เรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (Conflict Interest) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน การเกิดขึ้นของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่ามากหรือน้อยก็สามารถก่อความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้
สารานุกรมวิกิพีเดีย (http://th.wikipedia.org) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน คือภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพ ในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นในการกระทำที่เป็นกลางลดลง” ซึ่งเป็นการอธิบายความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ครอบคลุมทีเดียว
จำเลยที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือนักการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ก้าวหน้า นโยบายที่กำหนดไว้นั้นจะถูกนำไปปฏิบัติผ่านหน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง ไปสู่กรมกองต่างๆ และลงไปถึงระดับล่างสุดคือการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับจังหวัด (อบจ.) จนถึงระดับตำบล (อบต.) ซึ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติย่อมมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้ามารับงานผ่านการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบของราชการ ถูกต้องตามข้อกำหนด ทำให้นักการเมืองได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเครือข่ายธุรกิจของตนหรือของเครือญาติ
ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีความเลวร้ายไม่ต่างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น (Corruption) หากจะว่าไปแล้วก็คือคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง แต่ลดความอุกอาจลงจนยากที่จะเอาผิดได้ หรือไม่มีทางที่จะเอาผิดได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือจรรยาบรรณ อันเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ความชอบธรรม มาสร้างผลประโยชน์แก่ตนเอง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ เพราะข้อบัญญัติของกฎหมาย หรือกฎระเบียบไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ชัดเจนนั่นเอง
นักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงกลายเป็นว่า เมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้เมื่อใด นักการเมืองจะต้องกลายเป็นผู้ร้ายตัวสำคัญไปแทบทุกครั้ง ทั้งๆที่หากจะพูดอย่างไม่ลำเอียงแล้ว ทุกคน หรือทุกองค์กร ทุกอาชีพ ล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ทั้งสิ้น
เมื่อเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นกับใครย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน เพราะมันจะทำให้คนๆนั้นมีความโน้มเอียงที่จะยึดเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง นำไปสู่การละเมิดกฎหรือเพิกเฉยต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมทั้งของตนเองและของผู้อื่น ก่อความเสียหายแก่ส่วนรวมได้ ยิ่งถ้าคนๆนั้นมีหน้าที่อำสำคัญ ความเสียหายก็จะยิ่งเกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว
แล้วที่ร่ายมายืดยาวนี้มันเกี่ยวอะไรกับสื่อ หลายคนอาจสงสัย
คำตอบก็คือ เกี่ยวเป็นอย่างมาก เพราะการทำหน้าที่ของสื่อนั้น เป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนภาพความจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา สื่อเป็นเสมือนพยานในศาลที่จะต้องให้การโดยยึดถือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ศาลใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินคดีความได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม หากสื่อเกิดมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่ต่างจากกระจกร้าวหรือแตก ภาพที่สะท้อนออกมาย่อมบิดเบี้ยว ไม่ต่างจากพยานให้การด้วยถ้อยความอันเป็นเท็จ ย่อมทำให้ศาลตัดสินคดีความผิดไปจากความเป็นจริงได้
คำถามต่อมาก็คือ แล้วสื่อจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้อย่างไร
คำตอบก็คือ ผลประโยชน์ทับซ้อนของสื่อนั้น เกิดขึ้นได้มากมาย เพราะฐานะหนึ่งของสื่อก็คือ องค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร ทั้งสื่อกระแสหลักอย่าง วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และสื่อกระแสรองหรือสื่อสมัยใหม่อย่างเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวสาร ต่างๆที่เกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ที่ได้ผลประโยชน์จากองค์กรและหน่วยงานต่างๆจากการโฆษณาในสื่อเหล่านั้น โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจคือบริษัทห้างร้าน ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ จนไปถึงบรรษัทข้ามชาติที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลก ซึ่งองค์กรธุรกิจเหล่านั้นต่างก็แสวงหาผลกำไรด้วยกันทั้งสิ้น
การประกอบกิจกรรมใดๆก็ตาม ล้วนมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายหรือผลกระทบในทางที่ไม่ดีขึ้นได้ ดังปรากฏให้เห็นเสมอๆ ในขอบเขตทั่วโลก เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สื่อย่อมทำหน้าที่ตีแผ่ความเสียหายนั้นสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดการรับรู้และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา อันเป็นบทบาทสำคัญของสื่อ
ผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมจะเกิดขึ้นได้ หากองค์กรธุรกิจที่เป็นผู้สร้างปัญหานั้น เป็นผู้สนับสนุนสื่อในโดยการลงโฆษณากิจการของตน เมื่อสื่อทำหน้าที่ตีแผ่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นซึ่งย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรธุรกิจนั้นๆอย่างแน่นอน องค์กรธุรกิจดังกล่าวอาจใช้ผลประโยชน์จากการลงโฆษณาบีบบังคับสื่อไม่ให้ตีแผ่ความผิดของตนที่เกิดขึ้น หรืออาจลดความเข้มข้นลง หรืออาจจะหนักหนาสาหัสถึงขนาดทำหน้าที่แก้ต่างให้ ด้วยการเสนอข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว คือด้านดีขององค์กรธุรกิจนั้น หรือเพิกเฉยไม่กล่าวถึงความเสียหายที่องค์กรธุรกิจสร้างขึ้น เพื่อประโยชน์จากการโฆษณาของตนจะยังอยู่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยต่อไป
นี่ย่อมเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน หากสื่อเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์จากการโฆษณาเอาไว้ ด้วยการเพิกเฉยหรือลดการนำเสนอ หรือ ทำหน้าที่แก้ต่างให้องค์กรธุรกิจ ก็ไม่ต่างจากการที่นักการเมืองกำหนดนโยบายเพื่อให้เครือข่ายธุรกิจของตัวเองได้ผลประโยชน์จากนโยบายนั้น
กรณีเช่นนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ สื่อเองก็คงรู้ซึ้งถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนดังกล่าวดี โดยเฉพาะกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหรือองค์กรธุรกิจกึ่งราชการที่นักการเมืองมีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารอย่างเต็มที่นั้น ล้วนแต่เป็นผู้สนับสนุนหรือผู้ลงโฆษณารายใหญ่ๆของสื่อแทบทั้งสิ้น หากแม้นสื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนักการเมืองที่กุมอำนาจในการบริหารจัดการองค์กรนั้น แม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแต่ส่งผลในทางที่เสียหายแก่นักการเมืองดังกล่าว ก็อาจนำไปสู่การถอนโฆษณาอันจะทำให้สื่อสูญเสียประโยชน์ไป หากสื่อเลือกรักษาผลประโยชน์ตัวเองโดยยอมเพิกเฉยไม่ทำหน้าที่ ผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมเกิดขึ้นทันที
แล้วสื่อจะทำอย่างไรในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จะเลือกทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หรือจะเลือกรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจด้วยการลดการทำหน้าที่ของตนลงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ และต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อ
นี่เป็นโจทย์ที่ยุ่งยากและซับซ้อนของสื่อในยุคปัจจุบัน เพราะสื่อเองก็อยู่ในฐานะองค์กรธุรกิจที่ต้องแสวงหากำไรด้วย ขณะที่หน้าที่ของสื่อคือการเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับหน้าที่ สื่อจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร
การจัดการกับปัญหานี้ของสื่อ ย่อมสะท้อนผ่านข้อมูลข่าวสารที่สื่อนำเสนอ ซึ่งสาธารณชนคือผู้รับข่าวสารจะต้องพิจารณาให้ดีว่า ข้อมูลข่าวสารที่ได้จากสื่อนั้นเกิดจากการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หรือเกิดจากผลประโยชน์ทับซ้อนของสื่อ ซึ่งคงไม่ยากจนเกินไป.
Filed under: การสื่อสาร, นิเทศศาสตร์ | Tagged: การสื่อสาร, ผลประโยชน์ทับซ้อน, สื่อ





