<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Media.Talk.Blog &#187; วิทยุกระจายเสียง</title>
	<atom:link href="http://mediatalkblog.wordpress.com/category/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://mediatalkblog.wordpress.com</link>
	<description>คิดและคุยเรื่องสื่อ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Jun 2009 22:54:11 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='mediatalkblog.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/fe96b1bc75c5b83d2423d05253365aed?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Media.Talk.Blog &#187; วิทยุกระจายเสียง</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://mediatalkblog.wordpress.com/osd.xml" title="Media.Talk.Blog" />
		<item>
		<title>“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/06/17/thai-country-song/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/06/17/thai-country-song/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Jun 2008 06:15:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[ตั๊กแตน ชลดา]]></category>
		<category><![CDATA[ทำแทนไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[สลา คุณวุฒิ]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ใช่แฟน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[
ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย 
 ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก  
 ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร  โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น  ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง
 ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ

ก็อยากดูแล ให้มากกว่านี้เหลือเกิน แต่กลัวจะเพลิน จนเผลอทำเกินหน้าที่ ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ 
ห่วงอยู่ไกลไกล เจอะหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้ ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่าง และมีบางครั้งที่เคยขัดใจบางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน
คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=105&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:TcHsIgzkITeNMM:http://blog.sanook.com/PortalPics/_looktunginter/images/default/tuktan-1%2520.jpg" alt="" /></p>
<p>ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย </p>
<p> ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก  </p>
<p> ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร  โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น  ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง</p>
<p> ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ<br />
<span id="more-105"></span></p>
<p><strong>ก็อยากดูแล ให้มากกว่านี้เหลือเกิน แต่กลัวจะเพลิน จนเผลอทำเกินหน้าที่ ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ </p>
<p>ห่วงอยู่ไกลไกล เจอะหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้ ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่าง และมีบางครั้งที่เคยขัดใจบางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน</p>
<p>คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หน้าที่ตามฐานะใจ ห้ามเดินก้าวล้ำเส้นแฟน ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ (*) </p>
<p>ยอมอยู่ข้างใจ แต่ไม่ขอเป็นสำรอง ขออย่าได้มองความซื่อแล้วแปลว่าง่าย เมื่อเราเจอกันข้างพรหมลิขิต ก็อย่าใกล้ชิดมากเกินห้ามใจ ต้องเจียมตัวว่าเราคือใคร แค่แอบรู้ใจ ไม่ใช่แฟน</p>
<p>ร้องซ้ำ (*)</strong></p>
<p>อ่านจากเนื้อเพลงแล้ว สิ่งที่ทำให้เพลงนี้โด่งดังในช่วงระยะเวลาหนึ่งนั้น นอกจากความไพเราะของท่วงทำนอง ดนตรี และเสียงของนักร้องแล้ว เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เพลงได้รับความนิยม  เพราะเป็นภาพสะท้อนลักษณะ “อารมณ์” ของผู้คนในสังคมที่มี “ความรู้สึก”  หรือไม่ก็ “ความสัมพันธ์” ต่อคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นเพศตรงกันข้าม(หรืออาจเพศเดียวกัน)ในลักษณะ “รักอยู่ในใจ” หรือ “รักอยู่ข้างเดียว” โดยที่อีกฝ่ายรู้หรือไม่รู้ก็ตาม  ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของคน โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาวที่มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อความรักในเพศตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ “อยู่ข้างใจ” หรือ “อยู่ข้างพรหมลิขิต”  ดังที่กล่าวไว้ในเพลง มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่านี้ได้ หากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้ อยู่ในจุดที่เป็นแค่ความสัมพันธ์ใน “ฐานะใจ”  จนก้าวลำเส้นสู่ความเป็น “แฟน” ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาได้ เพราะอีกฝ่ายมี “เจ้าของหัวใจ”  อยู่แล้ว  อันจะนำไปสู่ฐานะ “สำรอง”  ของความสัมพันธ์ ซึ่งข้อนี้ไม่ใช่ความปรารถนาไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชาย</p>
<p>เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้แต่งคือ สลา คุณวุฒิ ใช้กลุ่มคำที่เล่นกับอารมณ์คนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพอจะแยกออกเป็นอารมณ์แบบต่างๆคือ</p>
<p>1.กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความรักซ่อนเร้น  ได้แก่ ฐานะใจ, อยู่ข้างใจ, ข้างพรหมลิขิต,แอบรู้ใจ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำบรรยายฐานะอันซ่อนเร้นของคน ที่เจ้าตัวรู้สึกเองว่าตนอยู่ในฐานะนั้น   เมื่อปรากฏอยู่ในเพลงแบบชนิดที่เรียกว่า “ทิ้งระเบิดถ้อยคำแบบปูพรมถล่มใจ” เช่นนี้ จึง “โดน” เป็นอย่างมาก</p>
<p>2. กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความมีน้ำใจ ได้แก่ อยากดูแล,ยิ้มให้ด้วยสายตา, คอยเป็นธุระ,ทำแทน เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจอันเป็นลักษณะเด่นของคนในสังคมไทย  และเมื่อมาอยู่ในความรู้สึกของอารมณ์รักซ่อนเร้นด้วยแล้ว ทำให้ถ้อยคำเหล่านี้ฝังจิตฝังใจตอกย้ำความรู้สึกยิ่งขึ้นไปอีก  เพราะแน่นอนเหลือเกินว่า ผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นหรือไม่ซ่อนเร้นก็ตาม  มีความรู้สึกและพร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆให้คนที่ตนรักอยู่เสมอ</p>
<p>3.กลุ่มคำที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบต้องห้าม ตอกย้ำฐานะอันไม่ถูกต้อง  ได้แก่  คนรู้จัก,คนไม่ใช่แฟน,สำรอง, ห้ามใจ เป็นต้น  ซึ่งถ้อยคำกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมอารมณ์และความสัมพันธ์ให้อยู่ในขอบเขตที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดความรู้สึก เหงา เศร้า น้อยใจ ผสมปนเปกับความสุขที่เกิดจากการที่ได้ทำสิ่งต่างๆเพื่อคนที่ตนรัก  อันเป็นอารมณ์ความรู้สึกปกติของบรรดาผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นทั้งหลาย </p>
<p>แล้วใครกันเล่าที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นแบบที่กล่าวไว้ในเพลงนี้ คำตอบก็คือ  มีกันทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะนั่นแหละ ไม่ว่าคนที่มีคู่แล้วหรือที่ยังไม่มีคู่ จะมากจะน้อยต่างกันไป  แต่ที่มีมากว่าก็ย่อมเป็นคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวที่มีความอ่อนไหวในความรักดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง </p>
<p>ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเพลงนี้จึงโด่ดังโดนใจของคนในช่วงเวลาหนึ่ง  ก็เพราะเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นธรรมดาสามัญของผู้คนนั่นเอง  ลองถามใจตัวเองดูก็แล้วกันว่า อารมณ์รักซ่นเร้นนั้นมีอยู่ในใจบ้างหรือไม่ บางคนอาจจะผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่พอโดนสะกิดด้วยระเบิดถ้อยคำที่ปูพรมลงมาถล่มใจ  ทำให้ความทรงจำแบบนั้นหวนคืนกลับมา  จึงเคลิบเคลิ้มล่องลอยไปกับอารมณ์เพลง ก็เป็นได้</p>
<p>มองในแง่การสื่อสารจึงนับว่าผู้ประพันธ์เพลงทำได้สำเร็จอย่างงดงาม ที่หยิบเอากลุ่มคำดังกล่าวมากระตุ้นอารมณ์รักซ่อนเร้นที่ซุกซ่อนในใจของผู้ฟังให้โลดแล่นออกมาปรากฏตัวตนผ่านเพลง “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ซึ่งเพียงแค่ชื่อก็บ่งบอกถึงอารมณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนแล้ว ประกอบเข้ากับถ้อยคำที่ตอกย้ำแบบปูพรหม รวมถึงท่วงทำนองและเสียงร้องของ ตั๊กแตน ชลดา ที่มีส่วนผสมของความรู้สึกเหงา เศร้า สุข อย่างลงตัวด้วยแล้ว จึงทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงประจำใจของผู้คน </p>
<p>แสดงให้เห็นว่า คนเรานั้น ล้วนมีอารมณ์รักแบบซ่อนเร้นด้วยกันเป็นจำนวนมาก ใช่หรือไม่?</p>
<p>*****</p>
<p><strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com</a> ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/105/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=105&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/06/17/thai-country-song/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:TcHsIgzkITeNMM:http://blog.sanook.com/PortalPics/_looktunginter/images/default/tuktan-1%2520.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ)</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 May 2008 18:54:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนต์และทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=100</guid>
		<description><![CDATA[ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ  ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร  หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ
แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ  ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า  สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่  เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น
การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์  ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ  เช่น

1. การเสนอภาพลามกอนาจาร  สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ  และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่  ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน  กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่  หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=100&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/tvthai.jpg?w=205&#038;h=289" alt="" width="205" height="289" class="alignleft size-full wp-image-101" />ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน</p>
<p>แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ  ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร  หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ</p>
<p>แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ  ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า  สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่  เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น</p>
<p>การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์  ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ  เช่น<br />
<span id="more-100"></span><br />
1. การเสนอภาพลามกอนาจาร  สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ  และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่  ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน  กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่  หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ ก็ต้องให้ความหมายของคำว่า “ลามกอนาจาร” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p>2 จริยธรรมในเรื่อง การไม่ใช้หน้าที่ไปในทางรับอามิสสินจ้าง เพื่อให้กระทำหรือไม่กระทำการเผยแพร่ข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของผู้ให้อามิส ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณว่าด้วยการรักษาประโยชน์แห่งสาธารณะด้วยนั้น ปัจจุบันสื่อเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหารายได้เพื่อสร้างกำไร   และรายได้หลักก็มาจากการโฆษณาสินค้าและบริการขององค์กรธุรกิจต่างๆ   หากองค์กรนั้นทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สื่อจะกล้าเปิดโปงหรือไม่  เมื่อการเปิดโปงนั้นอาจสร้างความไม่พอใจแก่องค์กรธุรกิจดังกล่าว จนนำมาซึ่งการถอนโฆษณาในสื่อ ทำให้สื่อขาดรายได้ไป</p>
<p>ในกรณีดังกล่าว สื่อมักถูกกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ว่าละเว้นการทำหน้าที่ของสื่อ หรือทำไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะต้องรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอาไว้  ยิ่งปัจจุบันสื่อเองก็เป็นองค์กรธุรกิจหน่วยหนึ่ง  แสวงหารายได้จากการทำธุรกิจโดยมีสินค้าคือข้อมูลข่าวสาร  ดังนั้น หากข้อมูลข่าวสารมีผลกระทบต่อคู่สัญญาทางธุรกิจ ที่สนับสนุนการโฆษณาในสื่อ  โอกาสที่สื่อจะละเลยหน้าที่ย่อมมีมากขึ้น  นำไปสู่การเสียประโยชน์ของสาธรณชน อันเป็นการละเมิดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา  ส่วนมากแล้ว เรื่องก็มักจะจางหายไปโดยไม่มีการสืบสาวราวเรื่องใดๆ</p>
<p>3 การเคารพผู้อื่น  ในข้อนี้ สื่อมักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ชอบเสนอข่าวในลักษณะล่วงละเมิดผู้อื่น โดยเฉพาะในสื่อบันเทิง  ที่เน้นการเสนอข่าวในลักษณะหวือหวา ตื่นเต้น เร้าใจ  ซึ่งข่าวที่ปรากฏนั้นมักมีผลด้านลบแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว  เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น  สื่ออื่นและองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักไม่ให้ความสนใจ  ผู้ได้รับความเสียหายต้องฟ้องร้องคดีความเพื่อขอความยุติธรรมจากศาล  ผลปรากฏว่าสื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มากกว่าชนะ หรือมีการประนีประนอมยอมความในศาลโดยสื่อยอมรับผิด  สื่ออื่นๆที่นอกเหนือจากสื่อบันเทิงก็มีคดีความฟ้องร้องในลักษณะเช่นนี้เสมอ ที่มากที่สุดก็คือคดีหมิ่นประมาท  มีทั้งสื่อเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ</p>
<p>การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานั้น  สื่อด้วยกันเองหรือองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักเลือกที่จะนิ่งเฉยมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์สื่อด้วยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสื่อยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพข้อหนึ่ง ที่กำหนดให้สื่อ “ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ” ตามที่กำหนดไว้ใน “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” เข้ากับคำกล่าวที่มักได้ยินเสมอในหมู่คนทำสื่อว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน”  หากเป็นเช่นนี้จริงก็นับว่าเป็นการแปรเจตนารมณ์ของจรรยาบรรณผิดจากความเป็นจริงมากที่สุด</p>
<p>นี่คือตัวอย่างของการละเมิดหรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อในยุคปัจจุบัน  ที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ สื่อแขนงใหม่ๆที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมเทคโนโลยีสื่อสาร ได้แก่  สื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่ที่จัดพิมพ์เผยแพร่โดยทั่วไปก็ดี และเผยแพร่เป็นการเฉพาะกิจก็ดี  วิทยุชมชน  โทรทัศน์เคเบิล  โทรทัศน์ดาวเทียม  สื่อเหล่านี้ได้ยึด หลักจรรยาบรรณหรือไม่เพียงใด  รวมถึงสื่อหลักที่ต้องแข่งขันกันแสวงหารายได้ทางธุรกิจ ทั้งยังต้องแข่งขันในการเสนอข่าวสารกับสื่อกระแสหลักด้วยกันและสื่อแขนงใหม่ที่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นจะยังยึดมั่นในจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพได้อยู่หรือไม่ เพียงใด</p>
<p>คำตอบก็คือ จากพฤติกรรมของสื่อที่ยกมาข้างต้น  ทำให้เห็นว่า  สื่อเริ่มจะจืดจางห่างหายจากจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพมากขึ้น </p>
<p>คำถามต่อไปก็คือ ทำไมเมื่อมีนวัตกรรมใหม่ๆทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้สื่อทำงานได้สะดวกสบายขึ้น  ซึ่งน่าจะทำให้รักษาคุณภาพแห่งเนื้องานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดด้านเวลาที่ใช้ในการผลิต เมื่อสื่อทำงานสะดวกและสบายขึ้นก็ควรที่จะมีเวลาในการตรวจสอบ ตรวจทานเนื้อหากับจรรยาบรรณว่าจะล่วงละเมิดหรือไม่  แต่กลายกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือยิ่งมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารเพิ่มขึ้นมากเพียงใด แนวโน้มการละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อก็มีมากขึ้น</p>
<p>หรือว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะทำให้สื่อเกิดนวัตกรรมทางพฤติกรรมไปในทางลดคุณค่าแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณลงไป หรือว่า หลักแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณที่ตราขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้วในกรณีของสื่อสิ่งพิมพ์ และที่ตราไว้เมื่อ 13 ปีก่อนในกรณีของวิทยุและโทรทัศน์ จะล้าสมัยไม่เข้ากับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารและนวัตกรรมของพฤติกรรมสื่อในปัจจุบันแล้ว</p>
<p>ปัญหาต่อมาก็คือ จะต้องแก้ไขนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อให้เข้ากับจรรยาบรรณและจริยธรรม หรือต้องสร้างนวัตกรรมทางจริยธรรมและจรรยาบรรณให้เข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อในยุคปัจจุบัน</p>
<p>และมีปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการ?</p>
<p>๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑</p>
<p>***<br />
<strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/100/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/100/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=100&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law-02-post/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/tvthai.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1)</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 May 2008 05:24:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฎหมายสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมของสื่อมวล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[
สื่อมวลชนที่เป็นเสาหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เพราะสามารถกระจายข่าวสารได้กว้างขวาง เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด  แม้จะเกิดสื่อสมัยใหม่หรือสื่อทางเลือกขึ้น อันได้แก่ สื่อออนไลน์ สื่อดิจิตอล แต่การเข้าถึงผู้รับข่าวสารยังอยู่ในวงจำกัด  ดังนั้น สื่อกระแสหลักดั้งเดิมคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ จึงยังมีอิทธิพลต่อผู้คนเช่นเดิม
แต่อิทธิพลของสื่อกระแสหลักดังกล่าว กำลังถูกท้าทายจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆแก่สื่อเป็นอันมาก  โดยเฉพาะในด้านเทคนิคที่เครื่องมือเครื่องใช้ได้รับการพัฒนาให้มีความสะดวกสบายในการใช้งาน ราคาถูกลง ประสิทธิภาพดีขึ้น  ดังนั้น การเป็นเจ้าของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์  โทรทัศน์ วิทยุ  หากพิจารณาในเรื่องการลงทุนแล้ว  สามารถทำได้ง่ายขึ้น  จึงปรากฏว่า มีสื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  ทั้งเพื่อการเสนอข่าวสาร  เพื่อให้ความรู้  เพื่อความบันเทิง และเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นการเฉพาะมากขึ้น  สถานีวิทยุก็สามารถจัดตั้งได้ในทุกสถานที่คือวิทยุชมชน  ส่วนสถานีโทรทัศน์ก็ไม่มีความยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน เพราะปัจจุบันสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม โดยใช้ทุนและเวลาไม่มากนัก  [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=98&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/medialaw.jpg?w=203&#038;h=275" alt="" width="203" height="275" class="alignleft size-full wp-image-99" /><br />
สื่อมวลชนที่เป็นเสาหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เพราะสามารถกระจายข่าวสารได้กว้างขวาง เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด  แม้จะเกิดสื่อสมัยใหม่หรือสื่อทางเลือกขึ้น อันได้แก่ สื่อออนไลน์ สื่อดิจิตอล แต่การเข้าถึงผู้รับข่าวสารยังอยู่ในวงจำกัด  ดังนั้น สื่อกระแสหลักดั้งเดิมคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ จึงยังมีอิทธิพลต่อผู้คนเช่นเดิม</p>
<p>แต่อิทธิพลของสื่อกระแสหลักดังกล่าว กำลังถูกท้าทายจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆแก่สื่อเป็นอันมาก  โดยเฉพาะในด้านเทคนิคที่เครื่องมือเครื่องใช้ได้รับการพัฒนาให้มีความสะดวกสบายในการใช้งาน ราคาถูกลง ประสิทธิภาพดีขึ้น  ดังนั้น การเป็นเจ้าของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์  โทรทัศน์ วิทยุ  หากพิจารณาในเรื่องการลงทุนแล้ว  สามารถทำได้ง่ายขึ้น  จึงปรากฏว่า มีสื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  ทั้งเพื่อการเสนอข่าวสาร  เพื่อให้ความรู้  เพื่อความบันเทิง และเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นการเฉพาะมากขึ้น  สถานีวิทยุก็สามารถจัดตั้งได้ในทุกสถานที่คือวิทยุชมชน  ส่วนสถานีโทรทัศน์ก็ไม่มีความยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน เพราะปัจจุบันสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม โดยใช้ทุนและเวลาไม่มากนัก  ดังนั้น นวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสาร จึงทำให้เกิดนวัตกรรมของสื่อรูปแบบใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น กระจายข้อมูลข่าวสารถึงผู้รับอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น<br />
<span id="more-98"></span><br />
การเกิดขึ้นของสื่อรูปแบบใหม่ๆดังกล่าว  ข้อดีก็คือ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนทำได้มากยิ่งขึ้น  ประชาชนในระดับท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนในการบริหารจัดการ สร้างเนื้อหา และพัฒนาสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนได้มากขึ้น  เช่น ดำเนินการผ่านวิทยุชุมชนที่มีการจัดตั้งกันอย่างมากมายในระยะ 4-5 ปีมานี้ ถึงแม้จะมีปัญหาด้านกฎหมายอยู่ก็ตาม  ส่วนข้อเสียก็คือ  โอกาสที่จะมีการผูกขาดการจัดการข้อมูลข่าวสารก็เกิดขึ้นได้ หากเจ้าของวิทยุชุมชนดังกล่าวไม่ใช่ชุมชน แต่เป็นผู้ลงทุนที่มุ่งแสวงหากำไรจากธุรกิจเพียงอย่างเดียว  </p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นกับวิทยุชุมชนดังกล่าว ย่อมเกิดขึ้นกับสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ด้วยเช่นกัน  การเกิดขึ้นของสื่อสิ่งพิมพ์และสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีกับโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม  ย่อมมีส่วนในการช่วยกระจายข่าวสารสู่ประชาชนได้ครอบคลุมพื้นที่และประเภทของข่าวสารมากขึ้น  แต่การเกิดขึ้นของสื่อใหม่ๆดังกล่าว ก็เป็นที่น่าสงสัยว่า การดำเนินงานของสื่อได้เป็นไปตามหลักการของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีจรรยาบรรณของสื่อคอยกำกับอยู่หรือไม่  แม้แต่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ในรูปแบบเดิมที่เป็นสื่อมวลชนหลักที่เกิดมาก่อนก็เช่นกัน เพราะปรากฏว่า มีการเผยแพร่ข่าวสารที่มีความหมิ่นเหม่ต่อหลักการของสื่อมวลชนและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอยู่เสมอๆ</p>
<p>คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมการกระทำหรือพฤติกรรมของสื่อ มีความเบี่ยงเบนจากจรรยาบรรณและหลักการของสื่อบ่อยขึ้น  หรือว่า นี่ก็เป็นนวัตกรรมด้านพฤติกรรมของสื่อ ที่มีผลมาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสาร</p>
<p>แต่ก่อนจะวิเคราะห์เจาะจงไปถึงเรื่องพฤตกรรมที่เบี่ยงเบนไปของสื่อ จะขอยกจรรยาบรรณของสื่ออันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ มาเป็นหลักในพิจารณาก่อน (อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  หน่วยที่ 9-15 ) คือ</p>
<p>1.จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์ โดย สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กำหนด “จริยธรรมของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2510 ไว้ดังนี้</p>
<p>(1) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของปัจเจกชน สถาบัน ประเทศชาติ ศาสนา และราชบัลลังก์ (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ กิจญาณ)</p>
<p>(2) ความมีเสรีภาพ (Freedom) ได้แก่ เสรีภาพที่มีความรับผิดชอบกำกับ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธสาสนาคือ ปวารณา หรือ ธรรมาธิปไตย)</p>
<p>(3) ความเป็นไท (Independence) ได้แก่ ความไม่ตกเป็นทาสของใครทั้งกายและจิตใจ โดยอามิสสินจ้างอื่นใด(ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนาคือ ความไม่ตกเป็นทาสของอกุศลมูล)</p>
<p>(4) ความจริงใจ (Sincerity) ได้แก่ ความไม่มีเจตนาบิดเบือน ผิดพลาดต้องรีบแก้ไข (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สัจจะ)</p>
<p>(5) ความเที่ยงธรรม (Impartiality) ได้แก่ ความไม่ลำเอียง หรือความไม่เข้าใครออกใคร (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ ความไม่มีอคติ 4 ประการ หมายถึง “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะรัก “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะชัง “ภยาคติ” ลำเอียงเพราะกลัว  “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะหลง)</p>
<p>(6) ความมีน้ำใจนักกีฬา (Fair Play) ได้แก่ การปฏิบัติดีงาม ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สุปฏิบัติ) </p>
<p>(7) ความมีมารยาท (Decency) ได้แก่ การใช้ภาษาและภาพที่ไม่หยาบโลนและลามกอนาจาร หรือส่อไปในทางดังกล่าว (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ โสเจยยะ หรืออาจารย์สมบัติ)</p>
<p>นอกจาก “จริยธรรมของสามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” แล้ว ยังกำหนด “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” ไว้อีก   7 ข้อ คือ </p>
<p>(1) การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ เป็นภารกิจอันมีความสำคัญเหนืออื่นใดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์</p>
<p>(2) การเสนอข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ สุจริต ปราศจากความมุ่งหวังในประโยชน์ส่วนตนหรืออามิสสินจ้างใดๆ</p>
<p>(3) การเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฏว่าข่าวใดๆไม่ตรงต่อความจริงต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว</p>
<p>(4) การที่จะให้ได้ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอย่างใดๆมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์</p>
<p>(5) ต้องเคารพต่อความไว้วางใจที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของตน</p>
<p>(6) ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือหมู่คณะโดยมิชอบ</p>
<p>(7) ต้องไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ</p>
<p>นอกจาก จริยธรรมหรือจรรยาบรรณที่กำหนดโดย สามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดังข้างต้นแล้ว สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ก็มี จรรยาบรรณของสามคมฯ ให้สมาชิกได้ยึดถือปฏิบัติเป็นหลักเดียวกัน ซึ่งใจความก็ไม่ต่างจากจรรยาบรรณของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  จึงไม่ได้ยกมาไว้ในที่นี้</p>
<p>2. จรรยาบรรณสื่อวิทยุและโทรทัศน์ โดย สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ตราประมวลจรรยาบรรณวิชาชีพนักจัดรายวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2538 แบ่งเป็น 5 หมวด คือ หมวดทั่วไป หมวดจรรยาบรรณในการเสนอข่าว หมวดจรรยาบรรณในการแสดงความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ หมวดจรรยาบรรณในการประกาศโฆษณา หมวดความประพฤติ  ในที่นี้จะยกหมวดว่าด้วยการเสนอข่าว มาเป็นหลักในการพิจารณา คือ </p>
<p>(1) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเท็จ ไม่ว่าลักษณะใดๆ</p>
<p>(2)ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งทำให้ประชาชนเสียขวัญ เกิดการแตกแยกกระทบกระเทือนความมั่นคงแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศ</p>
<p>(3) ไม่เสนอข่าวและภาพลามกอนาจาร ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p>
<p>(4) ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ ชวนให้หลงเชื่องมงาย</p>
<p>(5)ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ</p>
<p>(6) ไม่สอดแทรกความเห็นใดๆของตนลงไปในข่าว</p>
<p>(7) ในกรณีคัดลอกข้อความจากหนังสือพิมพ์ หรือหนังสืออื่น ต้องแจ้งให้ทราบถึงแหล่งที่มาของข้อความนั้น</p>
<p>(8) ภาษาที่ใช้ในการเสนอข่าวและการบรรยายภาพต้องสุภาพ ปราศจากความหมายในเชิงเหยียดหยาม กระทบกระเทียบ เปรียบเปรย เสียดสี</p>
<p>(9) ไม่ใช้การเสนอข่าวและภาพเป็นไปในทางโฆษณาตนเอง</p>
<p>(10) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งขัดกับสาธารณประโยชน์ของประชาชนและสังคมประเทศชาติ</p>
<p>(11) ไม่เสนอข่าวและภาพซ้ำเติม ระบายสี บุคคล องค์กร สถาบัน ซึ่งตกเป็นข่าว</p>
<p>(12) ไม่เสนอข่าวและภาพ ในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามลัทธิความเชื่อศาสนาใดๆ</p>
<p>(13) พึงให้ความเคารพต่อสิทธิของบุคคล องค์กร และสถาบันอื่นตามกฎหมาย</p>
<p>(14) พึงรับผิดและแก้ไขโดยเปิดเผยและไม่ชักช้าถ้าเกิดความเสียหายแก่บุคคล องค์กร หรือสถาบัน ในการเสนอข่าวผิดพลาด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง</p>
<p>(15) พึงละเว้นจากการรับอามิสสินจ้างใดๆ ให้ทำหรือละเว้นการกระทำเกี่ยวกับการเสนอข่าวตรงไปตรงมา</p>
<p>หลักจริยธรรมหรือจรรยาบรรณขององค์กรสื่อที่ยกมาข้างต้นนั้น ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อ แต่ต้องเป็นไปโดยเคารพกฎระเบียบและไม่ละเมิดผู้อื่น  ทั้งยังกำหนดให้สื่อยึดถือประโยชน์แห่งสาธารณะเป็นหลัก มีความซื่อตรงต่อผู้มูลข่าวสาร ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ให้เกียรติแก่ผู้อื่น เช่นเดียวกัน  </p>
<p>สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ  หลักจริยธรรมของสมาคมหนังสือพิมพ์ที่ออกมาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2510) และ จรรยาบรรณวิชาชีพนักจัดรายวิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราออกมาเมื่อ  13 ปีก่อน (พ.ศ.2538) ยังเป็นสิ่งที่สื่อให้ความสำคัญอยู่หรือไม่ ปฏิบัติตามเพียงใด หรือว่า เป็นข้อกำหนดที่ล้าสมัย ไม่เข้ากับกาลเวลาที่เทคโนโลยีก้าวหน้า มีนวัตกรรมใหม่ๆของสื่อเกิดขึ้นมากมายดังเช่นปัจจุบันนี้แล้ว</p>
<p><strong>(อ่านต่อตอนจบ)</strong></p>
<p>***<br />
<strong><strong>Media Talk Blog ย้ายเข้าบ้านตัวเองที่ <a href="http://citizenjournal.kosolnet.com">http://citizenjournal.kosolnet.com </a>ขอเชิญไปเยี่ยมเยือนด้วยครับ ขอบคุณครับ</strong></strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/98/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/98/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=98&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/20/media-rule-and-law/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/medialaw.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>เมื่อสื่อถูกใช้ปั้นน้ำเป็นตัว อะไรจะขึ้นกับคนและสังคม</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/07/media-and-violent/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/07/media-and-violent/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 May 2008 22:55:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อกับความรุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อวิทยุ]]></category>
		<category><![CDATA[Media and Violent]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อเช้าวันนี้ (7 พฤษภาคม 2551) ผมฟังวิทยุคลื่น 96.5 อสมท. รายการ &#8220;เช้าทันโลก&#8221; ขณะขับรถบนท้องถนนอันแออัดด้วยรถยนต์ของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาหกโมงครึ่งถึงเจ็ดโมง และกลับมาฟังซ้ำที่เว็บไซต์ MCOT  ในตอนเย็น ผู้ดำเนินรายการคือ คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ได้พูดคุยกับ    ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง Big Story ประเด็นที่พูดคุยกันก็คือ &#8220;สื่อมวลชนกับความรุนแรง&#8221; ฟังแล้วได้เห็นอิทธิพลของสื่อที่มีต่อความคิดและพฤติกรรมของคนชัดเจนขึ้น
ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นนักวิชาการที่เผยแพร่แนวคิดอหิงสา หรือการต่อสู้ด้วยสันติวิธี (Non-Violent) ต่อต้านการใช้ความรุนแรง ซึ่งบทบาทของอาจารย์ชัยวัฒน์ที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องความคิดอหิงสาอีกคนหนึ่งของสังคมไทย
ประเด็นที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้พุดคุยกับคุณกรรณิการ์ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันสำคัญของสื่อ ในการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนให้เกิดการใช้ความรุนแรงได้ โดยได้ยกตัวอย่างสื่อในประเทศระวันดา ในปี 1994โดยเฉพาะวิทยุที่ได้เผยแพร่ข่าวสารคำพูดปลุกเร้าให้เกิดการเกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ได้บอกเล่าถึงการตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในประเทศระวันดา ปี 2003 เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว ศาลได้ตัดสินให้ผู้ประกาศข่าววิทยุ 2 คนกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ 1 คน ข้อหามีความผิดฐานยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

เผ่าตุ๊ดซี่กลุ่มน้อยมีอำนาจปกครอง กับอูตูซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่แต่ไม่มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งในระยะเวลาไม่นานชนเผ่าอูตูลุกขึ้นมาฆ่าฟันชาวตุ๊ดซี่ตายไปเป็นจำนวนมาก มีการสัมภาษณ์คนลงมือฆ่าฟันคนอื่นว่าวิทยุมีส่วนทำให้ลุกขึ้นมาทำการดังกล่าวหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือ จำนวน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=79&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center"><strong></strong><strong></strong></p>
<p><img class="alignright size-medium wp-image-82" style="float:right;border:0;margin:20px 10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/thudecember2003-11-28-35-big4.jpg?w=300&#038;h=225" alt="" width="300" height="225" />เมื่อเช้าวันนี้ (7 พฤษภาคม 2551) ผมฟังวิทยุคลื่น 96.5 อสมท. รายการ &#8220;เช้าทันโลก&#8221; ขณะขับรถบนท้องถนนอันแออัดด้วยรถยนต์ของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาหกโมงครึ่งถึงเจ็ดโมง และกลับมาฟังซ้ำที่เว็บไซต์ <a href="http://radio.mcot.net/fm965/">MCOT</a>  ในตอนเย็น ผู้ดำเนินรายการคือ คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล ได้พูดคุยกับ    ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง Big Story ประเด็นที่พูดคุยกันก็คือ &#8220;สื่อมวลชนกับความรุนแรง&#8221; ฟังแล้วได้เห็นอิทธิพลของสื่อที่มีต่อความคิดและพฤติกรรมของคนชัดเจนขึ้น</p>
<p>ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นนักวิชาการที่เผยแพร่แนวคิดอหิงสา หรือการต่อสู้ด้วยสันติวิธี (Non-Violent) ต่อต้านการใช้ความรุนแรง ซึ่งบทบาทของอาจารย์ชัยวัฒน์ที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องความคิดอหิงสาอีกคนหนึ่งของสังคมไทย</p>
<p>ประเด็นที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้พุดคุยกับคุณกรรณิการ์ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันสำคัญของสื่อ ในการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนให้เกิดการใช้ความรุนแรงได้ โดยได้ยกตัวอย่างสื่อในประเทศระวันดา ในปี 1994โดยเฉพาะวิทยุที่ได้เผยแพร่ข่าวสารคำพูดปลุกเร้าให้เกิดการเกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ได้บอกเล่าถึงการตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในประเทศระวันดา ปี 2003 เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว ศาลได้ตัดสินให้ผู้ประกาศข่าววิทยุ 2 คนกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ 1 คน ข้อหามีความผิดฐานยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์</p>
<p><span id="more-79"></span></p>
<p>เผ่าตุ๊ดซี่กลุ่มน้อยมีอำนาจปกครอง กับอูตูซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่แต่ไม่มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งในระยะเวลาไม่นานชนเผ่าอูตูลุกขึ้นมาฆ่าฟันชาวตุ๊ดซี่ตายไปเป็นจำนวนมาก มีการสัมภาษณ์คนลงมือฆ่าฟันคนอื่นว่าวิทยุมีส่วนทำให้ลุกขึ้นมาทำการดังกล่าวหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือ จำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่า ได้รับอิทธิพลจากวิทยุ และ 42 เปอร์เซ็นต์บอกว่าทำเพื่อชาติ</p>
<p>อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ยกตัวอย่างคำพูดของผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุ ที่พูดปลุกเร้าให้คนอูตูเกลียดชังคนตุ๊ดซี่ โดยตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรู หรือเป็น &#8220;แมลงสาบ&#8221; จึงต้องถูกจำกัด การตอกย้ำซ้ำๆทำให้ผู้ฟังคล้อยตาม ลุกขึ้นมากระทำการฆ่าฟันคนอื่นอย่างโหดเหี้ยม โดยถือว่าเป็นการฆ่าฟันศัตรู ทำเพื่อประเทศชาติ จนสถานีวิทยุดังกล่าวได้รับการเรียกขานว่าเป็นสถานีวิทยุแห่งความตาย</p>
<p>เหตุการณ์ในประเทศระวันดาที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้บอกเล่ามานั้น ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า การใช้สื่อในลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นกับสังคมอื่นๆหรือไม่ คำตอบก็คือ มีอยู่เสมอมา มากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกัน แม้แต่ในประเทศไทยก็มีการใช้สื่อในลักษณะที่ว่านี้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2519 ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งความจริงดังกล่าวเราไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะหลักฐานปรากฏชัดเจน เว้นเสียแต่เราจะไม่ยอมรับในความจริงดังกล่าว</p>
<p>แล้วปัจจุบันนี้ มีโอกาสหรือไม่ที่จะมีการใช้สื่อในลักษณะดังกล่าวในสังคมไทย นั่นคือ การสร้างความรู้สึกเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่ชน จนมองกันเป็นศัตรูที่จะต้องกำจัดไปให้พ้น โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของชาติ ซึ่งทำให้คนสามารถที่จะลุกขึ้นมากระทำต่ออีกฝ่ายหนึ่งได้โดยรู้สึกว่ามีความชอบธรรม ดังที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย และที่เกิดขึ้นในระวันดา รวมถึงที่อื่นๆอีกซึ่งทำให้มีผู้สูญเสียนับไม่ถ้วน</p>
<p>การกระทำของสื่อหรือการใช้สื่อในลักษณะเช่นนี้ ไม่ต่างจากการสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาหลอกลวงผู้คน โดยอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่เรื่องเท็จนั้นในรูปของข่าวสาร การกระทำดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะการปั้นน้ำเป็นตัว เสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวเพื่อเป้าหมายที่ถูกจัดวางไว้แล้ว ลักษณะเช่นนี้ปัจจุบันมีอยู่ในสังคมไทยหรือไม่ หรือมีแนวโน้มที่จะใช้สื่อเป็นไปในลักษณะนั้นหรือไม่ จำเป็นที่เราคือคนไทยทั้งหลายจะต้องใช้สติปัญญาพิจารณาให้ดี ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อสื่อ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่ใช้สื่อ ไม่ว่าจะจากฝ่ายที่มีอำนาจทางการเมือง หรือฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมือง</p>
<p>โดยลำพังตัวของสื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทใด ตามทฤษฎีของการสื่อสารนั้น สื่อมีหน้าที่พื้นฐานอยู่ 4 อย่าง นั่นคือ การให้ข้อมูลข่าวสาร การให้ความรู้ การให้ความบันเทิง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งโดยหลักการของการทำหน้าที่ดังกล่าว ก็ล้วนแต่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับทั้งสิ้น</p>
<p>แต่ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ ข่าวสาร หรือข้อมูล หรือความรู้ หรือถ้อยคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อนั้น สร้างความโน้มเอียงไปทางหนึ่งทางใดหรือไม่ ผู้ส่งสารหรือผู้ใช้สื่อมีจุดประสงค์จำเพาะเจาะจงที่จะทำผู้ฟังให้เกิดการคล้อยตามจนลุกขึ้นมาทำพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดตามความต้องการของตนหรือไม่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในระวันดา โดยการส่งสารซ้ำๆอยู่ตลอดเวลา ตอกย้ำให้ผู้ฟังรับรู้อยู่ทุกวัน ให้มองผู้อื่นเป็นศัตรู หรือเป็น แมลงสาบที่จะต้องกำจัดให้สิ้นซาก แม้ผู้นั้นจะเป็นเพื่อนบ้านที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก จนนำไปสู่การฆ่าฟันอย่างน่าสยดสยองที่ช็อกคนทั่วโลก</p>
<p>หากยอมรับความจริงก็จะเห็นว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการใช้สื่อในลักษณะดังกล่าวอยู่ด้วย แม้จะยังไม่ถึงขนาดปลุกเร้าให้มองอีกฝ่ายเป็นศัตรู เป็นแมลงสาบ เป็นปิศาจที่ต้องกำจัดออกไปให้พ้นจากโลกก็ตาม แต่ก็น่าเป็นห่วงว่า เมื่อความขัดแย้งไม่สามารถแก้ไขได้ สื่อจะถูกใช้ไปในทางที่โน้มน้าวให้ผู้ฟังเกลียดชังอีกฝ่ายมากขึ้นก็เป็นได้</p>
<p>ที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ ปัจจุบันสื่อได้รับการพัฒนาให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และปราศจากการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสื่อทางเลือกคือ วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี แม้กระทั่งแผ่น ซีดี วีซีดี ดีวีดี ก็เป็นสื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างได้ผล สื่อต่างๆเหล่านี้กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ ผู้ใช้สื่อซึ่งก็คือเจ้าของหรือผู้มีอำนาจในการกำหนดเนื้อหาต่างมีอิสระในการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะยืนอยู่กับฝ่ายที่ตนเห็นด้วย ดังนั้น จึงง่ายต่อการใช้ไปในการปลุกเร้าเพื่อสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น จนนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงในสังคม</p>
<p>ประเด็น &#8220;การปั้นน้ำเป็นตัว&#8221; ของสื่อที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อ 30 กว่าปีก่อนจนนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคมอันโหดร้ายนั้น แม้สื่อจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่สื่อก็ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปลุกเร้าให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงนั้น สร้างความรู้สึกให้ผู้กระทำคิดว่าตนทำในสิ่งที่ถูกต้องทำนองเดียวกับชาวอูตูลุกขึ้นมาฆ่าฟันชาวตุ๊ดซี่ในเหตุการณ์ที่ระวันดา ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนไทย โปรดได้ใช้สื่อและรับสื่ออย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิต ทรัพย์สินของผู้คนและสังคมไทย.</p>
<p style="text-align:center;">&#8230;</p>
<p style="text-align:center;">(ภาพประกอบ : เหตุการความรุนแรงเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 จาก www.2519.net)</p>
<h2 class="r"><a class="l" href="http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=6&amp;s_id=3&amp;d_id=3"></a></h2>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/79/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=79&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/05/07/media-and-violent/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/thudecember2003-11-28-35-big4.jpg?w=300" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>&#8220;อินแฮง&#8221; กับคำไทยลูกครึ่งฝรั่งและคำฝรั่งสัญชาติไทย : การสื่อความหมายแบบกลายพันธุ์</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/20/inhang-wording/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/20/inhang-wording/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Mar 2008 19:13:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนต์และทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[คำไทย-คำเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[อินแฮง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=38</guid>
		<description><![CDATA[ความคิดในการเขียนเรื่องนี้ เกิดจากที่ได้ฟังเพลงทางหน้าปัดวิทยุและดูหนังบรรยายเพลง (Music Video-MV ) ผ่านทางโทรทัศน์และเว็บไซต์อยู่ตูบ (YouTube.com) เพลงที่ว่านี้คือ &#8220;อินแฮง&#8221; ขับร้องโดย ไอดิน อภินันท์ ที่แสดงเป็นพระเอกใน MV เองด้วย
            เมื่อได้ยินครั้งแรกผ่านรายการ &#8220;ลูกทุ่งมหานคร&#8221; ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 95 อสมท. ผมติดใจชื่อเพลง &#8220;อินแฮง&#8221; เป็นคำที่คล้ายว่าจะเข้าใจความหมาย แต่ไม่เข้าใจ  ซึ่งไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่สงสัย เพราะมีผู้ฟังได้ส่งคำถามไปสอบถามนักจัดรายการ เมื่อได้ฟังนักจัดรายการเฉลยจึงเข้าใจ
      
      คำว่า &#8220;อินแฮง&#8221; เป็นคำลูกครึ่ง มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า &#8220;อิน&#8221; ในภาษาอังกฤษ กับคำว่า &#8220;แฮง&#8221; ในภาษาไทย (อีสาน) กลายเป็นคำลูกครึ่งว่า &#8220;อินแฮง&#8221;
            คำว่า &#8220;อิน&#8221; ที่มาจากคำภาษาอังกฤษนั้น  มาจากคำว่า &#8220;IN&#8221; หรือ &#8220;INNER&#8221; ความหมายที่ใช้กันทั่วไปคือ ใน,ข้างใน, ภายใน
            เมื่อนำมาใช้ในบริบทภาษาไทยที่เข้าใจกันนั้น เป็นไปในลักษณะที่ &#8220;เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้&#8221; หรือ &#8220;เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้น&#8221;  หรือ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=38&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ความคิดในการเขียนเรื่องนี้ เกิดจากที่ได้ฟังเพลงทางหน้าปัดวิทยุและดูหนังบรรยายเพลง (Music Video-MV ) ผ่านทางโทรทัศน์และเว็บไซต์อยู่ตูบ (YouTube.com) เพลงที่ว่านี้คือ <strong>&#8220;อินแฮง&#8221;</strong> ขับร้องโดย ไอดิน อภินันท์ ที่แสดงเป็นพระเอกใน MV เองด้วย</p>
<p>            เมื่อได้ยินครั้งแรกผ่านรายการ <strong>&#8220;ลูกทุ่งมหานคร&#8221;</strong> ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 95 อสมท. ผมติดใจชื่อเพลง &#8220;อินแฮง&#8221; เป็นคำที่คล้ายว่าจะเข้าใจความหมาย แต่ไม่เข้าใจ  ซึ่งไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่สงสัย เพราะมีผู้ฟังได้ส่งคำถามไปสอบถามนักจัดรายการ เมื่อได้ฟังนักจัดรายการเฉลยจึงเข้าใจ</p>
<p>     <span id="more-38"></span> </p>
<p>     <strong> คำว่า &#8220;อินแฮง&#8221; เป็นคำลูกครึ่ง มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า &#8220;อิน&#8221; ในภาษาอังกฤษ กับคำว่า &#8220;แฮง&#8221; ในภาษาไทย (อีสาน) กลายเป็นคำลูกครึ่งว่า &#8220;อินแฮง&#8221;</strong></p>
<p>            คำว่า<strong> &#8220;อิน&#8221;</strong> ที่มาจากคำภาษาอังกฤษนั้น  มาจากคำว่า &#8220;IN&#8221; หรือ &#8220;INNER&#8221; ความหมายที่ใช้กันทั่วไปคือ <strong>ใน,ข้างใน, ภายใน</strong></p>
<p>            เมื่อนำมาใช้ในบริบทภาษาไทยที่เข้าใจกันนั้น เป็นไปในลักษณะที่ &#8220;เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้&#8221; หรือ &#8220;เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้น&#8221;  หรือ &#8220;เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง&#8221; หรือ &#8220;เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก&#8221; เช่น &#8220;เธอดูหนังเรื่องนี้แล้วอินมาก ร้องห่มร้องไห้สงสารนางเอก&#8221; นี่คงพอจะอธิบายความหมายของคำว่า &#8220;อิน&#8221; ได้ตามที่เข้าใจกัน</p>
<p>            หากพิเคราะห์ตามความหมายของคำว่า &#8220;IN&#8221; กับ &#8220;INNER&#8221; ในภาษาอังกฤษกับความหมายที่นำมาใช้ในภาษาไทย ก็มีความแตกต่างกันมากทีเดียว</p>
<p>            ส่วนคำว่า <strong>&#8220;แฮง&#8221;</strong>  ในภาษาไทย(อีสาน) ความหมายที่ถอดออกมาตรงตามเสียงก็คือ &#8220;แรง&#8221; ความหมายโดยนัยก็คือ &#8220;มาก&#8221;  เมื่อรวมกับ &#8220;อิน&#8221; เป็น &#8220;อินแฮง&#8221; ก็พอจะแปลความหมายได้ว่า &#8220;เข้าไปอยู่ในใจจนยากที่จะลบล้างออกไปได้&#8221; หรือ &#8220;เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างมาก&#8221; หรือ &#8220;เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก&#8221; หรือ &#8220;เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก&#8221;</p>
<p>           <img border="0" vspace="15" align="middle" width="419" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/inhang.jpg?w=419&#038;h=248" hspace="15" alt="พระเภ??นางเภ?? MV เพลง “ภ??นแฮง”" height="248" /></p>
<p align="center"><font color="#ff0000"><strong>พระเอกนางเอกในภาพยนตร์เรื่อง &#8220;อินแฮง&#8221;</strong></font></p>
<p align="center"><strong><font color="#ffffff">&#8230;</font></strong></p>
<p> <font color="#ffffff">&#8230;&#8230;&#8230;</font>เรื่องก็เป็นไปตามความหมายที่ให้ไว้ข้างบนนั้น กล่าวคือ เนื้อเพลงบรรยายถึงความรักของพระเอกที่มีต่อนางเอก เคยรักกันมาก แต่ต่อมานางเอกไปมีแฟนใหม่ แต่พระเอกตัดใจเลิกรักไม่ได้ ดังปรากฏตามฉากเปิดเรื่องใน MV [<strong><a href="http://www.kosolanusim.com/newboarddetail.asp?id=249">ดูได้ที่นี่</a></strong>] ที่พระเอกยืนดักหน้ามอเตอร์ไซค์ที่นางเอกซ้อนท้ายมากับแฟนใหม่ นางเอกลงมาต่อว่าพระเอก บอกว่าน้องมีแฟนใหม่แล้ว ให้เลิกตอแยเสียที &#8220;น้องบอกแล้วไง ว่าน้องมีแฟนใหม่แล้ว จะมาอินอะไรกับน้องกันนักกันหนา&#8221; นางเอกว่างั้น แล้วก็ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แฟนใหม่ไป ทิ้งให้พระเอกอกหักมองตามตาละห้อย     พระเอกก็ร้องเพลงที่มีเนื้อหาบรรยายความรักที่มีต่อนางเอก บอกว่าตนเลิกรักไม่ได้เพราะ &#8220;&#8230;ใจอ้ายยังฮักบ่มีเปลี่ยนแปลง อินแฮง เด้หล่า&#8230;&#8221;  หมายความว่า &#8220;ใจของพี่นั้นยังรักน้องไม่มีเปลี่ยนแปลง เพราะมันเข้าไปอยู่ในใจพี่จนยากที่จะลบล้างออกไปได้&#8221; ทำน้องนี้</p>
<p>            เฮ้อ แค่แปลความหมายบรรยายคำ &#8220;อินแฮง&#8221; ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะครับ</p>
<p>            เมื่อได้รู้ความหมายของคำว่า &#8220;อินแฮง&#8221; แล้วทำให้ผมนึกถึงการนำคำจากภาษาอังกฤษ (รวมถึงภาษาอื่นๆด้วย) มาใช้แทนคำภาษาไทย หรือ นำมาผสมกับคำในภาษาไทย ทำให้เกิดความหมายใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากความหมายดั้งเดิมของคำนั้นๆ กลายเป็นลักษณะ &#8220;คำอังกฤษสัญชาติไทย&#8221; หรือ &#8220;คำลูกครึ่งไทย-อังกฤษ&#8221; (ภาษาอื่นๆก็เช่นกัน ทั้งฝรั่งชาติอื่นๆ และ จีน แขก ฯลฯ)</p>
<p>            ตัวอย่างของคำภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆของชาติตะวันตก (ขอเรียกรวมว่าฝรั่ง) ที่อยู่ในประเภท &#8220;คำฝรั่งสัญชาติไทย&#8221; และ &#8220;คำลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง&#8221; ที่ใช้กันอยู่ในภาษาไทย มีมากมาย เช่น</p>
<p>           <strong> เวอร์</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า OVER เราตัดพยางค์ต้นออกเหลือเฉพาะพยางค์ท้าย ความหมายเมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยยังคงมีเค้าความหมายเดิมอยู่  ความหมายในภาษาอังกฤษก็คือ มาก หรือ มากเกินไป เราใช้ในความหมายนั้น แต่เป็นไปในทำนองไม่ค่อยดี ใช้ในเชิงกระแนะกระแหน เช่น &#8220;ยัยคนนั้นแต่งตัวเว่อร์มาก ดูไม่เข้ากับหน้าเลย&#8221; เป็นต้น</p>
<p>            <strong>ม็อบ</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า MOB หมายความว่า ฝูงชนที่บ้างคลั่ง พวกก่อการจลาจล (ดูภาพจำลองของ MOB ขนานแท้ได้ในภาพยนต์เรื่อง <a href="http://www.imdb.com/title/tt0217505/">Gangs of New York </a>ที่มีฉากปราบม็อบแบบเลือดท่วมเมือง) เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยกลับหมายความว่า การชุมนุมของมวลชน,กลุ่มคน เพื่อประท้วงหรือแสดงออกในทางการเมืองหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างสงบ  ลองคิดดู ถ้าเกิดชวนฝรั่งว่า &#8220;เฮ้ยยู เราไปม็อบที่สนามหลวงกันเถอะ&#8221; คงมีฝรั่งน้อยคนที่อยากจะไปร่วม เพราะเข้าใจคนละความหมาย</p>
<p>            <strong>สตรอเบอรี่</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า STRAWBERRY เป็นผลไม้ลูกเล็กๆชนิดหนึ่ง รสอร่อย เป็นที่นิยมกันมาก แต่เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยกลับเป็นคำแสลงของวัยรุ่นเขา มีความหมายว่า โกหกตอแหล  ทีนี้ลองคิดดูนะครับ เกิดมีคนบอกเพื่อนฝรั่งว่า &#8220;แหม ยูนี่ สตรอบเบอรี่จัง&#8221;  เมื่อรู้ความหมายของคำแสลงแล้ว เพื่อนฝรั่งคงยิ้มไม่ออก</p>
<p>            <strong>เดิ้น</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า MODERN แปลว่า ของใหม่ๆ แบบใหม่ๆ สมัยใหม่ เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยก็ตัดพยางแรกออก (โปรดสังเกต เรามักตัดคำในภาษาอื่นให้สั้นลงเพื่อให้เรียกง่ายๆ) คำนี้ความหมายก็ยังอยู่ในกรอบเดิม แต่มีความเข้มข้นมากขึ้น  อาจเติมคำภาษาไทยเพิ่มเข้าไปข้างหน้าหรือข้างหลังเพื่อเพิ่มความเข้มข้น เช่น &#8220;โคตรเดิ้น&#8221; หรือ &#8220;เดิ้นมากๆ&#8221; หมายความว่า ทันสมัยที่สุดไม่มีใครเท่า เป็นต้น</p>
<p>            <strong>ไฮโซ</strong> มาจากคำภาษาอังกฤษว่า High Society มีความหมายว่าชนชั้นสูง ซึ่งเป็นความหมายในทางที่ดี เป็นพวกผู้ดีมีสกุลของชาวอังกฤษเขา เมื่อเรานำมาใช้ก็ตัดคำให้สั้นลงเหลือเพียง &#8220;ไฮโซ&#8221;  ความหมายก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก  เพราะเรานำมาใช้กับพวกที่ร่ำรวยมีเงินถุงเงินถัง ใครรวยหน่อยก็เรียกไฮโซ มีชีวิตอยู่แบบฟุ้งเฟ้อไร้สาระ อาศัยมีเงิน ออกงานสังคม ก็เป็นไฮโซ  ไม่ว่าจะเป็น &#8220;ผู้ดีมีสกุล&#8221; ผู้ร่ำรวย &#8220;มีสถุล&#8221; เราก็เรียกไฮโซ กันไปหมด ฝรั่งไฮโซจริงๆเมื่อมาเห็นเขาอาร้อง &#8220;โอ้มายก๊อด&#8221; แบบไม่อยากเชื่อก็เป็นได้</p>
<p>            นี่เป็นตัวอย่างคำที่เรานำมาจากภาษาอื่นมาใช้ในบริบทของสังคมไทยกลายเป็นคำสัญชาติไทย หรือนำมาผสมกับคำไทยเป็นคำใหม่กลายเป็นคำลูกครึ่งไทย-เทศ โดยคำทั้งสองประเภท ทั้ง ที่มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เรียกว่าเป็นพวกคำ &#8220;กลายพันธุ์&#8221; จากความหมายในภาษาเดิม</p>
<p>            นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เป็นเรื่องธรรมดา ที่เกิดขึ้นได้กับทุกภาษา  แม้คำในภาษาเดียวกันแต่ใช้ในต่างสังคมก็มีความหมายที่แตกต่างกันได้ ดังคำหลายคำในภาษาอังกฤษที่ใช้ใน อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา ก็มีความหมายที่แตกต่างกันได้ ตามสภาพสังคมนั้นๆ</p>
<p>            คำในภาษาไทยก็เช่นกัน  คำๆหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งในภาษาไทย เมื่อชาวต่างชาตินำไปใช้อาจมีความหมายที่แตกต่างจากเดิมจนไม่เหลือเค้าก็อาจเป็นได้  เหมือนคำภาษอังกฤษที่กลายเป็นคำแสลงในภาษาไทย ดังนั้น คำในภาษาไทยก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นคำแสลงในภาษาอังกฤษได้เช่นกัน  เช่น ต้มยำกุ้ง(Tomyamkung)  นอกจากจะหมายความว่า อาหารไทยชนิดหนึ่งแล้ว ยังมีความหมายว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากประเทศไทย (Tomyamkung Crisis) อันโด่งดังเมื่อปี 2540 อีกด้วย</p>
<p>            ต่อไปคำว่า &#8220;น่าคบ&#8221; อาจมีความหมายว่า &#8220;น่าตบ&#8221; ในคำแสลงของฝรั่งก็อาจเป็นได้</p>
<p>            ภาษาคือเครื่องมือในการสื่อสาร ซึ่งผู้ใช้นำไปใช้เพื่ออธิบายสิ่งต่างๆในสภาพแวดล้อมทางสังคมของตนปัจจุบันการแลกเปลี่ยนกันทางภาษามีมากขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ  ดังนั้น แนวโน้มที่รับเอาคำจากภาษาอื่นมาใช้ในภาษาของตนจึงมีมากขึ้น  ในอนาคตข้างหน้า เราคงมีคำต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาจากภาษาอื่นๆที่มีความหมายแบบกลายพันธุ์มากยิ่งขึ้น</p>
<p>            คำไหนที่สังคม &#8220;อินแฮง&#8221; คำนั้นก็จะคงอยู่ต่อไป ส่วนคำไหนที่ไม่ &#8220;อิน&#8221;  ก็จะค่อยๆตายไปในที่สุด</p>
<p>            <strong>ว่าแต่ว่า วันนี้คุณมีคำไหนที่ &#8220;อินแฮง&#8221; บ้างหรือไม่  ถ้ามีก็บอกด้วยจะได้ช่วย &#8220;อิน&#8221; อีกแรง เหอๆ.</strong>         <br />
&#8230;&#8230;..</p>
<p><strong>Media Talk Blog </strong>ย้ายไปอยู่บ้านของตัวเองที่ <strong>http://citizenjournal.kosolnet.com </strong>ขอเชิญตามไปเยี่ยมเยือนด้วยนะครับ.</p>
<p>           </p>
<p>           </p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/38/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=38&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/20/inhang-wording/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/inhang.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">พระเภ??นางเภ?? MV เพลง “ภ??นแฮง”</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>วิทยุชุมชน : Web2.0 บนหน้าปัดวิทยุ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/19/community-radio-station/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/19/community-radio-station/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Mar 2008 07:31:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[กฎหมายสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บและบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[Community Radio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[

ภาพประกอบจาก songpak16.com/chumchon/  

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้เปิดมิติใหม่ๆหลายอย่างให้แก่สังคมไทย  ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่มีผลบังคับใช้  สังคมไทยได้เกิดพัฒนาการใหม่ในหลายด้าน  แม้จะถูกคณะรัฐประหารฉีกทิ้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังส่งผลต่อสังคมไทย รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ได้นำหลายสิ่งหลายอย่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบรรจุไว้
            ผลพวงอย่างหนึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็คือ การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนซึ่งเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน ที่ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเองได้อย่างเด็ดขาด โดยมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 บัญญัติเรื่องการใช้ประโยชน์คลื่นวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ไว้ว่า
            &#8220;คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากร สื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ      
            ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรร คลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมาย บัญญัติ
            การดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุด ของประชาชนใน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=36&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center"><img border="0" align="top" width="383" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/picradio01.jpg?w=383&#038;h=192" hspace="15" alt="วิทยุชุมชน" height="192" /></p>
<div align="center">
<pre>ภาพประกอบจาก <a href="http://www.songpak16.com/chumchon/pic/pic_radio01_221045.jpg">songpak16.com/chumchon/</a>  </pre>
</div>
<p align="justify"><strong>รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540</strong> ได้เปิดมิติใหม่ๆหลายอย่างให้แก่สังคมไทย  ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่มีผลบังคับใช้  สังคมไทยได้เกิดพัฒนาการใหม่ในหลายด้าน  แม้จะถูกคณะรัฐประหารฉีกทิ้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังส่งผลต่อสังคมไทย รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ได้นำหลายสิ่งหลายอย่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาบรรจุไว้</p>
<p>            ผลพวงอย่างหนึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็คือ การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนซึ่งเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน ที่ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเองได้อย่างเด็ดขาด โดยมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 บัญญัติเรื่องการใช้ประโยชน์คลื่นวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ไว้ว่า</p>
<p>            <strong>&#8220;คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากร สื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ  </strong><strong>    </strong></p>
<p><strong>            ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรร คลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมาย บัญญัติ<br />
            การดำเนินการตามวรรคสอง ต้องคำนึงถึง ประโยชน์สูงสุด ของประชาชนใน ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม&#8221; </strong></p>
<p>            นั่นคือ การเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าถึงสื่อมากขึ้น  โดยกำหนดให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุให้ชุมชนสามารถเป็นเจ้าของได้  ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้เกิด<a href="http://www.songpak16.com/chumchon/comunity_radio.html">วิทยุชุมชน</a>ขึ้นอย่างมากมาย  ทั้งในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด</p>
<p>            ปัจจัยที่ทำให้วิทยุชุมชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ก็คือ</p>
<p><span id="more-36"></span></p>
<p>            1.ผลจากบทบัญญัติในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่เปิดช่องว่างให้ชุมชนสามารถเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุได้ นำมาสู่การออกกฎหมายลูกเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการใช้คลื่นวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กำหนดเงื่อนไขข้อบังคับต่างๆ และตั้งองค์ขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะ</p>
<p>            2.พัฒนาการทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยและราคาถูกลง  การติดตั้งทำได้ง่ายขึ้น  การใช้งานก็ไม่มีความซับซ้อน ทำให้สามารถจัดสร้างสถานีวิทยุได้โดยไม่ต้องใช้ทุนและความรู้ทางเทคนิคมากเหมือนสมัยก่อน</p>
<p>            3.ความต้องการช่องทางการสื่อสารใหม่ๆของประชาชน  เนื่องมาจากช่องทางเดิมคือสถานีวิทยุหลักที่มีอยู่ล้วนแต่เป็นของหน่วยงานราชการที่ให้เอกชนสัมปทาน  การกำหนดเนื้อหาจึงขึ้นอยู่กับผู้สัมปทานซึ่งส่วนมากแล้วล้วนแต่ดำเนินการเพื่อแสวงหากำไรทางธุรกิจ   ส่วนวิทยุชุมชนนั้น  ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสามารถกำหนดเนื้อหาและการบริหารจัดการเองได้อย่างเต็มที่  ดังนั้น วิทยุชุมชนจึงมีความหลากหลายด้านเนื้อหา  ตามความสนใจของผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งมีทั้งในรูปขององค์กรการกุศลต่างๆ ในรูปของชุมชน รวมทั้งกลุ่มบุคคลด้วย</p>
<p>            แม้ในปัจจุบันนี้วิทยุชุมชนส่วนมากที่จัดตั้งขึ้นก่อนกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญมีผลบังคับนั้น จะยังเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องสถานะทางกฎหมายอยู่ ในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงเรื่องดังกล่าว  แต่จะพิเคราะห์ถึงในฐานะสื่อและช่องทางการสื่อสาร  ที่ส่งผลสะเทือนต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชนเท่านั้น</p>
<p>            ย้อนหลังไปก่อนหน้าที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ผู้ที่เป็นเจ้าของคลื่นวิทยุได้นั้นมีเพียงหน่วยงานราชการเท่านั้น  เอกชนหรือประชาชนจะใช้คลื่นวิทยุได้ก็โดยการสัมปทานจากรัฐ  ซึ่งส่วนมากแล้วผู้ที่ได้รับสัมปทานก็คือองค์กรธุรกิจที่นำคลื่นวิทยุมาแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2540           ประกาศใช้ ประกอบกับเทคโนโลยีราคาถูกลง ประชาชนจึงสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุได้ในที่สุด</p>
<p>            หากเปรียบวิทยุชุมชนในขณะนี้ ก็คงไม่ต่างจากการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตในรูปแบบ Web2.0 ที่คนทั่วไปสามารถสร้างเว็บไซต์ของตนเองได้  เพื่อเผยแพร่ข่าวสารตามความรู้ความเข้าใจของตนสู่สาธารณะ  โดยสามารถกำหนดเนื้อหา (Content) ได้ด้วยตัวเอง บริหารจัดการเว็บไซต์ของตนได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายในโลกอินเตอร์เน็ต </p>
<p>            วิทยุชุมชนก็เช่นกัน  ชุมชน องค์กรภาคประชาชน หรือกลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าของ มีอำนาจในการบริหารจัดการ กำหนดเนื้อหา และแสวงหาผลประโยชน์จากวิทยุชุมชนได้อย่างเต็มที่  หรือจะใช้เป็นเครื่องมือและช่องทางในการเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลของตนโดยไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจก็สามารถทำได้ เนื่องจากต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำ  ค่าใช้จ่ายจึงน้อย  เนื้อหาข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชนจึงมาความหลากหลายตามความสนใจของผู้เป็นเจ้าของ</p>
<p>            การที่เทคโนโลยีราคาถูกลงและใช้งานง่ายขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายวิทยุชุมชนของกลุ่มคนที่สนใจเนื้อหาเดียวกันมากขึ้น  ดังเช่น  เครือข่ายวิทยุชุมชนเพื่อการเผยแผ่ธรรมะของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ ที่มีอยู่ในขอบข่ายทั่วประเทศ รวมทั้งการถ่ายทอดผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก  โดยการขยายเครือข่ายสถานีนั้น จัดสร้างขึ้นโดยผู้ศรัทธาหลวงตามหาบัวที่มีอยู่ทั่วประเทศ แล้วถวายเป็นสมบัติของสงฆ์ โดยผู้จัดสร้างรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการทั้งหมด  การเผยแพร่ข่าวสารของวิทยุในเครือข่ายเป็นการถ่ายทอดรายการธรรมะของหลวงตามหาบัวจากสถานีวิทยุชุมชนวัดป่าบ้านตาดซึ่งเป็นสถานีแม่ข่าย  กลุ่มเป้าหมายอันได้แก่ประชาชนผู้ศรัทธาหลวงตามหาบัว ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศและทั่วโลก จึงสามารถเข้าถึงข่าวสารคือคำเทศนาของหลวงตามหาบัวได้พร้อมกัน ผ่านเครือข่ายวิทยุชุมชนทั่วประเทศ และผ่านอินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก</p>
<p>            กรณีของวิทยุชุมชนเพื่อการเผยแพร่ธรรมะของหลวงตามหาบัว เป็นเพียงกรณีตัวอย่างเพียงกรณีเดียวเท่านั้น ซึ่งเชื่อแน่ว่า เครือข่ายลักษณะนี้ต้องมีอีกมาก  ที่เผยแพร่ข่าวสารชุดเดียวกัน  ไปสู่กลุ่มเป้าหมายเดียวกันในต่างพื้นที่  ด้วยการบริหารจัดการของชุมชน หรือองค์กรทางสังคมภาคประชาชน</p>
<p>            ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการสื่อสาร (Information Technology -IT) พัฒนาไปในทิศทางที่มีคาราถูกและใช้งานง่าย  ทำให้กระจายสู่ประชาชนได้กว้างขวางขึ้น  ปัจเจกบุคคลและชุมชนสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้มากขึ้น จึงทำให้เกิดช่องทางการสื่อสารใหม่ๆที่เป็นทางเลือกของปัจเจกบุคคลและชุมชน </p>
<p>            วิทยุชุมชนก็เป็นหนึ่งในผลพวงของพัฒนาการเทคโนโลยีการสื่อสารตามทิศทางดังกล่าว  ประกอบกับช่องทางกฎหมายที่เปิดกว้างโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 จึงทำให้ภาคประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของสื่อวิทยุและกำหนดเนื้อหาเองได้  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาด้านอื่นๆต่อไปในระยะยาว</p>
<p>            หากเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตสร้าง Web 2.0 ขึ้นมาให้ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของเว็บไซต์ได้ง่ายและกำหนดเนื้อหาได้ตามความต้องการ ทำให้ข่าวสาร และความรู้  ไหลทะลักสู่ฐานข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตมากมายมหาศาล การเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ผลิตเครื่องรับส่งวิทยุแบบใช้ง่ายและคาราถูก ก็ทำให้ข้อมูล ข่าวสาร ภาคประชาชนไหลทะลักผ่านคลื่นวิทยุชุมชนอย่างมากมายมหาศาลเช่นกัน</p>
<p>            คงไม่ผิดเลยหากเรียกวิทยุชุมชนว่า เป็น <a href="//track3.mybloglog.com/js/jsserv.php?mblID=2008031702422232'&gt;&lt;/script&gt;">Web 2.0</a> ฉบับหน้าปัดวิทยุ  เพราะวิทยุชุมชนนั้น ทำหน้าที่ไม่ต่างจาก Web 2.0  ที่ชุมชนและปัจเจกบุคคลสามารถเป็นเจ้าของ กำหนดเนื้อหา และบริหารจัดการได้โดยอิสระเช่นเดียวกัน.</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/36/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/36/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=36&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/03/19/community-radio-station/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/picradio01.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">วิทยุชุมชน</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</title>
		<link>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-and-communications/</link>
		<comments>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-and-communications/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Feb 2008 15:00:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Kosol Anusim</dc:creator>
				<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนต์และทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยุกระจายเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[มิเชล ฟูโกต์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Communication]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=6</guid>
		<description><![CDATA[  
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)                                                   นักคิดทฤษฎีผู้มีชื่อเสียงชาวเมืองไวน์ฝรั่งเศส   กล่าวว่า  สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจอันได้ผลชะงัด  ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นก็เป็นเจ้าของอำนาจ  หากพูดถึงอำนาจแล้ว ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืออำนาจทางการเมือง ดังนั้น จึงปรากฏอยู่เสมอว่า ใครๆที่เป็นนักการเมืองจึงชอบสื่อ


โลกของสื่อกับโลกของนักการเมือง จึงต้องผู้ติดอยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก  ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือต่างประเทศ  ไม่ว่าในประเทศร่ำรวยหรือยากจน  ในหลายประเทศเจ้าของสื่อเข้าไปเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองหาทางเข้าครอบครองสื่อ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง หรือไม่ก็ใช้อำนาจควบคุมสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  เพื่อไม่ให้สื่อบ่อนเซาะอำนาจของตน

นักการเมืองทั้งหลายชอบสื่อ  เพราะสื่อเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้สามารถแสดงตนต่อสาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว  เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน  จนอาจกล่าวได้ว่า  โทรทัศน์คือผู้มีอิทธิพลตัวจริงต่อผู้คน  เป็นผู้กำหนดเวลาทำกิจกรรมต่างๆในชีวิต  ทั้งเวลาตื่น เวลานอน เวลาออกจากบ้าน เวลากลับบ้าน  เรื่องราวทั้งหลายที่เสนอผ่านจอโทรทัศน์ล้วนส่งผลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ตัวอย่างง่ายๆก็คือแม้แต่นักแสดงเป็นตัวร้ายในละครน้ำเน่ายังถูกมองด้วยความเกลียดชังจากคนดูผู้สงสารนางเอก เมื่อนักแสดงคนนั้นไปเดินซื้อของในตลาด 

จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดเมื่อมีกิจกรรมทางการเมือง อย่างเช่น การประชุมสภาก็ดี หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ดี  เมื่อมีการถ่ายทอดผ่านสื่อ บรรดานักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลต่างก็พยายามเสนอหน้าผ่านอภปรายเพื่อให้ได้ปรากฎในสื่อ ส่งสารไปถึงประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนว่ากำลังทำหน้าที่ผู้แทนอย่างขันแข็ง            
แต่ถ้าหากในอีกกรณีตรงกันข้าม  นั่นคือ การที่สื่อขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีไม่งามที่ตนมีส่วนหรือจะเกิดความเสียหายแก่ตน  นักการเมืองทั้งหลายมักจะโยนความผิดไปให้สื่อ  ซึ่งหนีไม่พ้นข้อหาบิดเบือน ลงข่าวไม่หมด  หรือสื่อพูดไปเอง เขียนไปเอง เป็นต้น  เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น ใครๆที่เกี่ยวข้องก็ไม่ชอบสื่อ             ดังนั้นจึงปรากฏเสมอมาว่า นักการเมืองผู้ที่อยู่กับอำนาจจึงทั้งรกและทั้งเกลียดสื่อ  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=6&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/namwanbizlogo.jpg" title="ใครๆก็(ไม่)ชภ??สื่ย&gt;&lt;img border="></a></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/02/namwanbizlogo1.jpg" title="ใครๆก็ไม่ชภ??สื่ย&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="></a></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><u></u></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/fuko01.jpg" title="Michel Foucault"></a><img border="0" vspace="15" align="left" width="205" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/fuko01.jpg?w=205&#038;h=295" hspace="15" alt="Michel Foucault" height="295" /> <span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></font></font><font size="5"><font face="Angsana New"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></p>
<p align="left"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong>มิเชล ฟูโกต์</strong><span> <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Michel_Foucault">(Michel Foucault)</a>                                                   </span>นักคิดทฤษฎีผู้มีชื่อเสียงชาวเมืองไวน์ฝรั่งเศส<span>   </span>กล่าวว่า<span>  </span>สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจอันได้ผลชะงัด<span>  </span>ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นก็เป็นเจ้าของอำนาจ<span>  </span>หากพูดถึงอำนาจแล้ว ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืออำนาจทางการเมือง ดังนั้น จึงปรากฏอยู่เสมอว่า ใครๆที่เป็นนักการเมืองจึงชอบสื่อ</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p></span></font></font></p>
<p style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>โลกของสื่อกับโลกของนักการเมือง จึงต้องผู้ติดอยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก<span>  </span>ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือต่างประเทศ<span>  </span>ไม่ว่าในประเทศร่ำรวยหรือยากจน<span>  </span>ในหลายประเทศเจ้าของสื่อเข้าไปเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองหาทางเข้าครอบครองสื่อ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง หรือไม่ก็ใช้อำนาจควบคุมสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง<span>  </span>เพื่อไม่ให้สื่อบ่อนเซาะอำนาจของตน</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>นักการเมืองทั้งหลายชอบสื่อ<span>  </span>เพราะสื่อเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้สามารถแสดงตนต่อสาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว<span>  </span>เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<span>  </span>โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน<span>  </span>จนอาจกล่าวได้ว่า<span>  </span>โทรทัศน์คือผู้มีอิทธิพลตัวจริงต่อผู้คน<span>  </span>เป็นผู้กำหนดเวลาทำกิจกรรมต่างๆในชีวิต<span>  </span>ทั้งเวลาตื่น เวลานอน เวลาออกจากบ้าน เวลากลับบ้าน<span>  </span>เรื่องราวทั้งหลายที่เสนอผ่านจอโทรทัศน์ล้วนส่งผลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง<span>  </span>ตัวอย่างง่ายๆก็คือแม้แต่นักแสดงเป็นตัวร้ายในละครน้ำเน่ายังถูกมองด้วยความเกลียดชังจากคนดูผู้สงสารนางเอก เมื่อนักแสดงคนนั้นไปเดินซื้อของในตลาด </span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดเมื่อมีกิจกรรมทางการเมือง อย่างเช่น การประชุมสภาก็ดี หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ดี<span>  </span>เมื่อมีการถ่ายทอดผ่านสื่อ บรรดานักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลต่างก็พยายามเสนอหน้าผ่านอภปรายเพื่อให้ได้ปรากฎในสื่อ ส่งสารไปถึงประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนว่ากำลังทำหน้าที่ผู้แทนอย่างขันแข็ง</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>แต่ถ้าหากในอีกกรณีตรงกันข้าม<span>  </span>นั่นคือ การที่สื่อขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีไม่งามที่ตนมีส่วนหรือจะเกิดความเสียหายแก่ตน<span>  </span>นักการเมืองทั้งหลายมักจะโยนความผิดไปให้สื่อ<span>  </span>ซึ่งหนีไม่พ้นข้อหาบิดเบือน ลงข่าวไม่หมด<span>  </span>หรือสื่อพูดไปเอง เขียนไปเอง เป็นต้น<span>  </span>เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น ใครๆที่เกี่ยวข้องก็ไม่ชอบสื่อ<span>  </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>           </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>ดังนั้น</span><span>จึงปรากฏเสมอมาว่า นักการเมืองผู้ที่อยู่กับอำนาจจึงทั้งรกและทั้งเกลียดสื่อ<span>  </span>ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ว่าสื่อจะส่งผลเช่นใดแก่ตน<span>   </span>ในกรณีที่รู้จักใช้สื่อให้เป็นประโยชน์พอเหมาะ<span>  </span>ก็จะทำให้สามารถอยู่ในอำนาจนานได้เช่นกัน</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>สื่อจึงมีคุณสมบัติพิเศษ ที่นักการเมืองและผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะทั้งรักทั้งเกลียด<span>  </span>ซึ่งสื่อแต่ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะของมัน ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติร่วมในฐานะสื่อ<span>  </span>ซึ่งจะกล่าวต่อไป</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">อันที่จริงแล้ว คุณสมบัติที่จะเขียนถึงต่อไปนี้<span>  </span>เป็นเรื่องที่คนทั้งหลายทราบกันดีแล้ว แต่อาจจะลืมกันไปบ้าง<span>  </span>จึงขอยกขึ้นมากล่าวถึงเพื่อเตือนความทรงจำ และเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของสื่อ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span> คือ</span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span><span id="more-6"></span>           </span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>เริ่มต้นจาก สื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อชนิดแรกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อที่เผยแพร่ไปสู่คนหมู่มากได้รวดเร็วและในเวลาพร้อมๆกันหรือใกล้เคียงกัน<span>  </span>อันเป็นที่มาของคำว่า สื่อมวลชน<span>  </span>อิทธิพลของหนังสือพิมพ์ในยุคเมื่อสองร้อยปีก่อนนับว่ามีอิทธิฤทธิ์อย่างสูง<span>  </span>เพราะทำให้เกิดมติมหาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้<span>  </span>บรรดาผู้ครองอำนาจรัฐยังกลัวเกรง หาทางคุมกำเนิดหนังสือพิมพ์<span>  </span>เจ้าของหนังสือพิมพ์ทั้งหลายก็ใช้สื่อของตนต่อสู้เพื่อคงสถานะตัวเองไว้<span>  </span>มาจนถึงปัจจุบันนี้ หนังสือพิมพ์ก็ยังคงสถานะอันมีอิทธิพลของตัวเองเอาไว้ได้อยู่ แม้จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม<span>  </span>แต่คำว่าสื่อมวลชนก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่<span>  </span>จนพอที่จะทำให้บรรดาใครๆที่เป็นนักการเมืองยังเกรงใจหนังสือพิมพ์อยู่<span>  </span>เว้นเสียแต่ผู้ที่มีอำนาจต่อรองที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน เช่น เป็นเจ้าของบริษัทสินค้าที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ด้วยมูลค่าสูงๆ<span>  </span>หนังสือพิมพ์ก็เกรงใจอยู่<span>  </span>ไม่กล้าจะวิพากษ์อะไรมาก<span>  </span>เพราะกลัวจะถูกถอนโฆษณา เป็นต้น </span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ต่อมาคือ สื่อวิทยุ<span>   </span>นี่ยิ่งกระจายข่าวสารสู่ผู้ฟังได้รวดเร็วและกว้างขวางกว่าหนังสือพิมพ์อีก<span>  </span>จึงปรากฏเสมอมาในประวัติศาสตร์ว่า วิทยุมีบทบาทสำคัญในการสร้างอำนาจทางการเมืองอย่างยิ่งยวด<span>  </span>การประกาศความคิด อุดมการณ์<span>  </span>ข่าวสารอันสำคัญ<span>  </span>ล้วนกระทำผ่านวิทยุแทบทั้งสิ้น</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>คงจำกันได้ว่า<span>  </span>ในวันที่กองทัพปลดแอกประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น<span>  </span>ท่านประธานเหมาเจ๋อตุงอ่านแถลงการณ์โดยมีไมโครโฟนอยู่เบื้องหน้า ถ่ายทอดออกอากาศทางวิทยุไปทั่วประเทศจีนและทั่วโลก ว่าบัดนี้ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในโลกแล้ว<span>  </span>เป็นการจบสิ้นสาธารณรับจีนภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็ค ซึ่งได้ถอยข้ามช่องแคบไปตั้งหลักที่เกาะไต้หวันจวบจนปัจจุบันนี้</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>คงจำกันได้ว่า ทุกครั้งที่มีกลุ่มทหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล<span>  </span>เสียงประกาศคณะปฏิวัติได้รับการถ่ายทอดผ่านคลื่นวิทยุของสถานีวิทยุแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เป็นแม่ข่ายถ่ายทอดไปยังสถานีวิทยุต่างๆ<span>  </span>เป็นสัญญาณว่า<span>  </span>คณะปฏิวัติได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลแล้ว<span>  </span>โดยยึดสถานีวิทยุให้ได้ก่อน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่คำสั่ง ข่าวสาร<span>  </span>เพื่อปกครองบ้านเมือง<span>  </span>หลายครั้งที่ฝ่ายรัฐบาลตอบโต้ด้วยคลื่นวิทยุเช่นกัน<span>  </span>จนทำให้ฝ่ายปฏิวัติกลายเป็นฝ่ายกบฏ<span>  </span>พ่ายแพ้ไปในที่สุด</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>คงคุ้นเคยกันดีว่า ปัจจุบันนี้ทุกๆเช้าวันอาทิตย์<span>  </span>นายกรัฐมนตรีจะพบกับประชาชนผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย<span>  </span>ซึ่งอันที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่านายกรัฐมนตรีพบกับข้าราชการมากกว่า<span>  </span>เพราะสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดนั้น<span>  </span>บรรดาข้าราชการทั้งหลายต่างเงี่ยหูฟัง<span>  </span>โดยเฉพาะปลัดกระทรวง อธิบดี<span>  </span>ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นซีอีโอและมิใช่ซีอีโอ<span>  </span>สิ่งใดที่นายกรัฐมนตรีพูดเป็นแนวทางไว้ก็ต้องหาทางปฏิบัติ<span>  </span>ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นผู้ว่าซี้อีโอก็ได้<span>  </span>อันนี้ก็ย่อมถือได้ว่า สื่อเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ครอบครองสื่อในนามรัฐบาล</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ที่นี้ก็ต้องมาถึง สื่อโทรทัศน์ เป็นสื่อที่ใครๆที่เป็นนักการเมืองก็ต้องชอบ<span>  </span>การรณรงค์หาเสียงก็ดี การประกาศผลงานก็ดี<span>  </span>หรือแค่การเสนอหน้าผ่านโทรทัศน์พูดถึงเรื่องไม่เป็นโล้เป็นพายก็ดี<span>  </span>ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อนักการเมืองทั้งสิ้น<span>   </span>อย่างน้อยก็เป็นที่รู้จักหน้าค่าตา<span>  </span>ยิ่งเจอบ่อยก็ยิ่งได้รับการจดจำได้<span>  </span>ดังนั้น จึงมีผู้ที่ออกหน้าโทรทัศน์บ่อยๆ<span>  </span>เช่น พิธีการ นักแสดง นักร้อง นักอ่านข่าว เป็นต้น<span>  </span>ได้รับการเลือกตั้งเป็นนักการเมืองอยู่มากมาย จึงพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า<span>  </span>สื่อโทรทัศน์สร้างอำนาจแก่ผู้ที่ครอบครองหรือผู้ที่ใช้มันได้เป็นอย่างดียิ่ง<span>  </span>แม้ในหมู่นักปฏิวัติหรือรัฐประหารในช่วง </span>20 <span>ปีที่ผ่านมา ก็นิยมยึดสถานีโทรทัศน์ควบคู่กับสถานีวิทยุ<span>  </span>เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประกาศข่าวสารของตน<span>  </span>ฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจก็ใช้สถานีโทรทัศน์ที่ไม่ได้ถูกยึดเผยแพร่ข่าวสารตอบโต้<span>  </span>จนฝ่ายปฏิวัติกลายเป็นกบฏก็หลายครั้งเช่นกัน</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>สุดท้ายขอกล่าวถึงสื่อสมัยใหม่แห่งคลื่นลูกที่สามโดยแท้<span>  </span>นั่นคือ โทรศัพท์มือถือ<span>  </span>ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนใกล้ชิดที่สุด<span>  </span>โดยติดตามตัวผู้ใช้ไปได้ทุกหนทุกแห่งทุกเวลา<span>  </span>เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้เผยแพร่ข่าวสารเพื่อการครอบงำได้ดีที่สุด<span>  </span>โดยแปลงร่างในรูปแบบต่างๆ<span>  </span>ตั้งแต่การส่งข้อความ<span>  </span>การโฆษณา<span>  </span>การชักชวนให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มักเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของบริษัทโทรศัพท์มือถือ หรือเจ้าของธุรกิจที่ให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ<span>  </span>แม้กระทั่งเรื่องการเมือง</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ลองนึกเล่นๆเถิดว่า เกิดบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ร่วมมือกับนายเสาไฟฟ้าผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯ ส่งข้อความไปถึงผู้ใช้โทรศัพท์ว่า โปรดแสดงความจำนงเลือกนายเสาไฟฟ้า<span>  </span>เป็นผู้ว่า สาระขัณฑ์นคร โดยส่ง </span>SMS <span>เป็นหมายเลขประจำตัวของนายเสาไฟฟ้าไปที่ศูนย์<span>  </span>ลุ้นรางวัล </span>1,000,000<span> เหรียญสหรัฐ<span>  </span>จะมีผู้</span>lj&#8217; SMS <span>แสดงความจำนงเลือกนายเสาไฟฟ้ากี่คน<span>  </span>เพื่อเงินหนึ่งล้านฯ</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ถึงแม้คนที่เลือกนายเสาไฟฟ้าจริงๆไม่เท่ากับจำนวนที่ส่ง </span>SMS<span>  </span><span>แต่มั่นใจได้ว่า<span>  </span>เงินที่นายเสาไฟฟ้าได้รับเป็นส่วนแบ่งค่าบริการคงมากกว่าที่ใช้ไปในการรณรงหาเสียงเลือกตั้งเป็นแน่แท้<span>  </span>ถ้าเกิดได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าจริงๆก็ได้กำไรสองต่อ</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span><span>ฉะนั้น อย่าประมาทโทรศัพท์มือถือ<span>  </span>ปัจจุบันนี้ผู้ครอบครองสื่อประเภทนี้ ซึ่งหมายถึงเจ้าของบริษัทผู้ให้บริการ<span>  </span>ยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ<span>  </span></span></span></p>
<p align="justify"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span><span></span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>นอกจากสื่อประเภทต่างๆที่กล่าวมาแล้ว<span>  </span>ยังมีสื่อสมัยใหม่อีกหลายประเภท เช่น อินเตอร์เน็ต<span>  </span>สื่อกลางแจ้ง<span>  </span>ฯลฯ ที่สร้างอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้ครอบครอง<span>  </span>ซึ่งหากมีโอกาสจะได้นำมาบอกเล่าอีกครั้ง</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>เห็นจะต้องจบด้วยความคิดของมิเชล ฟูโกต์ ที่ว่า สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างและรักษาอำนาจของผู้ที่ครอบครอง<span>  </span>ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมใครๆโดยเฉพาะนักการเมืองจึงชอบสื่อกันนักหนา</span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span></span></span></p>
<p align="justify" style="text-align:justify;margin:0;" class="MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>ส่วนผู้ไม่ชอบสื่อก็มีเช่นกัน<span>  </span>หากยังไม่รู้หรือจำไม่ได้ โปรดย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นอีกรอบหนึ่งเทอญ</span>.</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span></span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/mediatalkblog.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/mediatalkblog.wordpress.com/6/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=mediatalkblog.wordpress.com&blog=3015360&post=6&subd=mediatalkblog&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://mediatalkblog.wordpress.com/2008/02/29/media-and-communications/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="" medium="image">
			<media:title type="html">Kosol Anusim</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/fuko01.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Michel Foucault</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>