ทุกเย็นเมื่อกลับจากทำงานจนถึงบ้าน สิ่งหนึ่งที่คนทั้งหลายจะต้องทำก็คือดูที่ตู้จดหมาย ว่าจะมีใครส่งอะไรมาถึงบ้าง
เมื่อมีจดหมายอยู่ในตู้ ความรู้สึกของเจ้าของตู้รับจดหมายก็คือ ดีใจที่ยังมีคนส่งข่าวมาถึง แม้ว่าเมื่อดูใกล้แล้วจะเป็นจดหมายทวงหนี้ อันได้แก่ ค่าอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ความดีใจหายไปบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ถ้าหากมีจดหมายจากเพื่อนพ้องน้องพี่ คนรู้จัก ส่งข่าวมาถึง คนที่ได้รับจดหมายนอกจากจะดีใจแล้ว ยังมีความสุขเพิ่มขึ้นอีก เพราะสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยใจ ทำให้มีความสุข นั่นคืออิทธิพลของจดหมายที่มีต่อคนมายาวนาน
จดหมายคือสื่อชนิดหนึ่งที่เป็นช่องทางการส่งสารจากผู้ส่งไปสู่ผู้รับ น่าจะเป็นการสื่อสารยุคโบราณเพียงอย่างเดียวที่ยังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ แม้การสื่อสารที่เกิดมาทีหลังอย่างโทรเลขก็หมดความหมายลงแล้ว เมื่อเทคโนโลยีโทรคมนาคมได้รับการพัฒนาขึ้นมาจนทำให้คนพูดคุยกันได้ทุกแห่งทุกหนหลายช่องทางและทำได้ตลอดเวลา แต่สำหรับจดหมายนั้น ยังคงมีบทบาทสำคัญในการรับและส่งสาร จากผู้ส่งไปยังผู้รับ และจะยังคงอยู่อีกต่อไปเป็นเวลานานอย่างแน่นอน
ในปัจจุบันแม้การสื่อสารสมัยใหม่จะมีสื่อมากมายให้เลือกใช้อย่างสะดวกสบาย ที่สำคัญก็คืออีเมล์ที่ไม่ต้องเสียเวลาซื้อแสตมป์ จ่าหน้าซอง หย่อนตู้ไปรษณีย์แล้วรอเป็นวันสองวันหรือหลายวันกว่าจะถึงมือผู้รับ เพราะเพียงแค่พิมพ์แล้วคลิกส่งก็ถึงผู้รับแทบจะในทันที แต่ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่ยังเขียนจดหมายถึงกัน ส่งบัตรอวยพร ข่าวสาร ผ่านจดหมายให้คนที่ตนรักหรือรู้จัก และมีความปรารถนาที่จะได้รับจดหมายจากใครก็ตามที่จะเขียนถึง ด้วยการดูตู้จดหมายทุกๆวัน
สาเหตุที่จดหมายยังเป็นวิธีการสื่อสารที่คนยังใช้อยู่แม้จะล้าสมัยไปแล้วก็คือ จดหมายเป็นสื่อที่ทำให้ถ่ายทอดความรู้สึกได้อย่างแท้จริง การเขียนจดหมายด้วยลายมือก็ดี หรือด้วยการพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์ก็ดี ล้วนเป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้เขียนคือผู้ส่งสารจะได้ครุ่นคิด ไตร่ตรอง ระลึกถึงสิ่งที่ตนได้กระทำร่วมกันกับผู้รับจดหมายที่ตนกำลังจะส่งถึง การที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวหนังสือไปในจดหมาย เป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิด สนิทสนม ผูกพันกันและกันนั่นเอง
การที่ต้องจ่าหน้าซอง หาซื้อแสตมป์ เอาไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ กระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการกระตู้ความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ ในกรณีของผู้ส่ง การที่ต้องผ่านกระบวนการอันยุ่งยากในการส่งจดหมายแต่ละครั้ง ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของผู้ที่ตนจะส่งจดหมายไปให้ นำไปสู่ความตั้งใจทำจนสำเร็จ ในกรณีของผู้รับนั้น การได้รับจดหมายสักฉบับหนึ่ง ย่อมหมายถึงคุณค่าที่ตนมีต่อผู้ส่ง หากไม่มีคุณค่าเพียงพอแล้ว ก็ยากที่ใครจะส่งจดหมายไปถึงคนที่ตนไม่รู้จักหรือไม่มีความผูกพัน
ดังนั้น จดหมายที่ส่งผ่านตู้ไปรษณีย์ จึงมีคุณค่าและความหมายแตกต่างจดหมายที่ส่งผ่านสื่ออีเล็กโทรนิกส์ เช่น อีเมล์ ที่ส่งได้ทีละมากๆ กระบวนการส่งก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ความสะดวกง่ายดายทำให้คนไม่เห็นคุณค่าและความหมายของถ้อยคำที่ส่งไปถึงกัน จดหมายอีเล็กโทรนิกส์จึงแฝงไปด้วยอันตรายอยู่เป็นอันมาก คนสามารถใช้เป็นช่องทางในการทำลายและทำร้ายกันให้เกิดความเสียหาย ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักหรือโกรธแค้นขุ่นเคืองกัน
จดหมายเป็นทั้งสื่อและเป็นทั้งช่องทางการสื่อสารที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกและสะท้อนบุคลิกของผู้คนให้ถ่ายทอดถึงกันได้อย่างใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ดังนั้น ลมหายใจของจดหมายจึงยังคงอยู่ในปัจจุบันและจะอยู่อีกยาวนานในอนาคต แม้ปริมาณจะลดน้อยลงไปมากก็ยิ่งทำให้เห็นถึงคุณค่าของจดหมายมากยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่มีช่องทางการสื่อสารอื่นอีกมากมายให้เลือกใช้อย่างสะดวกสบาย แต่หากใครสักคนเลือกที่จะเขียนจดหมายส่งไปรษณีย์ถึงใครอีกคนหนึ่ง จดหมายนั้นย่อมมีคุณค่าความหมายเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ลองสังเกตตัวเราเองว่า เมื่อได้รับจดหมายจากใครสักคน เป็นจดหมายจริงๆมิใช่ใบทวงหนี้หรือจดหมายทางการ เราจะรู้สึกอย่างไร หากมีความดีใจและสุขใจ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า จดหมายนั้นมีคุณค่าและความหมายต่อเราอย่างแน่นอน
หลังเลิกงานเมื่อกลับถึงบ้านแล้วดูตู้จดหมายก่อนเข้าบ้าน หากได้รับจดหมายสักฉบับ หรือบัตรอวยพรสักใบ จากคนที่เรารู้จัก ย่อมแสดงให้เห็นว่า จดหมายยังมีลมหายใจอยู่ เพื่อสร้างชีวิตชีวาให้แก่เรา
หากเขียนจดหมายถึงใครสักคน ย่อมหมายความว่า เรากำลังบอกเขาด้วยถ้อยคำของเราเองว่า ฉันยังมีชีวิตอยู่ คอยดูในตู้จดหมาย
ป.ล.อย่าลืมเขียนจดหมายถึงใครสักคนเดียวนี้!
Filed under: การสื่อสาร, โบราณกาลสื่อ | Tagged: การสื่อสาร, จดหมาย






