เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่างนักร้องลูกทุ่งชื่อดังสองคนคือ ยอดรัก สลักใจ กับ สายัณห์ สัญญา ปรากฏตามสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ โดยฝ่ายแรกคือยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นมะเร็งตับ และมีคนทั้งในและนอกวงการเพลงลูกทุ่งแสดงความเห็นอกเห็นใจและหาทางช่วยเหลือ อีกฝ่ายคือสายัณห์ สัญญา แสดงความสงสัยว่า ยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ทำให้ฝ่ายยอดรัก สลักใจไม่พอใจ โดยเฉพาะคนใกล้ชิด อันได้แก่ลูกชายและเพื่อนนักร้องลูกทุ่งชื่อดังคือ เสรี รุ่งสว่าง ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถึงขนาดมีผู้ใหญ่ในวงการลูกทุ่งออกมาระงับศึก และในที่สุด ยอดรัก สลักใจ ก็ประกาศเป็นฝ่ายหยุด เรื่องจึงจบลง
กรณีการวิวาทะจนกลายเป็นเรื่องวิวาทผ่านสื่อของสองนักร้องลูกทุ่งยอดนิยมทั้งคู่ในครั้งนี้ เป็นการทะเลาะกันเพราะสื่อโดยแท้ กล่าวคือ สายัณห์ สัญญา ให้สัมภาษณ์สื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง สื่อนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายยอดรัก จึงออกมาตอบโต้ จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ตอบโต้กันผ่านสื่อ โดยที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลย สื่อทั้งหลายเป็นฝ่ายนำคำพูดของอีกฝ่ายไปสู่อีกฝ่าย ทั้งทางตรงก็คือ ผ่านนักข่าวที่ไปสัมภาษณ์ และทางอ้อมคือ ผ่านสื่อที่เผยแพร่ ทำให้ต่างฝ่ายต่างหยิบเอาคำพูดของอีกฝ่ายขึ้นมาอ้างอิงแล้วตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อ
ในที่นี้ จะไม่ก้าวล่วงไปตัดสินว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ใครเป็นฝ่ายถูก ใครเป็นฝ่ายผิด แต่จะขอพิจารณาถึงบทบาทของสื่อ ในฐานะที่เป็นตัวกลางในการนำสารจากฝ่ายหนึ่งไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งก็คือการทำหน้าที่ของสื่อ เพราะเมื่อประมวลจากคำพูดของทั้งสองฝ่าย และคำถามของบรรดาผู้สื่อข่าวทั้งหลาย นับว่าน่าสนใจไม่น้อย
ผมได้ดูและฟังผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ทั้งสายัณห์ สัญญา และยอดรัก สลักใจ จากโทรทัศน์หลายครั้ง ผู้สื่อข่าวล้วนแต่นำคำพูดของฝ่ายหนึ่งที่พูดถึงฝ่ายหนึ่งมาบอกเล่าให้ฟังแล้วถามความเห็น แน่นอนว่า คำพูดหรือ “สาร” ที่นำมาบอกเล่านั้น ย่อมเป็นคำพูดหรือ “สาร” ที่ก่อให้เกิดผลในทางลบแก่ผู้รับสาร ดังนั้น คำตอบที่ได้ก็ย่อมเป็นไปในทางลบต่อเจ้าของสารที่ผู้สื่อข่าวได้หยิบยกมา จึงเป็นที่แน่นอนว่า “สาร” ที่ออกมาจากผู้รับสารก็ย่อมเป็นไปในทางลบต่อผู้ส่งสาร ซึ่งสื่ออันหมายถึง ผู้สื่อข่าวและหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ที่ผู้สื่อข่าวนั้นสังกัดอยู่ ก็จะนำสารอันเป็นกลับไปยังผู้ส่งสารอีกครั้ง
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ขอแสดงแผนภูมิให้เห็นพัฒนาการของกรณีดังกล่าว ซึ่งมีอยู่ 3 ช่วงตอน ดังนี้
ช่วงตอนที่ 1 เริ่มจาก ยอดรักป่วยเป็นมะเร็ง >สื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน>สายัณห์ตั้งข้อสงสัยผ่านสื่อว่ายอดรักเป็นมะเร็งจริงหรือไม่>สื่อเผยแพร่
ช่วงตอนที่ 2 เริ่มจาก ฝ่ายยอดรักไม่พอใจ > ตอบโต้สายัณห์ผ่านสื่อ > สายัณห์ไม่พอใจโต้กลับผ่านสื่อ > สื่อนำคำพูดสายัณห์มาถามยอดรัก > ยอดรักตอบโต้คำพูดสายัณห์ผ่านสื่อ > สื่อนำคำพูดยอดรักไปถามสายัณห์ > สายัณห์ตอบโต้คำพูดยอดรักผ่านสื่อ > สื่อก็นำคำพูดสายัณห์มาถามยอดรัก > เกิดการตอบโต้ไปมาผ่านสื่อ
ช่วงตอนที่ 3 ยอดรักประกาศเป็นฝ่ายยุติการตอบโต้ > สายัณห์จึงต้องยุติไปด้วย > เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ความขัดแย้งยังปรากฏอยู่ จะสังเกตได้ว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมากในกรณีนี้ นั่นคือ เป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของสายัณห์ สัญญา และเป็นผู้นำสารจากฝ่ายหนึ่งไปสู่ฝ่ายหนึ่งจนเกิดการตอบโต้ไปมา และท้ายสุด สื่อก็เป็นฝ่ายปิดฉากเรื่องนี้ ด้วยการเผยแพร่คำพูดของยอดรักที่ประกาศเป็นฝ่ายยุติเรื่องราวทั้งหมด
ถามว่า สื่อเป็นต้นเหตุเรื่องนี้หรือไม่ หากถามสื่อ สื่อย่อมตอบว่า ไม่ใช่ต้นเหตุแน่นอน เพราะตนทำหน้าที่สื่อคือผู้เผยแพร่ข่าวสาร หากมองในมุมของสายัณห์ สัญญา ซึ่งเขาก็พูดหลายครั้งว่า สื่อนำคำพูดของเขาไปลงไม่หมด ทำให้เกิดการคลาดเคลื่อน สื่อเองก็ยอมรับว่า ได้พาดหัวข่าวเพื่อเรียกความสนใจ หากมองในมุมยอดรัก สลักใจ ดูเหมือนว่า ไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นผู้เริ่มต้น เพียงแต่ต้องการแก้ไขข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ฝ่ายตน

ถามต่อไปว่า หากสายัณห์ สัญญา พูดเช่นนั้นจริง สื่อสมควรที่จะนำคำพูดในลักษณะนั้นออกเผยแพร่หรือไม่ สื่อวิเคราะห์หรือคาดคะเนไม่ได้หรือว่าคำพูดดังกล่าวมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น หากสื่อคาดคะเนไม่ออกก็ต้องถามต่อไปว่า การทำหน้าที่ของสื่อนั้น เป็นเพียงแค่ “พนักงานส่งเอกสาร” เท่านั้นหรือ ไม่ต้องใช้ปัญญาพินิจ พิจารณา คัดสรร ว่า “สาร” ที่จะสื่อออกไปนั้นจะเกิดผลลบกับใครหรือกับสังคมหรือไม่ ก่อนที่จะเผยแพร่ออกไป
แต่ถ้าหากสื่อรู้ว่าคำพูดของสายัณห์ สัญญา จะต้องทำให้เกิดความขัดแย้ง คำถามก็คือ สื่อเผยแพร่ออกไปเพื่อจุดประสงค์อะไร เพราะต้องการทำหน้าที่สื่อในแบบ “พนักงานส่งเอกสาร” ที่ไม่ต้องสนใจว่าอะไรอยู่ในซองเอกสาร เพียงแต่ส่งให้ถึงที่หมายตามกำหนด หรือว่าสื่อต้องการที่จะ “ขายความขัดแย้ง” ที่เล็งเห็นไว้ล่วงหน้าแล้ว
นี่เป็นคำถามที่จะต้องถามสื่อ และสื่อควรจะต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ต้องตอบที่บล็อกนี้ หากแต่ตอบตัวเองให้ได้ว่า เพราะอะไร เพื่ออะไร ไม่เฉพาะกรณีของสายัณห์-ยอดรักนี้เท่านั้น หากแต่เป็นกรณีอื่นๆที่เกิดขึ้นมาแล้วมากมาย ที่สื่อเป็นผู้จุดชนวน
และคำถามนี้ ไม่ได้ถามเพียงเฉพาะสื่อที่เป็นผู้เริ่มต้นกรณีนี้เท่านั้น หากแต่ทุกสื่อที่นำไปขยายผล โดยไม่มีสักรายที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย หาทางให้ทั้งสองฝ่ายยุติเรื่องความขัดแย้ง ทั้งๆที่หากต้องการทำหน้าที่นี้ สื่อก็มีศักยภาพที่จะทำได้ หรือว่าสื่อคิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของตน
อีกครั้งหนึ่ง ถามว่า สื่อคิดหรือต้องการเพียงแค่ทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ?
ถ้าสื่อต้องการหรือพอใจแค่ทำหน้าที่พนักงานส่งเอกสาร กรณีแบบสายัณห์-ยอดรักจะไม่ใช่กรณีสุดท้าย ดังนั้น ผู้ที่ให้สัมภาษณ์สื่อที่เรียกโก้ๆว่า “แหล่งข่าว” ทั้งหลายควรระมัดระวังตัวเอง การใช้คำพูดก็ดี การให้ข้อมูลก็ดี ควรจะต้องเข้มงวดกวดขันกับตัวเองให้มากไว้ ซึ่งสายัณห์ สัญญา คงจะรู้ซึ้งถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว.
Filed under: การสื่อสาร, สิ่งพิมพ์, สื่อสารการเมือง | Tagged: การสื่อสาร, ยอดรัก ลักใจ, สายัณห์ สัญญา, สื่อมวลชน






สายัณห์เลว