล็อกเป็น Web2.0 ที่ผู้อ่านกับผู้เขียนมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งต่างจากยุค Web1.0 ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว เช่นเดียวกับสื่อกระแสหลักอื่นๆ คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์</p>
<p style="text-align:justify;"><span id="more-66"></span></p>
<p style="text-align:justify;">สถานะของบล็อกเกอร์ที่ปรากฏผ่านข้อเขียนในบล็อก &#8220;ดงฝรั่ง&#8221; ประมวลได้ว่า บล็อกเกอร์ณฐยาคือหญิงชาวไทยที่แต่งงานกับสามีชาวอังกฤษ มีลูกสาวหนึ่งคน อาศัยและทำงานที่ประเทศอังกฤษ การใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนต่างวัฒนธรรม ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารและการดำเนินชีวิตอยู่บ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนต่างวัฒนธรรมที่ได้มาอาศัยอยู่ร่วมกัน เพราะความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมแตกต่างกัน จนนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญของผู้เข้าไปอยู่อาศัยในต่างวัฒนธรรมก็คือ การแก้ไขปัญหาที่ตัวเองประสบอยู่ เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์</p>
<p style="text-align:justify;">การแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาจเรียกว่า &#8220;การปรับตัว&#8221; เพื่อให้ใกล้เคียงกับชีวิตความเป็นอยู่ของ &#8220;ต่างถิ่น&#8221; ที่เราไปอยู่อาศัย แต่การปรับตัวนั้นไม่ใช่ &#8220;การยอมทุกอย่าง&#8221; ซึ่งบล็อกเกอร์ณฐยาได้สะท้อนความคิดความเชื่อเรื่องการ &#8220;ปรับตัว&#8221; โดยที่ไม่ได้ &#8220;ยอมทุกอย่าง&#8221; ให้เห็นผ่านข้อเขียนในบล็อก อย่างเช่น เรื่องชุด &#8220;ฉันมันฝรั่งนะยะ&#8221; ที่มีอยู่หลายตอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวอยู่ในสังคมฝรั่ง โดยใช้ความรู้ สติปัญญา ไหวพริบปฏิภาณเพื่อให้ให้สามารถเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่ฉุกละหุก ที่สำคัญก็คือทำให้เกิดการยอมรับจากเจ้าของวัฒนธรรมหรือเจ้าถิ่นในความเป็นตัวตนและศักดิ์ศรีของบล็อกเกอร์ โดยเฉพาะในเรื่อง &#8220;ฉันมันฝรั่งนะยะ ตอนที่ 3&#8243; เป็นการแสดงให้เห็นถึงใช้สิตปัญญา ความรู้ ปฏิภาณ สร้างให้เกิดการยอมรับจากเจ้าถิ่นและให้ตัวเองอยู่รอดได้อย่างมีศักดิ์ศรีที่ชัดเจนมาก</p>
<p style="text-align:justify;">ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นผู้หญิงไทยก็คือ ถูกมองในทางที่ไม่ดีในสายตาของฝรั่งเสมอ แม้จะเป็นการไม่ยุติธรรมกับผู้หญิงไทย แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ความจริงที่เกิดขึ้นเป็นมูลเหตุที่ทำให้ฝรั่งคิดเช่นนั้น การที่เข้าไปอยู่ท่ามกลางดงฝรั่ง จึงทำให้บล็อกเกอร์ณฐยาต้องพบกับคำถามต่อสิ่งเหล่านี้ ทั้งจากผู้ชายและผู้หญิงฝรั่ง สิ่งที่ต้องทำก็คือ การทำความเข้าใจโดยการให้ข้อมูล ข่าวสารแก่ผู้ที่สงสัย และข้อมูลข่าวสารที่ให้นั้น ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง (Fact) ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ซึ่งในกรณีที่หญิงไทยถูกมองในทางที่เสียหายในเรื่อวขายบริการ เราก็ต้องยอมรับในความจริงที่เกิดขึ้นก่อน และต้องอธิบายให้เห็นความจริงต่อไปว่า ไม่ใช่ผู้หญิงไทยทุกคนจะเป็นเช่นนั้น เพราะทุกสังคม ไม่ว่าไทยหรือฝรั่ง ก็มีลักษณะนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ต่างแต่ว่ามีพฤติกรรมการแสดงออกที่ต่างกัน ซึ่งบล็อกเกอร์ณฐยาก็ได้ทำในสิ่งดังกล่าว ดังปรากฏในเรื่อง &#8220;จ๋อย&#8221; และ &#8220;แกงกะหรี่&#8221; จนในที่สุดฝรั่งก็เข้าใจดังที่บล็อกเกอร์ได้สรุปไว้ว่า</p>
<p style="text-align:justify;">&#8220;สุดท้ายอีสามเจ๊ฝรั่งเนี้ย มันก็สรุปว่า ที่ไหนมันก็เหมือนกันทั้งนั้น มีคนดี ก็มีคนชั่ว ไม่ใช่จะมามั่วว่า ชั่วกันทั้งประเทศ ส่วนอีฝรั่งคนไหนที่มันยังใจแคบและเข้าใจอะไรผิดๆ ก็ปล่อยมันไปเถิดค่ะ เดี๋ยวมันก็สมองฝ่อตาย หมดพันธุ์กันไปเอง&#8221; (แกงกระหรี่&#8230;เวอร์ชั่นหม้อปะผุ(แล้ว) : อ้างอิงจาก http://mblog.manager.co.th/natayaa/th-10630/ )</p>
<p style="text-align:justify;">สิ่งที่บล็อกเกอร์ณฐยานำเสนอผ่านบล็อกนั้น โดยประเด็นและเนื้อหาก็คือการรายงานเหตุการณ์และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องที่ประสบเองและเรื่องที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีผลกระทบกับตัวเองโดยตรง โดยผ่านการพิจารณาแล้วว่า เรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ มีประโยชน์ อย่างน้อยก็เปิดการรับรู้ข่าวสารใหม่ๆแก่ผู้อ่าน นี่ย่อมเป็นการทำงานในฐานะสื่อ อันเป็นสื่อภาคพลเมืองที่เป็นปากเสียงให้แก่คนไทยในต่างแดนด้วย</p>
<p style="text-align:justify;">บล็อกเกอร์ณฐยาเป็นตัวอย่างหนึ่งของปัจเจกชนที่ทำหน้าที่สื่อภาคพลเมืองที่มีบล็อกเป็นเครื่องมือ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม &#8220;ดงฝรั่ง&#8221; ที่บล็อกเกอร์ณฐยาตั้งเป็นชื่อบล็อกนั้น ก็คือ Citizen Journal ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแก่คนไทยในเมืองฝรั่งไปพร้อมๆกับเป็นเครื่องมือในการแสดงตัวตนในฐานะปัจเจกชนของผู้หญิงไทยในต่างแดนที่ชื่อณฐยานั่นเอง.</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>อ่านบทความเกี่ยวกับบล็อกเพิ่มเติมที่</strong> <strong><a href="http://www.bogologynet.com">Blogologynet.com</a></strong></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/66/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/66/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/66/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/66/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/66/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/66/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/66/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/66/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/66/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/66/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/66/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/66/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/66/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/66/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/66/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/66/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=66&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/30/natayaa-blog-journal-reporter/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/natayaablog3.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>DAILY EXPRESS : การทดลองต่อยอดสื่อของเครือเนชั่น</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/28/daily-express-newspaper/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/28/daily-express-newspaper/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Apr 2008 08:38:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[เครือเนชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[Daily Express]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=59</guid>
		<description><![CDATA[ผมติดตามดูหนังสือพิมพ์ DAILY EXPRESS ของเครือเนชั่น นับตั้งแต่ฉบับเปิดตัวครั้งแรกคือวันที่ 5 มีนาคม 2551 จนถึงวันนี้ (28 เมษายน 2551) นับได้เดือนเศษ  ตั้งใจว่าจะเขียนถึงสักครั้ง วันนี้ได้โอกาสเหมาะ จึงขอเขียนถึงสักเล็กน้อย เท่าที่ปัญญาจะพอมองเห็นได้ หนังสือพิมพ์ DAILY EXPRESS ขนาดแท็บลอยด์ หรือครึ่งหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวัน ขนาดมาตรฐานทั่วไป  ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่เป็นจำนวนน้อยที่เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน เพราะส่วนมากแล้ว มักตีพิมพ์เป็นรายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ กระทั่งรายเดือนก็มี  เนื่องมาจากไม่ใช่ &#8220;พิมพ์นิยม&#8221; หรือเป็นสิ่งที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย ขณะนี้น่าจะมีเพียง บางกอกทูเดย์ฉบับเดียวที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง เครือเนชั่นได้ออกหนังสือพิมพ์  DAILY EXPRESS ในครั้งนี้ หากเป็นการวางจำหน่ายก็คงไม่เป็นที่น่าสนใจนัก  แต่การพิมพ์เพื่อแจกจ่ายโดยไม่คิดมูลค่านี่ต่างหาก เป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้น่าสนมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม คือคนที่อยู่ในวัยทำงาน ที่ต้องการความแปลกใหม่ในการรับข่าวสาร  โดยผู้จัดพิมพ์หวังรายได้จากทางอื่น อันได้แก่ การลงโฆษณาสินค้าต่างๆ  ในระยะยาว  การลงทุนทำหนังสือพิมพ์รายวันที่เป็นภาษาอังกฤษแจกฟรีในครั้งนี้  หากมองอย่างผิวเผินก็นับว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างมาก  เพราะพฤติกรรมของคนไทยส่วนมากแล้ว  มักชอบของฟรีแต่ไม่นิยมใช้ของฟรี นั่นคือ  ขึ้นชื่อว่าของฟรีแล้วมักอยากจะได้มาไว้เป็นเจ้าของ  แต่เมื่อได้มาแล้วมักจะไม่ค่อยใช้  ของแจกทั้งหลายจึงกลายเป็นขยะในห้องเก็บของ  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=59&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="None"><img class="alignleft size-medium wp-image-64" style="float:left;border:0;margin:15px 10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/daily-express4.jpg?w=300&#038;h=242" alt="" width="300" height="242" /></a></p>
<p>ผมติดตามดูหนังสือพิมพ์ <strong>DAILY EXPRESS</strong> ของเครือเนชั่น นับตั้งแต่ฉบับเปิดตัวครั้งแรกคือวันที่ 5 มีนาคม 2551 จนถึงวันนี้ (28 เมษายน 2551) นับได้เดือนเศษ  ตั้งใจว่าจะเขียนถึงสักครั้ง วันนี้ได้โอกาสเหมาะ จึงขอเขียนถึงสักเล็กน้อย เท่าที่ปัญญาจะพอมองเห็นได้</p>
<p>หนังสือพิมพ์ DAILY EXPRESS ขนาดแท็บลอยด์ หรือครึ่งหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวัน ขนาดมาตรฐานทั่วไป  ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่เป็นจำนวนน้อยที่เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน เพราะส่วนมากแล้ว มักตีพิมพ์เป็นรายสัปดาห์ หรือรายปักษ์ กระทั่งรายเดือนก็มี  เนื่องมาจากไม่ใช่ &#8220;พิมพ์นิยม&#8221; หรือเป็นสิ่งที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย ขณะนี้น่าจะมีเพียง บางกอกทูเดย์ฉบับเดียวที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง</p>
<p>เครือเนชั่นได้ออกหนังสือพิมพ์  DAILY EXPRESS ในครั้งนี้ หากเป็นการวางจำหน่ายก็คงไม่เป็นที่น่าสนใจนัก  แต่การพิมพ์เพื่อแจกจ่ายโดยไม่คิดมูลค่านี่ต่างหาก เป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้น่าสนมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม คือคนที่อยู่ในวัยทำงาน ที่ต้องการความแปลกใหม่ในการรับข่าวสาร  โดยผู้จัดพิมพ์หวังรายได้จากทางอื่น อันได้แก่ การลงโฆษณาสินค้าต่างๆ  ในระยะยาว </p>
<p>การลงทุนทำหนังสือพิมพ์รายวันที่เป็นภาษาอังกฤษแจกฟรีในครั้งนี้  หากมองอย่างผิวเผินก็นับว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างมาก  เพราะพฤติกรรมของคนไทยส่วนมากแล้ว  มักชอบของฟรีแต่ไม่นิยมใช้ของฟรี นั่นคือ  ขึ้นชื่อว่าของฟรีแล้วมักอยากจะได้มาไว้เป็นเจ้าของ  แต่เมื่อได้มาแล้วมักจะไม่ค่อยใช้  ของแจกทั้งหลายจึงกลายเป็นขยะในห้องเก็บของ  จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่า หนังสือพิมพ์ DAILY EXPRESS อาจตกอยู่ในชนะตากรรมเดียวกัน</p>
<p><span id="more-59"></span></p>
<p>แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไป  ประเด็นความกังวลเรื่องถูกทิ้งขว้างคงไม่มี เพราะเครือเนชั่นได้ทำวิจัยอย่างรอบด้านแล้ว จึงตัดสินใจทำหนังสือพิมพ์นี้ขึ้นมา  ดังนั้น ประเด็นต่อไปก็คือ เครือเนชั่นสามารถฉกฉวยโอกาสได้อย่างเหมาะเจาะ  เนื่องมาจากสื่อหลักๆเกิดความอิ่มตัว ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิม์ ในขณะที่สื่อสมัยใหม่และสื่อทางเลือกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง อันได้แก่ สื่ออินเตอร์เน็ต สื่อดิจิตอล วิทยุชุมชน เคเบิลทีวี ที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงมากขึ้น พฤติกรรมบริโภคสื่อของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ ต้องการความฉับไว ไม่ยุ่งยาก นับว่า DAILY EXPRESS กำหนดให้มีพันธกิจตอบสนองความต้องการบริโภคสื่อของคนรุ่นใหม่ เป็นสื่อทางเลือกของสื่อสิ่งพิมพ์</p>
<p>เพื่อให้เป็นไปตามพฤติกรรมการบริโภคสื่อดังกล่าว DAILY EXPRESS จึงนำเสนอในรูปแบบที่ผ่อนคลาย  เป็นการย่อย (Digest) ข่าวสารให้รวบรัด ตรงประเด็น ไม่เยิ่นเย้อ  ทั้งรูปแบบและเนื้อหาไม่ต่างจากที่ปรากฏในบล็อกต่างๆที่คนรุ่นใหม่นิยมกัน  จะว่าไปแล้ว  DAILY EXPRESS ก็คือ บล็อกภาคหนังสือพิมพ์นั่นเอง</p>
<p>การทำหนังสือพิมพ์แจกโดยไม่คิดมูลค่านั้น แม้จะมีลู่ทางในการหารายได้แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว  จะว่าไปแล้ว  ไม่มีสื่อสิ่งพิมพ์ใดของไทยที่ประกาศทำสิ่งพิมพ์ให้เปล่ามาก่อน  เครือเนชั่นเป็นเจ้าแรกที่ประกาศและลงมือทำเช่นนี้  จึงเป็นที่น่าสงสัยใคร่คิดว่า มีปัจจัยดีๆอะไรบ้าง ที่ทำให้เครือเนชั่นกล้าที่จะทำเช่นนี้ ทั้งๆที่สื่อสิ่งพิมพ์ที่จัดพิมพ์เพื่อจำหน่ายยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองจากยอดจำหน่ายอย่างเดียวได้เลย เนื่องมาจากต้นทุนการผลิตทั้ง โดยเฉพาะต้นทุนกระดาษและพนักงานนั้น เป็นต้นทุนที่ต้องใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักจะเกินราคาจำหน่ายต่อหน่วยอยู่แล้ว  ดังนั้นจึงต้องอาศัยรายได้จากการโฆษณาเป็นหลัก</p>
<p>แต่ในกรณีของ DAILY EXPRESS นั้น เครือเนชั่นเป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์ขนาดใหญ่  ที่มีกิจการในเครือแบบครบวงจร  ทำให้สามารถลดต้นทุนไปได้แทบทุกส่วน  คือ </p>
<p><strong>1.ต้นทุนการผลิต</strong>  ทั้งกระบวนการพิมพ์และเรื่องกระดาษ  เครือเนชั่นมีกระบวนการผลิตเป็นของตนเองแบบครบวงจร นับตั้งแต่กระบวนการเตรียมการจัดพิมพ์ ไปจนถึงการพิมพ์ และการจัดจำหน่าย ดังนั้น  จึงไม่จำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมแต่อย่างใด  สามารถใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ ทั้งกระดาษ โรงพิมพ์ และขั้นตอนอื่นๆได้อย่างเต็มที่</p>
<p><strong>2.ต้นทุนพนักงาน</strong> เครือเนชั่นมีพนักงานที่มีประสบการณ์ทั้งด้านการข่าวและการผลิตเป็นจำนวนมาก  ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาเรื่องกำลังคน  สามารถจัดตั้งกองบรรณาธิการเฉพาะกิจขึ้นมารับผิดชอบการผลิต DAILY EXPRESS ได้ทันที  ด้านการตลาดที่รับผิดชอบการหารายได้จากการลงโฆษณาสินค้า เครือเนชั่นก็มีทีมงานด้านการตลาดที่เป็นมืออาชีพไม่แพ้ใคร ดังนั้นจึงไม่ต้องมีการจัดหาจัดจ้างใหม่  ต้นทุนเรื่องนี้จึงตัดไปได้</p>
<p><strong>3.ต้นทุนด้านการข่าว</strong> อันเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการสร้างสื่อ ในเรื่องนี้ เครือเนชั่นมีสื่ออยู่ในมือแบบครบวงจร ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์  สื่อดิจิตอล จึงสามารถใช้เนื้อหา ข่าวสารจากสื่อทุกชนิดในเครือมาใช้กับ DAILY EXPRESS ได้  ข้อมูลข่าวสารที่เครือเนชั่นมีอยู่นั้น นับเป็นทรัพยากรที่มีให้ DAILY EXPRESS ใช้อย่างไม่จำกัด ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาที่ปรากฏใน DAILY EXPRESS ทุกฉบับ จะปรากฏตามสื่อของเครือเนชั่นด้วย  แต่ต่างกันที่รายละเอียดและรูปแบบในการนำเสนอ </p>
<p>ด้วยปัจจัยทั้ง 3 ประการดังกล่าว จึงทำให้ DAILY EXPRESS เป็นสื่อที่เครือเนชั่นต่อยอดจากสื่อที่มีอยู่แล้ว ให้แตกแขนงออกไปอีก เพื่อจะได้ผลิดอกออกผลในอนาคต  การทำหนังสือพิมพ์แจกนับเป็นการทดลองรูปแบบใหม่ของเครือเนชั่น  ที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการทดลองสักระยะหนึ่ง  หากยอดใหม่ที่ต่อออกไปแข็งแรงจนให้ดอกผล ก็นับว่าคุ้มค่าแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะการลงทุนนั้นใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมจากที่ใช้อยู่น้อยมาก  หรือถ้าหากไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ไม่กระทบกระเทือนต่อสถานะของเครือเนชั่น เพราะการลงทุนในสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับใหม่นี้ มีต้นทุนเพิ่มไม่มาก  เนื่องมาจากใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วนั่นเอง</p>
<p>กรณีของ DAILY EXPRESS แม้จะยังไม่มีการสรุปผลใดๆออกมาจากเครือเนชั่น แต่นับได้ว่าเป็นกรณีศึกษาในการบริหารจัดการและการลงทุนในสื่อสิ่งพิมพ์ที่สำคัญยิ่ง  อาจจะกล่าวได้ว่าเครือเนชั่นเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางสายใหม่นี้ให้แก่สื่อไทย  เป็นการทดลองที่น่าสนใจว่าจะสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อชาวไทยหรือไม่  อีกไม่นานเครือเนชั่นคงได้คำตอบ</p>
<p><strong>และจะเป็นคำตอบสำหรับสื่อไทย สังคมไทย และคนไทยด้วย.</strong></p>
<p> </p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/59/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/59/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/59/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/59/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/59/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/59/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/59/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/59/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/59/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/59/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/59/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/59/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/59/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/59/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/59/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/59/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=59&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/28/daily-express-newspaper/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/daily-express4.jpg?w=300" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>สื่อสารผ่านบล็อก : ถึงทีผู้บริโภคสื่อโต้กลับบ้าง</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/15/citizen-reporter/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/15/citizen-reporter/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Apr 2008 00:44:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[  เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเรียนปริญญาโทที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้สื่อสร้างกระแสให้แก่ตนเองได้อย่างดียิ่ง  ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็เป็นที่จับจ้องของสื่ออยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้สร้างมิติใหม่ของการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์  ในลักษณะที่เรียกว่าการตลาดอย่างเต็มที่  นั่นคือ สร้างกิจกรรมให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อตลอดเวลา ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อประจำสัปดาห์  จัดรายการ “นายกทักษิณคุยกับประชาชน” ทุกเช้าวันเสาร์ และที่เป็นไม้เด็ดก็คือ การสัญจรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านแบบติดดิน  อาทิ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในโอ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจท้องที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า  ให้เห็นทั้งภาพ เสียง บรรยากาศชนิดที่เรียกว่าเหมือนกับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินใหญ่ยังไงยังงั้น       การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว  คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร  ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ  ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร  คือนายกรัฐมนตรี  นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว      ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=54&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมเรียนปริญญาโทที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ใช้สื่อสร้างกระแสให้แก่ตนเองได้อย่างดียิ่ง<span>  </span>ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็เป็นที่จับจ้องของสื่ออยู่แล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ได้สร้างมิติใหม่ของการใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์<span>  </span>ในลักษณะที่เรียกว่าการตลาดอย่างเต็มที่<span>  </span>นั่นคือ สร้างกิจกรรมให้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สื่อตลอดเวลา ทั้งการให้สัมภาษณ์สื่อประจำสัปดาห์<span>  </span>จัดรายการ<strong> </strong></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong>“<span>นายกทักษิณคุยกับประชาชน</span>”</strong><span> ทุกเช้าวันเสาร์ และที่เป็นไม้เด็ดก็คือ การสัญจรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านแบบติดดิน<span>  </span>อาทิ นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในโอ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจท้องที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เข้าถึงประชาชนทุกหย่อมหญ้า<span>  </span>ให้เห็นทั้งภาพ เสียง บรรยากาศชนิดที่เรียกว่าเหมือนกับการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินใหญ่ยังไงยังงั้น<span>  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">การปรากฏอยู่ในสื่อดังกล่าว เป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว<span>  </span>คือผู้รับสารไม่มีโอกาสแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผู้ส่งสาร<span>  </span>ในฐานะผู้รับสารคือผู้บริโภคก็ไม่มีปากไม่มีเสียงใดๆ<span>  </span>ไม่มีช่องทางที่จะสะท้อนความคิดเห็นของตัวเองที่มีต่อข่าวสารนั้นๆกลับไปยังผู้ส่งสาร<span>  </span>คือนายกรัฐมนตรี<span>  </span>นอกจากรับเอาข่าวสารนั้นฝ่ายเดียว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในกรณีของผู้ชื่นชอบก็ย่อมเกิดความพึงพอใจต่อข่าวสารนั้น แต่ในกรณีของคนที่ไม่ชอบ ย่อมมีความอึดอัดคับข้องใจในข่าวสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถจะทำอะไรมากไปกว่า ต้องรับสารนั้นด้วยความจำยอม หรือไม่ก็ปิดการรับสารนั้น แต่ข้อหลังนี้ทำได้ยากยิ่ง เพราะสื่อทุกประเภท ทุกช่องทาง ล้วนนำเสนอข่าวสารชุดดังกล่าวตลอดเวลา</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในฐานะนักศึกษาสื่อสารมวลชน และส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เรียนปริญญาตรีมาทางนิเทศศาสตร์ด้วย<span>  </span>จึงทำให้พวกเราเหล่านักนิเทศศาสตร์ที่กำลังหาทางทำคะแนนเพื่อให้สอบผ่าน มีความอึดอัดคับข้องในไปด้วย ต้องนั่งถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องภาวะจำยอมของผู้รับสาร และหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดีกับภาวะจำยอมนี้ (แน่นอนว่า ส่วนมากแล้วรู้สึกว่าตัวเอง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>จำยอม</span>” <span>ในการรับสารดังกล่าว</span>) <span>นั่นคือ มีช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังผู้ส่งสารบ้าง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span id="more-54"></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">    เพื่อนหลายๆคนที่งานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ที่นิยมทำเว็บไซต์ขององค์กรควบคู่ไปด้วย ได้เสนอทางออกในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปสู่ผู้ส่งสาร ซึ่งในห้องเรียนของพวกเรานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นายกรัฐมนตรีที่ครอบครองพื้นที่สื่ออยู่เท่านั้น หากแต่รวมถึงตัวสื่อเองซึ่งเป็นผู้เสนอข่าวสาร เป็นตัวกลาง เป็นผู้พิจารณาว่าจะนำเสนอข่าวสารอะไรออกไป หรือเรียกตามภาษาวิชาการว่า <strong>ผู้รักษาประตู</strong> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span> </span>(Gate Keeper)<span> การโต้ตอบผ่านกระดานสนทนา (</span>Web Board<span>) ที่มีอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการแสดงความคิดเห็น (</span>Comment<span>) ต่อท้ายข่าว ซึ่งเว็บไซต์ของสื่อส่วนมากจะมีสองส่วนนี้ไว้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ตัวอย่างที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในประเด็นนี้กันมากก็คือ เว็บไซต์ของ<a href="http://www.manager.co.th">หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ </a>กับ ห้องสนทนาของเว็บไซต์<a href="http://www.pantip.com">พันทิปด็อทคอม </a>ว่าเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นของผู้รับสารที่ได้รับความนิยมมากที่สุด<span>  </span>มีความหลากหลายและเป็นชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่ (ในขณะนั้น)<span>  </span>ซึ่งนับว่าเป็นช่อทางที่ผู้รับข่าวสารสามารถใช้เป็นช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปถึงผู้ส่งสารได้อย่างเต็มที่<span>  </span>ซึ่งในขณะนั้น พวกเราก็คาดการณ์กันว่า ช่องทางนี้จะต้องขายตัวออกไปอย่างกว้างขวางและพัฒนารูปแบบไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ไม่มีใครแน่ใจว่า จะพัฒนารูปแบบไปอย่างไร<span>  </span>ต่างก็พูดกันแต่เพียงว่า </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>คอยดูก็แล้วกัน</span>”<span> (</span>Wait &amp; See) <span>มันจะต้องมีหนทางแน่ๆ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ช่วงเวลานั้น บล็อก (</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blog)<span> ยังไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของไทย<span>  </span>การเขียนบล็อกยังอยู่ในวงแคบๆ พวกเราเหล่านักศึกษานิเทศศาสตร์ก็ไม่มีใครรู้จักและสนใจเรื่องนี้ยังจริงจัง สิ่งที่เรารู้ก็คือ เว็บบอร์ด<span>  </span>และเว็บบอร์ดที่เรารู้จักดีก็คือ พันทิป ผู้จัดการ<span>  </span>และอีกไม่กี่แห่ง<span>  </span>ซึ่งเว็บบอร์ดดังกล่าวก็มีข้อจำกัดอยู่มาก นั่นคือ ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของเว็บไซต์<span>  </span>หากแสดงความคิดเห็นโดยใช้คำที่ </span>“<span>ไม่เหมาะสม</span>”<span><span>  </span>โอกาสที่จะถูกลบออกไปจากระบบก็มีมากขึ้น ซึ่งคำว่า </span>“<span>ไม่เหมาะสม</span>”<span>นั้นกินความหมายกว้างขวางแบบครอบจักรวาล<span>  </span>แม้การแสดงความคิดเห็นในทางที่ไม่เห็นด้วยกับเว็บมาสเตอร์ ก็อยู่ในข่าย </span>“<span>ไม่เหมาะสม</span>”<span> ด้วยเช่นกัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แต่ในที่สุดสิ่งที่พวกเราในห้องเรียน </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>คอยดูก็แล้วกัน</span>”<span> นั้นก็ปรากฏตัวขึ้น และขยายตัวอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่งนั่นคือ</span> Weblog<span>  </span><span>หรือเรียกสั้นๆว่า </span>Blog <span>อันเป็นเวทียอดนิยมในการแสดงออกบนโลกออนไลน์นั่นเอง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blog<span> เป็นเวทีที่ผู้รับสื่อ หรือผู้บริโภคสามารถแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับสื่อต่อเนื้อหาของสารได้อย่างอิสระ เพราะ </span>Blog<span> คือพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของ หรือ </span>Blogger<span> ที่สามารถจัดการเนื้อหา (</span>Content<span>) ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าบล็อกนั้นจะเป็นบล็อกที่ให้บริการฟรีโดยเว็บไซต์ต่างๆ หรือเป็นบล็อกที่บล็อกเกอร์จัดทำขึ้นมาเอง </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Blogger<span> ซึ่งแต่ก่อนเป็นเพียงผู้รับสารทางเดียว<span>  </span>แต่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าของสารและผู้ส่งสารไปพร้อมๆกัน<span>  </span>พวกเขาสามารถใช้ </span>Blog<span> เป็นช่องทางในการแสดงปฏิกิริยาโต้กลับไปยังเจ้าของสารและสื่อที่เป็นผู้ส่งสารได้อย่างฉับพลันและมีอิสระ <span> </span>บล็อกจึงกลายเป็นเครื่องมือในการเสนอข้อมูล ข่าวสารที่อาจจะเป็นการตอบโต้ หรือเสริมข้อมูลที่นำเสนอโดยสื่อ<span>  </span>ในบางสถานการณ์บล็อกได้กลายเป็นสื่อที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าสื่อกระแสหลัก<span>  </span>เช่น เหตุการณ์ประท้วงในพม่าที่บล็อกเกอร์ทั้งชาวพม่าเองและชาวต่างชาติที่อยู่ในพม่า ได้เสนอข้อมูลข่าวสารผ่านบล็อกของตน<span>  </span>หรือในบางบล็อกก็เสนอข้อมูลเพื่อตอบโต้สื่อกระปสหลักที่เสนอข้อมูลข่าวสารแบบลำเอียง เช่น เหตุการณ์ประท้วงในทิเบตที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสื่อกระแสหลักของตะวันตก เช่น </span><a href="http://www.bbc.co.uk">BBC</a>,<a href="http://www.cnn.com">CNN</a> <span>ได้เสนอข้อมูลที่เข้าข้างชาวทิเบตและโจมตีจีน<span>  </span>มีบล็อกเกอร์ได้นำเสนอข้อมูลที่แตกต่างผ่านบล็อกของตน เป็นการตอบโต้สื่อตะวันตก (<a href="http://www.oknation.net/blog/Granddragon">ดูบล็อกตัวอย่างที่นี่</a>)</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">บล็อกที่มีมีความโดดเด่นในเรื่องนี้ เท่าที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ <a href="http://www.oknation.net">บล็อกโอเคเนชั่น</a> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">(OKnation.net)<span> ที่มีแนวความคิดในการทำบล็อกโดยถือว่า บล็อกเกอร์แต่ละคนเป็น </span>“<span>นักข่าวอาสา</span>”<span> หรือ </span><a href="http://www.oknation.net/blog/black/2007/03/30/entry-1">“<span>นักข่าวพลเมือง</span>”</a><span><span>  </span></span>(Citizen Reporter)<span><span>  </span>ภายใต้ความเชื่อที่ว่า </span>“<span>ทุกคนเป็นนักข่าวได้</span>”<span> จึงทำให้บล็อกโอเคเนชั่น มีเนื้อหาหลากหลายในเชิงข่าว โดยบล็อกเกอร์จากทั่วประเทศ เสนอข้อมูล ข่าวสารผ่านบล็อกของตน และเป็นเวทีในการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้สื่อกระแสหลักของผู้บริโภคด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">     </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เมื่อบล็อกเกิดขึ้นมา จึงถึงคราวของผู้บริโภคที่จะได้ตอบโต้คืนบ้าง หลังจากที่ต้องทนรับสารแต่ฝ่ายเดียวมาตลอด<span>  </span>ข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมากได้รับการถ่ายเทจากบล็อกสู่บล็อก<span>  </span>ไหลบ่าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา<span>  </span>จำนวนคนที่ใช่บล็อกในการสื่อสารหรือบล็อกเกอร์ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว<span>  </span>และการสื่อสารผ่านบล็อกนั้นเป็นการสื่อสารสองทาง ที่ผู้ส่งสารและผู้รับสารสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลตอบโต้กันได้อย่างฉับพลันทันที จึงทำให้บล็อกกลายเป็น </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>สื่อ</span>”<span> ที่ทรงพลังอีกอย่างหนึ่ง<span>  </span>แม้จะยังเป็น </span>“<span>พลังเงียบ</span>”<span> อยู่ก็ตามที</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">     <span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในกาลต่อไปข้างหน้า ผู้ใดยึดพื้นที่ในบล็อกได้ ผู้นั้นย่อมเป็นต่อเช่นเดียวกับการยึดครองพื้นที่สื่อกระแสหลักในปัจจุบัน ต่างกันแต่ว่า การยึดพื้นที่ในบล็อกได้นั้นอาจยากสักหน่อย เพราะบล็อกเกอร์คือผู้รับสื่อที่เป็นปัจเจกบุคคล มีความคิดอิสระ<span>  </span>ยากที่จะครอบงำได้ง่ายๆ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">      </span><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ดีไม่ดี อาจถูกบล็อกเกอร์ที่เป็นผู้บริโภคข่าวสารรู้ทันรุมโห่ผ่านบล็อกเอาก็เป็นได้</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">.</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/54/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/54/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&amp;blog=3015360&amp;post=54&amp;subd=mediatalkblog&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/04/15/citizen-reporter/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
